ดาวโจนส์ปิดลบ 28.09 จุด ตลาดรอมาตรการกระตุ้นศก.สหรัฐ

ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก : ดาวโจนส์ปิดลบ 28.09 จุด ตลาดรอมาตรการกระตุ้นศก.สหรัฐ

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อวันศุกร์ (23 ต.ค.) เนื่องจากนักลงทุนขายหุ้นออกมาเพื่อลดความเสี่ยง ขณะที่ตลาดยังคงจับตาอย่างใกล้ชิดกับการเจรจาระหว่างทำเนียบขาวและพรรคเดโมแครตเพื่อออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐรอบใหม่

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 28,335.57 จุด ลดลง 28.09 จุด หรือ -0.1%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,465.39 จุด เพิ่มขึ้น 11.90 จุด หรือ +0.34% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 11,548.28 จุด เพิ่มขึ้น 42.28 จุด หรือ +0.37%

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีดาวโจนส์ปิดลบ 0.9%, S&P500 ลดลง 0.5% และ Nasdaq ปรับตัวลง 1.1%

ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวในช่วงแคบๆ ขณะที่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ขยับขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากนักลงทุนลังเลที่จะเข้าซื้อหุ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับกำหนดเวลาในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐรอบใหม่

นางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐเปิดเผยว่า ยังคงมีความเป็นไปได้ที่จะมีการออกมาตรการเยียวยาเศรษฐกิจจากผลกระทบของโรคโควิด-19 ก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 3 พ.ย.นี้ แต่ขึ้นอยู่กับการดำเนินการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งรวมถึงการเจรจากับวุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน

ด้านปธน.ทรัมป์และนายสตีเวน มนูชิน รมว.คลังตอบโต้ว่า นางเพโลซีต้องยอมประนีประนอมเพื่อผ่านมาตรการดังกล่าว โดยระบุว่ายังคงมีความขัดแย้งที่สำคัญระหว่างสองฝ่าย

อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิเคราะห์กล่าวว่า ตลาดยังคงเชื่อว่าจะมีการบรรลุข้อตกลงมาตรการเยียวยาดังกล่าว จะเหลือแค่เพียงคำถามเกี่ยวกับขนาดและกำหนดเวลาของการออกมาตรการ

การดีเบตรอบสุดท้ายระหว่างปธน.ทรัมป์และนายโจ ไบเดน ผู้ท้าชิงจากพรรคเดโมแครตในวันพฤหัสบดีตามเวลาสหรัฐนั้น แทบไม่มีผลกระทบต่อตลาด

หุ้น 9 ใน 11 กลุ่มของดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้น โดยกลุ่มบริการด้านการสื่อสารปรับตัวขึ้นมากที่สุด ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวลงมากที่สุด

นอกจากนี้ ตลาดยังถูกกดดันจากการเปิดเผยผลประกอบการที่ต่ำกว่าคาดของบริษัทจดทะเบียน

หุ้นอินเทลร่วง 10.58% หลังเปิดเผยผลกำไรร่วงลง โดยผลประกอบการของอินเทลถูกกดดัน เนื่องจากผู้บริโภคหันไปซื้อแลปท็อปที่มีราคาถูกกว่า ขณะที่ภาคธุรกิจและรัฐบาลต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ปรับลดการใช้จ่ายด้านศูนย์ข้อมูล

หุ้นอเมริกัน เอ็กซ์เพรส ร่วง 3.6% หลังเปิดเผยผลกำไรไตรมาส 3 ลดลงเกินคาด เนื่องจากลูกค้าใช้จ่ายน้อยลงท่ามกลางการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และบริษัทต้องกันสำรองเผื่อการผิดนัดชำระหนี้

แต่หุ้นกิลเลียด ไซแอนเซส บวก 0.2% หลังยา remdesivir ได้รับการอนุมัติให้ใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ตามโรงพยาบาลต่างๆ ในสหรัฐ

ทั้งนี้ จุดสนใจของตลาดในสัปดาห์นี้จะอยู่ที่การเปิดเผยผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐ อาทิ แอปเปิล, เฟซบุ๊ก, แอมะซอน และอัลฟาเบท

