บอนด์ยีลด์สหรัฐดีดตัว 1.155% หลังร่วงช่วงแรก ขานรับเฟดย้ำตรึงดอกเบี้ยต่ำ

บอนด์ยีลด์สหรัฐดีดตัว 1.155% หลังร่วงช่วงแรก ขานรับเฟดย้ำตรึงดอกเบี้ยต่ำ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวขึ้นในวันนี้ หลังจากร่วงลงในช่วงแรก จากการที่นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ย้ำว่า เฟดจะตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงาน

ณ เวลา 00.04 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ดีดตัวสู่ระดับ 1.155% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 1.934%

ราคาพันธบัตร และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามกัน

ทั้งนี้ นายพาวเวลกล่าวสุนทรพจน์ในงานเสวนาของสมาคมเศรษฐกิจแห่งนิวยอร์กวานนี้ว่า เฟดต้องการเห็นตัวเลขการจ้างงานและอัตราเงินเฟ้อฟื้นตัวอย่างยั่งยืน ก่อนที่จะตัดสินใจปรับลดวงเงินในโครงการซื้อสินทรัพย์มูลค่า 1.20 แสนล้านดอลลาร์ต่อเดือน พร้อมกับย้ำว่า เฟดจะตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงาน

กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกอยู่ที่ระดับ 793,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว โดยสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 760,000 ราย แต่ต่ำกว่าระดับ 812,000 รายที่มีการรายงานในสัปดาห์ก่อนหน้านี้

นอกจากนี้ จำนวนชาวอเมริกันที่ยังคงขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่องลดลง 145,000 ราย สู่ระดับ 4.54 ล้านราย หลังจากที่พุ่งแตะระดับ 24.9 ล้านรายในช่วงต้นเดือนพ.ค.2563 โดยได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ ซึ่งทำให้มีการปิดเศรษฐกิจ และปลดพนักงานจำนวนมาก ufabet