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่มีการเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ ไอเอชเอส มาร์กิตซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงินเปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 55.5 ในเดือนต.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.พ. 2562 โดยเพิ่มขึ้นจากระดับ 54.3 ในเดือนก.ย. ซึ่งดัชนีที่อยู่เหนือระดับ 50 บ่งชี้ว่าภาคการผลิตและภาคบริการของสหรัฐยังคงขยายตัว

ดาวโจนส์ปิดร่วง 410.89 จุด วิตกแผนกระตุ้นศก.ไม่คืบก่อนเลือกตั้ง

ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก : ดาวโจนส์ปิดร่วง 410.89 จุด วิตกแผนกระตุ้นศก.ไม่คืบก่อนเลือกตั้ง

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 400 จุดเมื่อคืนนี้ (19 ต.ค.) โดยได้รับแรงกดดันจากความกังวลที่ว่า ทำเนียบขาวและพรรคเดโมแครตอาจไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ได้ก่อนวันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 28,195.42 จุด ร่วงลง 410.89 จุด หรือ -1.44% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,426.92 จุด ลดลง 56.89 จุด หรือ -1.63% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 11,478.88 จุด ลดลง 192.67 จุด หรือ -1.65%

นางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ได้กำหนดเส้นตาย 48 ชั่วโมง หลังการเจรจากับนายสตีเวน มนูชิน รมว.คลังสหรัฐ เมื่อวันเสาร์ตามเวลาสหรัฐ โดยนางเพโลซีกล่าวว่า การกำหนดเส้นตาย 48 ชั่วโมงดังกล่าวเพื่อให้สภาคองเกรสมีเวลาเตรียมการสำหรับการผ่านร่างกฎหมายกระตุ้นเศรษฐกิจก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในวันที่ 3 พ.ย. ซึ่งขณะนี้เหลือเวลาเพียง 2 สัปดาห์

ก่อนหน้านี้ นายมนูชินยอมรับว่า การบรรลุข้อตกลงในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 3 พ.ย. ถือเป็นเรื่องยาก โดยทั้งสองฝ่ายยังคงมีความขัดแย้งกันในหลายประเด็น

ทั้งนี้ นางเพโลซีได้ปฏิเสธข้อเสนอวงเงิน 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ของทำเนียบขาว โดยระบุว่า วงเงินดังกล่าวไม่เพียงพอต่อการเยียวยาผลกระทบของโควิด-19 ขณะที่พรรคเดโมแครตเสนอวงเงิน 2.2 ล้านล้านดอลลาร์

หุ้นทั้ง 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P500 ปรับตัวลงทุกกลุ่ม นำโดยดัชนีหุ้นกลุ่มพลังงานที่ร่วงลง 2% โดยหุ้นเอ็กซอน โมบิล ร่วงลง 1.99% หุ้นเชฟรอน ดิ่งลง 2.21% หุ้นเชซาพีค เอนเนอร์จี ทรุดลง 18.9% หุ้นอ็อคซิเดนเชียล ปิโตรเลียม ร่วงลง 2.7%

หุ้นโคโนโคฟิลลิปส์ ดิ่งลง 3.2% หลังจากโคโนโคฟิลลิปส์ยืนยันเข้าซื้อกิจการบริษัท Concho Resources ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (shale oil) ของสหรัฐ ในวงเงิน 9.7 พันล้านดอลลาร์

ดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีร่วงลง 1.9% โดยหุ้นแอปเปิล ร่วงลง 2.55% หุ้นอัลฟาเบท ดิ่งลง 2.41% หุ้นไมโครซอฟท์ ร่วงลง 2.48% หุ้นไมโครซอฟท์ ร่วงลง 2.48% หุ้นแอมะซอนดอทคอม ปรับตัวลง 2%

นักลงทุนจับตาการเมืองสหรัฐขณะกำลังเข้าสู่โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในวันที่ 3 พ.ย. โดยเหลือเวลาอีกเพียง 2 สัปดาห์ ก็จะเป็นการชี้ชะตาว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน หรือนายโจ ไบเดน อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ จากพรรคเดโมแครต จะได้ครอบครองทำเนียบขาว

นอกจากนี้ นักลงทุนยังรอดูการดีเบตรอบที่ 3 ซึ่งเป็นรอบสุดท้ายระหว่างปธน.ทรัมป์และนายไบเดนจะมีขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 22 ต.ค.เวลา 21.00-22.30 น.ตามเวลาสหรัฐ หรือตรงกับเช้าวันศุกร์ที่ 23 ต.ค.เวลา 08.00-09.30 น.ตามเวลาไทย โดยหัวข้อในการดีเบตรอบนี้ได้แก่ การแก้ปัญหาโควิด-19, ภาวะการเป็นผู้นำสหรัฐ, ความขัดแย้งด้านเชื้อชาติในสหรัฐ, การแก้ไขปัญหาโลกร้อน รวมทั้งประเด็นด้านความมั่นคงแห่งชาติ และภาคครัวเรือนในสหรัฐ

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่มีการเปิดเผยเมื่อคืนนี้ สมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติ (NAHB) ของสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้สร้างบ้านปรับตัวขึ้น 2 จุด สู่ระดับ 85 ในเดือนต.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้รับแรงหนุนจากความสนใจมากขึ้นจากผู้ที่ต้องการซื้อบ้าน ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองอยู่ในระดับต่ำ

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่นๆที่มีกำหนดเปิดเผยในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านและการอนุญาตก่อสร้างเดือนก.ย., รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ หรือ Beige Book จากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ยอดขายบ้านมือสองเดือนก.ย., ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจเดือนก.ย.จาก Conference Board, ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นเดือนต.ค.จากมาร์กิต และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นต้นเดือนต.ค.จากมาร์กิต

ดาวโจนส์ปิดลบ 159.42 จุด นลท.เทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ออกมา

ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก : ดาวโจนส์ปิดลบ 159.42 จุด นลท.ยังเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดปรับตัวลงต่อเมื่อคืนนี้ (4 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ออกมา ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับมูลค่าหุ้นที่สูงเกินไป และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เป็นไปอย่างอ่อนแอ แต่ดัชนีหุ้นลดช่วงติดลบลงได้บางส่วนก่อนปิดตลาด ขณะที่การซื้อขายยังคงเป็นไปอย่างผันผวน

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 28,133.31 จุด ลดลง 159.42 จุด หรือ -0.56%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,426.96 จุด ลดลง 28.10 จุด หรือ -0.81% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 11,313.13 จุด ลดลง 144.97 จุด หรือ -1.27%

ในรอบสัปดาห์นี้ ดัชนีดาวโจนส์ร่วง 1.82%, ดัชนี S&P500 ร่วง 2.31% หลังปรับตัวขึ้น 5 สัปดาห์ติดต่อกัน และดัชนี Nasdaq ร่วงลง 3.27% โดยร่วงลง 2 วันติดต่อกันรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 17 มี.ค.

หุ้นของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ อาทิ อัลฟาเบท, แอมะซอนดอทคอม และเฟซบุ๊ก ลดช่วงติดลบเมื่อปิดตลาด แต่ก็ยังร่วงลงมากกว่า 2% ส่วนหุ้นเน็ตฟลิกซ์และไมโครซอฟท์ลดลง 1.8% และ 1.4% ตามลำดับ ขณะที่หุ้นแอปเปิลฟื้นตัวปิดบวกเล็กน้อย

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของดัชนี S&P500 ปรับตัวลงอีก 1.34% หลังร่วงลง 5.83% ในวันพฤหัสบดี

นักวิเคราะห์รายหนึ่งระบุว่า ตลาดปรับตัวลงต่อเนื่องจากวันพฤหัสบดี โดยเป็นการปรับฐานลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง แต่การที่ตลาดเริ่มมีเสถียรภาพในวันศุกร์นี้นั้น อาจถือเป็นสัญญานที่ดี

ตลาดถูกกดดันจากแรงขายทำกำไรท่ามกลางความวิตกของนักลงทุนเกี่ยวกับราคาหุ้นในดัชนี Nasdaq ที่ปรับตัวขึ้นร้อนแรงเกินไป

ดัชนี Nasdaq ฟื้นตัวขึ้นมากถึง 82% จากระดับต่ำสุดในเดือนมี.ค.หลังได้รับผลกระทบจากโรคโควิดระบาด ขณะที่ดัชนี S&P500 และดัชนีดาวโจนส์ พุ่งขึ้นราว 60% จากระดับต่ำสุดในเดือนมี.ค.