ทำความรู้จักกับ Bond Yield
          Bond Yield หรืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล เป็นผลตอบแทนที่นักลงทุนคาดหวังจากการถือครองพันธบัตรรัฐบาลอายุต่างๆ สำหรับ Bond Yield ที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสนใจคือ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (10-year Treasury Yield)
ไขข้อสงสัยทำไมตลาดหุ้นปรับตัวลง เมื่อ Bond Yield เพิ่มสูงขึ้น
            เมื่อ Bond Yield หรืออัตราผลตอบแทนรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ ความกังวลของนักลงทุนว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างรุนแรง โดยก่อนที่ Bond Yield จะทำจุดสูงสุดในรอบ 7 ปี นักลงทุนคาดการณ์กันว่า ในช่วงที่เหลือของปี 2561 เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 ครั้ง แต่เมื่อ Bond Yield ทำ New High นักลงทุนเริ่มมองกันว่า ในปีนี้เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 4 ครั้ง
            สำหรับนักลงทุนในตลาดหุ้น หากอัตราดอกเบี้ยค่อยๆ ปรับตัวสูงขึ้น เพราะเศรษฐกิจมีการขยายตัวที่ดี กรณีนี้ถือว่า เป็นข่าวบวกสำหรับนักลงทุน แต่เมื่อไรที่อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แทนที่จะสะท้อนถึงเศรษฐกิจที่เติบโตได้ดี จะเป็นตัวบั่นทอนการขยายตัวของกำไรบริษัทต่างๆ เพราะต้นทุนในการกู้ยืมเพื่อทำธุรกิจจะสูงขึ้น
            นอกจากนี้ ในสายตาของนักลงทุน เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จะทำให้ดอกเบี้ยที่ได้รับจากการลงทุนตราสารหนี้สูงขึ้นกว่าเดิม ดังนั้น หากการลงทุนหุ้นยังให้ผลตอบแทนโดยรวมไม่ต่างจากเดิม แต่การลงทุนตราสารหนี้กลับมีโอกาสได้รับดอกเบี้ยที่สูงขึ้น จึงทำให้เสน่ห์หรือความน่าสนใจของการลงทุนในตลาดหุ้นลดลงไป
            สิ่งที่นักลงทุนควรทำเพื่อรับมือกับสถานการณ์ Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้น คือ ติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินว่า การปรับเพิ่มขึ้นของ Bond Yield จะส่งผลกระทบทางลบกับกำไรของบริษัทจดทะเบียนหรือไม่ โดยหากกำไรของบริษัทฯ ยังมีทิศทางขยายตัวในระดับที่ไม่แตกต่างจากเดิม หรือมากขึ้นจากเดิม การเพิ่มขึ้นของ Bond Yield ก็ไม่ใช่สิ่งที่น่ากังวล แต่เป็นตัวสะท้อนว่า เศรษฐกิจยังคงขยายตัวได้ในทิศทางที่ดี
ตราสารหนี้ก็ได้รับผลกระทบจาก Bond Yield ด้วยเช่นกัน
            Bond Yield ที่สูงขึ้น นอกจากจะส่งผลกระทบกับตลาดหุ้นแล้ว ยังมีผลกับราคาตราสารหนี้อีกด้วย โดยปกติแล้ว อัตราดอกเบี้ยในตลาดตราสารหนี้เคลื่อนไหวสวนทางกับราคาตราสารหนี้ เมื่ออัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น จะทำให้ตราสารหนี้ที่มีอยู่เดิมมีความน่าสนใจน้อยกว่าตราสารหนี้ที่ออกใหม่ เพราะตราสารหนี้ที่ออกใหม่ให้ดอกเบี้ยที่ดีขึ้นจากเดิม ดังนั้นราคาของตราสารหนี้ฉบับเดิมจึงปรับลดลง
            นอกจากนี้ เมื่อ Bond Yield ของสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น จะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลของประเทศต่างๆ เพิ่มสูงขึ้นตาม (เพื่อป้องกันไม่ให้เงินลงทุนไหลออกจากประเทศของตนเองไปยังสหรัฐฯ) ส่งผลให้ราคาของตราสารหนี้ต่างๆ ปรับลดลง
            เมื่ออัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลของไทยสูงขึ้นตาม Bond Yield ของสหรัฐฯ ราคาของตราสารหนี้ของไทยที่ซื้อขายกันในตลาดตราสารหนี้จึงปรับตัวลดลง ผู้ที่ลงทุนกองทุนตราสารหนี้จึงมีโอกาสพบกับสถานการณ์ที่ราคา NAV ของกองทุนปรับตัวลงในช่วงที่ Bond Yield สูงขึ้น แต่เมื่อลงทุนไประยะหนึ่งซึ่งกองทุนได้รับดอกเบี้ยจากการลงทุนตราสารหนี้เข้ามา จะช่วยให้ผลตอบแทนโดยรวมของกองทุนกลับมาเป็นบวกได้ ดังนั้นผู้ที่ลงทุนกองทุนตราสารหนี้ จึงไม่ควรตกใจหรือรีบเทขายกองทุน เมื่อ Bond Yield ปรับเพิ่มสูงขึ้น
          คำว่า “Bond Yield” ดูจะเป็นคำศัพท์ที่ใหม่สำหรับนักลงทุนหลายๆ คน  แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากในการศึกษาและทำความเข้าใจ เพื่อช่วยให้เราลงทุนได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น K-Expert เชื่อว่า ในโลกของการลงทุนจะมีเครื่องมือทางการเงิน สถานการณ์ใหม่ๆ ที่นักลงทุนไม่คุ้นเคยเกิดขึ้นมาเรื่อยๆ ไม่ว่าจะลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงสูงอย่างหุ้น หรือสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำอย่างตราสารหนี้ การทำความเข้าใจสิ่งที่เราลงทุน และสถานการณ์การลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักลงทุนทุกคนค่ะ