หุ้น 3 ใน 11 กลุ่มของดัชนี S&P500 ซึ่งได้แก่หุ้นกลุ่มบริการสื่อสาร, กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย และกลุ่มเทคโนโลยี ร่วงลงมากที่สุดเมื่อคิดเป็นเปอร์เซนต์

ส่วนกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นได้แก่กลุ่มการเงิน และกลุ่มสายการบิน ซึ่งปรับตัวขึ้น 2.2% และ 1.85% ตามลำดับ

หุ้นบรอดคอม อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทซัพพลายเออร์ของแอปเปิล พุ่งขึ้น 3% สวนทางตลาด หลังจากคาดการณ์รายได้ในไตรมาส 4 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์ประมาณการณ์

ผู้จัดการกองทุนเตือนว่า การร่วงลงของตลาดอาจเป็นตัวอย่างของภาวะตลาดที่ผันผวนในช่วง 2 เดือนข้างหน้าก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในวันที่ 3 พ.ย. ขณะที่นักลงทุนสถาบันเริ่มกลับจากวันหยุดพักร้อน และจะมุ่งความสนใจไปที่แนวโน้มปัญหาด้านเศรษฐกิจอีกครั้ง

ดัชนีความผันผวนซึ่งบ่งชี้ความวิตกของนักลงทุนในตลาดนั้น ปิดลดลง หลังพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 11 สัปดาห์ในช่วงเช้า

การเปิดเผยข้อมูลจ้างงานที่เพิ่มขึ้นเกินคาดไม่ได้ช่วยหนุนตลาดแต่อย่างใด โดยสำนักงานสถิติแรงงาน กระทรวงแรงงานสหรัฐ รายงานว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 1.4 ล้านตำแหน่งในเดือนส.ค. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 1.255 ล้านตำแหน่ง ซึ่งสะท้อนถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้นหลังจากที่หยุดชะงักไปจากผลกระทบของมาตรการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจ้างงานเดือนส.ค.ชะลอตัวลงจากที่เพิ่มขึ้น 1.73 ล้านตำแหน่งในเดือนก.ค. และลดลงอย่างมากจากที่เพิ่มขึ้น 4.79 ล้านตำแหน่งในเดือนมิ.ย.

ส่วนอัตราการว่างงานเดือนส.ค. ลดลงสู่ระดับ 8.4% จากระดับ 10.2% ในเดือนก.ค. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ระดับ 9.8% โดยนับเป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนมี.ค.ที่อัตราว่างงานของสหรัฐอยู่ต่ำกว่าระดับ 10%

สนับสนุนโดย…. black cat agency

หุ้นแอปเปิลฉุดดาวโจนส์ปิดลบ 60.02 จุด,Nasdaq ทำนิวไฮรับแรงซื้อหุ้นเทคโนฯ

ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก : หุ้นแอปเปิลฉุดดาวโจนส์ปิดลบ 60.02 จุด,Nasdaq ทำนิวไฮรับแรงซื้อหุ้นเทคโนฯ

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (25 ส.ค.) โดยได้รับแรงกดดันจากการร่วงลงของหุ้นแอปเปิล และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของสหรัฐที่ปรับตัวลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 อย่างไรก็ดี ดัชนี Nasdaq และ S&P500 ปิดทำนิวไฮ เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และกลุ่มธุรกิจสุขภาพ

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 28,248.44 จุด ลดลง 60.02 จุด หรือ -0.21% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,443.62 จุด เพิ่มขึ้น 12.34 จุด หรือ +0.36% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 11,466.47 จุด เพิ่มขึ้น 86.75 จุด หรือ +0.76%

ดัชนีดาวโจนส์ปิดในแดนลบเมื่อคืนนี้ เนื่องจากการร่วงลงของราคาหุ้นแอปเปิลซึ่งเป็น 1 ใน 30 หลักทรัพย์ที่ใช้คำนวณดัชนีดาวโจนส์นั้น เป็นปัจจัยฉุดตลาดตั้งแต่เปิดทำการซื้อขาย โดยหุ้นแอปเปิลร่วงลงกว่า 2% ในระหว่างวัน ก่อนที่จะปิดตลาดลดลง 0.82% เนื่องจากนักลงทุนขายทำกำไรหลังราคาหุ้นพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก่อนหน้านี้ อ่านเพิ่มเติม

ดาวโจนส์ปิดบวก 190.60 จุด ได้แรงหนุนจากหุ้นแอปเปิล-รับข้อมูลเศรษฐกิจแกร่ง

ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก : ดาวโจนส์ปิดบวก 190.60 จุด ได้แรงหนุนจากหุ้นแอปเปิล-รับข้อมูลเศรษฐกิจแกร่ง

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (21 ส.ค.) ขณะที่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นแอปเปิล และการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 27,930.33 จุด เพิ่มขึ้น 190.60 จุด หรือ +0.69%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,397.16 จุด เพิ่มขึ้น 11.65 จุด หรือ +0.34% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 11,311.80 จุด เพิ่มขึ้น 46.85 จุด หรือ +0.42%

ในรอบสัปดาห์นี้ ดัชนีดาวโจนส์ทรงตัว, ดัชนี S&P500 เพิ่มขึ้น 0.7% และดัชนี Nasdaq ปรับตัวขึ้น 2.7%

ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้นโดยได้แรงหนุนจากการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเมื่อคืนนี้ โดยไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงินเปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐ ดีดตัวสู่ระดับ 54.7 ในเดือนส.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 18 เดือน จากระดับ 50.3 ในเดือนก.ค.

ทั้งนี้ ดัชนี PMI อยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ว่า ภาคธุรกิจของสหรัฐอยู่ในภาวะขยายตัวทั้งในภาคการผลิตและบริการ โดยภาคบริการมีการขยายตัวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ต้นปีนี้ โดยได้ปัจจัยบวกจากการที่รัฐบาลผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ หลังจากมีการปิดเศรษฐกิจก่อนหน้านี้เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

ส่วนสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า ยอดขายบ้านมือสองพุ่งขึ้น 24.7% ในเดือนก.ค. ซึ่งเป็นการทะยานขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ที่มีการรวบรวมข้อมูลในปี 2511 และเมื่อเทียบรายปี ยอดขายบ้านมือสองเพิ่มขึ้น 8.7% ในเดือนก.ค.

หุ้น 7 ใน 11 กลุ่มของดัชนี S&P500 ปิดบวก โดยกลุ่มเทคโนโลยี เพิ่มขึ้น 1.21% ส่วนกลุ่มพลังงานปรับตัวแย่สุด โดยลดลง 0.63%

หุ้นแอปเปิล พุ่งขึ้น 5.15% ซึ่งช่วยหนุนดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ปรับตัวขึ้น, หุ้นเทสลา พุ่ง 2.41% โดยทะยานขึ้นต่อเนื่องก่อนการแตกหุ้น และหุ้น Deere & Co พุ่งขึ้น 4.40% หลังปรับเพิ่มคาดการณ์ผลประกอบการทั้งปี

บรรดานักลงทุนจะจับตาการประชุมประจำปีของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่เมืองแจ็กสัน โฮลในวันที่ 27-28 ส.ค. โดยการประชุมดังกล่าวจะปรับรูปแบบเป็นการเสวนาผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ในหัวข้อ “Navigating the Decade Ahead: Implications for Monetary Policy” ซึ่งถือเป็นการปรับรูปแบบการประชุมครั้งแรกในรอบเกือบ 40 ปี เพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยไฮไลท์ของการประชุมจะอยู่ที่การกล่าวปาฐกถาของประธานเฟดเพื่อแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับนโยบายการเงินของเฟด และแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ

แทงบอลออนไลน์

ดาวโจนส์ปิดบวก 46.85 จุด, Nasdaq ทำนิวไฮต่อเนื่อง รับแรงซื้อหุ้นเทคโนฯ

ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก : ดาวโจนส์ปิดบวก 46.85 จุด, Nasdaq ทำนิวไฮต่อเนื่อง รับแรงซื้อหุ้นเทคโนฯ

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (20 ส.ค.) ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปิดทำนิวไฮ เนื่องจากนักลงทุนแห่ซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอย่างคึกคัก ท่ามกลางความหวังที่ว่าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจะฟื้นตัวเร็วกว่าภาคส่วนอื่นๆในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจสหรัฐยังคงเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 โดยแรงซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีได้ช่วยสกัดปัจจัยลบจากตัวเลขคนว่างงานในสหรัฐที่สูงกว่าการคาดการณ์

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 27,739.73 จุด เพิ่มขึ้น 46.85 จุด หรือ +0.17% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,385.51 จุด เพิ่มขึ้น 10.66 จุด หรือ +0.32% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 11,264.95 จุด เพิ่มขึ้น 118.49 จุด หรือ +1.06%

นักลงทุนเดินหน้าเข้าซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนดัชนี Nasdaq ทำสถิตินิวไฮเป็นครั้งที่ 35 ในปีนี้ โดยหุ้นแอปเปิล พุ่งขึ้น 2.22% หุ้นไมโครซอฟท์ พุ่งขึ้น 2.33% หุ้นอัลฟาเบท ดีดขึ้น 2.05% หุ้นเฟซบุ๊ก ทะยานขึ้น 2.44% หุ้นแอมะซอน บวก 1.13%

หุ้น Nvidia ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของสหรัฐ ขยับขึ้นเล็กน้อย หลังจากบริษัทเปิดเผยกำไรในไตรมาส 2 ที่ระดับ 2.18 ดอลลาร์/หุ้น สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.97 ดอลลาร์/หุ้น

หุ้นอินเทล พุ่งขึ้น 1.7% หลังจากบริษัทประกาศแผนการซื้อหุ้นคืนมูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในสิ้นปีนี้

หุ้นจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (J&J) ดีดตัวขึ้น 0.68% หลังจากบริษัทประกาศว่าจะทำการทดลองวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 เฟส 3 ในเดือนก.ย. โดยจะมีอาสาสมัครเข้าร่วมในโครงการมากถึง 60,000 ราย โดยการทดลองดังกล่าวจะมีขึ้นในสถานที่ราว 180 แห่งทั้งในสหรัฐและประเทศต่างๆ

หุ้นเทสลา ทะยานขึ้น 6.56% และปิดที่ระดับสูงกว่าแนวสำคัญทางจิตวิทยาที่ 2,000 ดอลลาร์ ซึ่งบ่งชี้ว่าหุ้นบริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายนี้ยังคงได้รับความนิยมในหมู่นักลงทุน

หุ้นแอล แบรนด์ส ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของแบรนด์ชุดชั้นใน “วิคตอเรีย ซีเครท” พุ่งขึ้น 3.8% หลังจากบริษัทเปิดเผยกำไรรายไตรมาสที่ดีเกินคาด โดยได้แรงหนุนจากยอดขายทางออนไลน์

หุ้นอาลีบาบา กรุ๊ป ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซของจีน ปรับตัวลง 0.16% แม้บริษัทเปิดเผยรายได้พุ่งขึ้นสู่ระดับ 1.5375 แสนล้านหยวน (2.222 หมื่นล้านดอลลาร์) ในไตรมาสที่สิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย. ซึ่งเป็นไตรมาสแรกตามปีงบการเงินบริษัท

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผยล่าสุดและมีผลต่อภาวะการซื้อขายเมื่อคืนนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกจำนวน 1.106 ล้านรายในสัปดาห์ที่แล้ว สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 923,000 ราย

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาฟิลาเดลเฟีย เปิดเผยดัชนีภาวะธุรกิจในภูมิภาคมิด-แอตแลนติก ลดลงสู่ระดับ 17.2 ในเดือนส.ค. จากระดับ 24.1 ในเดือนก.ค. และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 21.0

ทางด้าน Conference Board เปิดเผยว่า ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ Leading Economic Index (LEI) ดีดตัวขึ้น 1.4% ในเดือนก.ค. หลังจากพุ่งขึ้นกว่า 3% ในเดือนมิ.ย.และพ.ค. ขณะที่ดิ่งลง 6.3% ในเดือนเม.ย.

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่นๆของสหรัฐที่มีกำหนดเปิดเผยในวันนี้ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นเดือนส.ค.จากมาร์กิต, ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นต้นเดือนส.ค.จากมาร์กิต และยอดขายบ้านมือสองเดือนก.ค.

นักลงทุนจับตาการประชุมประจำปีของเฟดที่เมืองแจ็กสัน โฮลในวันที่ 27-28 ส.ค. โดยการประชุมดังกล่าวจะปรับรูปแบบเป็นการเสวนาผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ในหัวข้อ “Navigating the Decade Ahead: Implications for Monetary Policy”

เดิมพัน ufabet

ดาวโจนส์ปิดลบ 85.19 จุด หลังรายงานประชุมชี้เฟดกังวลแนวโน้มศก.

ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก : ดาวโจนส์ปิดลบ 85.19 จุด หลังรายงานประชุมชี้เฟดกังวลแนวโน้มศก.

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (19 ส.ค.) หลังจากรายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) บ่งชี้ว่า กรรมการเฟดส่วนใหญ่มีความกังวลว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะทำให้เศรษฐกิจเผชิญกับความเสี่ยงสูง พร้อมกับเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการออกมาตรการเยียวยาเศรษฐกิจรอบใหม่ ในขณะที่ทำเนียบขาวและสภาคองเกรสยังไม่สามารถตกลงกันได้เกี่ยวกับการออกมาตรการดังกล่าวจนถึงขณะนี้

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 27,692.88 จุด ลดลง 85.19 จุด หรือ -0.31% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,374.85 จุด ลดลง 14.93 จุด หรือ -0.44% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 11,146.46 จุด ลดลง 64.38 จุด หรือ -0.57%

ในช่วงแรกนั้น ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นกว่า 100 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ดีดตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขานรับผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งรวมถึงทาร์เก็ต ซึ่งเป็นบริษัทค้าปลีกรายใหญ่ของสหรัฐ และโลว์ส ซึ่งเป็นบริษัทจำหน่ายสินค้าตกแต่งบ้านรายใหญ่ของสหรัฐ

แต่ตลาดหุ้นนิวยอร์กอ่อนแรงลงในเวลาต่อมา หลังจากเฟดเปิดเผยรายงานการประชุมประจำวันที่ 28-29 ก.ค. โดยระบุว่า กรรมการเฟดส่วนใหญ่มองว่าแนวโน้มเศรษฐกิจของสหรัฐยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนที่สูงมาก และคาดว่า ทิศทางเศรษฐกิจในวันข้างหน้าจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อีกทั้งขึ้นอยู่กับว่าการกลับมาเปิดเศรษฐกิจอีกครั้งนั้น จะสามารถทำได้เป็นวงกว้างและมีเสถียรภาพมากเพียงใด

รายงานการประชุมเฟดยังระบุด้วยว่า “แนวโน้มเศรษฐกิจกำลังเผชิญกับความเสี่ยงมากมาย ซึ่งรวมถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดการแพร่ระบาดระลอกใหม่ของไวรัสโควิด-19 โดยสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทรุดตัวลงอีก และจะนำไปสู่ภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจ”

นอกจากนี้ รายงานการประชุมเฟดยังได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการใช้มาตรการเยียวยาด้านการคลังรอบใหม่ โดยระบุว่า “มาตรการเยียวยาด้านการคลังรอบใหม่มีความจำเป็นต่อการให้ความช่วยเหลือครัวเรือนที่ได้รับความเดือดร้อน และมีความจำเป็นต่อการสนับสนุนเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง”

การแสดงความเห็นในประเด็นดังกล่าวของกรรมการเฟดมีขึ้นในช่วงเวลาที่สภาคองเกรสและทำเนียบขาวยังไม่สามารถตกลงกันได้เกี่ยวกับการออกมาตรการเยียวยาเศรษฐกิจรอบใหม่ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่พรรคเดโมแครตเรียกร้องการให้เงินทุนสนับสนุนการส่งบัตรเลือกตั้งทางไปรษณีย์จำนวน 3.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่เห็นด้วย เนื่องจากเขามองว่าการส่งบัตรลงคะแนนทางไปรษณีย์จะนำไปสู่การฉ้อโกงในการเลือกตั้ง

หุ้นกู๊ดเยียร์ ร่วงลง 2.36% หลังจากปธน.ทรัมป์ทวีตข้อความเรียกร้องให้ชาวอเมริกันเลิกใช้ยางกู๊ดเยียร์ ภายหลังจากที่บริษัทออกนโยบายห้ามพนักงานสวมเครื่องแต่งกายที่มีสัญลักษณ์ให้การสนับสนุนพรรคการเมืองใดๆ ซึ่งรวมถึงการห้ามสวมหมวกแก๊บที่มีข้อความว่า “Make America Great Again” ซึ่งเป็นสโลแกนในการหาเสียงของทรัมป์ในการเลือกตั้งปธน.ครั้งที่แล้ว

หุ้นโมเมนตา ฟาร์มาซูติคัลส์ ทะยานขึ้นแข็งแกร่งถึง 69.17% ขณะที่หุ้นจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (J&J) ดีดตัวขึ้น 0.2% หลังจาก J&J บรรลุข้อตกลงซื้อกิจการโมเมนตา ฟาร์มาซูติคัลส์ วงเงิน 6.5 พันล้านดอลลาร์ โดยการซื้อกิจการดังกล่าวจะช่วยให้ J&J เพิ่มความสามารถในการผลิตยารักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือโรคที่ระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายมีความผิดปกติ ทำให้ร่างกายแพ้ภูมิตัวเอง และจะทำให้ J&J จะสามารถเข้าถึงกระบวนการวิจัยยารักษาโรคดังกล่าวของโมเมนตา หุ้นเมอส์ก (Maersk) ซึ่งเป็นบริษัทขนส่งสินค้าทางเรือรายใหญ่ที่สุดในโลก พุ่งขึ้น 4.99% หลังจากบริษัทเปิดเผยกำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย ค่าเสื่อม และค่าใช้จ่ายตัดจ่าย (EBITDA) พุ่งขึ้น 25% สู่ระดับ 1.7 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.575 พันล้านดอลลาร์

หุ้นทาร์เก็ต พุ่งขึ้น 12.65% หลังจากบริษัทเปิดเผยตัวเลขกำไร 3.38 ดอลลาร์/หุ้นในไตรมาส 2 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.62 ดอลลาร์/หุ้น

หุ้นโลว์ส ดีดตัวขึ้น 0.23% หลังจากบริษัทมีกำไรพุ่งขึ้น 68.7% และรายได้ดีดตัวขึ้น 30% ในไตรมาส 2 เนื่องจากผู้บริโภคเพิ่มการใช้จ่ายด้านการตกแต่งบ้าน

หุ้นออราเคิล คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นบริษัทซอฟต์แวร์รายใหญ่ของสหรัฐ ปรับตัวขึ้น 1.85% หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้การสนับสนุนออราเคิลในการซื้อกิจการบริษัทติ๊กต็อก (TikTok) ภายหลังจากที่สื่อรายงานว่า ออราเคิลกำลังเจรจาเพื่อซื้อกิจการติ๊กต็อก

นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ซึ่งได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ดัชนีการผลิตเดือนส.ค.จากเฟดฟิลาเดลเฟีย, ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจเดือนก.ค.จาก Conference Board, ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นเดือนส.ค.จากมาร์กิต, ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นต้นเดือนส.ค.จากมาร์กิต และยอดขายบ้านมือสองเดือนก.ค.

เดิมพัน ufabet