บอนด์ยีลด์สหรัฐปรับตัวแคบสู่ระดับ 0.847% นักลงทุนจับตาคืบหน้าพัฒนาวัคซีน

บอนด์ยีลด์สหรัฐปรับตัวแคบสู่ระดับ 0.847% นักลงทุนจับตาคืบหน้าพัฒนาวัคซีนโควิด

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวแคบในวันนี้ ขณะที่นักลงทุนจับตาความคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19

ณ เวลา 00.23 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ขยับขึ้นสู่ระดับ 0.847% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ทรงตัวที่ระดับ 1.577%

ราคาพันธบัตร และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามกัน

โมเดอร์นา อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพของสหรัฐ แถลงว่า ทางบริษัทเตรียมยื่นเรื่องต่อสำนักงานอาหารและยาสหรัฐ (FDA) ในวันนี้ เพื่อขออนุมัติการใช้วัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ของทางบริษัทเป็นกรณีฉุกเฉิน หลังจากมีการเปิดเผยข้อมูลใหม่ยืนยันว่าวัคซีนดังกล่าวมีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ 94.1% ในการป้องกันไวรัสโควิด-19

โมเดอร์นานับเป็นบริษัทยาแห่งที่ 2 ที่ยื่นขออนุมัติการใช้วัคซีนโควิด-19 เป็นกรณีฉุกเฉินต่อทาง FDA หลังจากที่ไฟเซอร์ อิงค์ได้ยื่นเรื่องก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 20 พ.ย.

การยื่นขออนุมัติดังกล่าว จะทำให้ชาวอเมริกันได้รับวัคซีนของโมเดอร์นาในเวลาอีกเพียงไม่กี่สัปดาห์

โมเดอร์นาระบุว่า ผลการวิเคราะห์ครั้งใหม่พบว่า จากการทดลองในอาสาสมัครจำนวน 30,000 ราย มีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จำนวนเพียง 196 ราย โดย 185 รายมาจากกลุ่มที่ได้รับวัคซีนหลอก ส่วนอีก 11 รายมาจากกลุ่มที่ได้รับวัคซีนจริง ส่งผลให้การทดลองดังกล่าวบ่งชี้ประสิทธิภาพของวัคซีนสูงถึง 94.1% ซึ่งสูงกว่าผลวิเคราะห์เบื้องต้นที่ทางบริษัทเปิดเผยเมื่อวันที่ 16 พ.ย.ที่ระดับ 94%

กลงทุนจับตานายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และนายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ซึ่งจะเข้าทำการชี้แจงรายไตรมาสต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาในวันพรุ่งนี้เกี่ยวกับการดำเนินการของเฟดและรัฐบาลสหรัฐในการเยียวยาประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

การชี้แจงดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่นายมนูชินได้ตัดสินใจก่อนหน้านี้ที่จะไม่ต่ออายุโครงการเงินกู้ของเฟดสำหรับการเยียวยาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 วงเงิน 4.55 แสนล้านดอลลาร์ ที่จะหมดอายุในวันที่ 31 ธ.ค.

ทั้งนี้ นายมนูชินได้ส่งจดหมายถึงนายพาวเวล โดยระบุว่า เม็ดเงินจำนวน 4.55 แสนล้านดอลลาร์ที่จัดสรรให้กับกระทรวงการคลังภายใต้กฎหมาย CARES Act เมื่อช่วงฤดูใบไม้ผลินั้น เงินส่วนใหญ่ดังกล่าวได้ถูกจัดสรรให้กับเฟดเพื่อใช้ในโครงการปล่อยกู้ให้กับภาคธุรกิจ องค์กรที่ไม่แสวงหากำไร และรัฐบาลท้องถิ่น แต่กระทรวงการคลังได้ตัดสินใจไม่ต่ออายุโครงการเงินกู้ของเฟด เฟดจึงควรคืนเงินที่ไม่ได้ใช้ให้กับสภาคองเกรสเพื่อนำไปใช้ในด้านอื่นๆ ต่อไป ufa

บอนด์ยีลด์สหรัฐปรับตัวลงร่วงลงสู่ระดับ 0.846% หลังตัวเลขว่างงานสูงเกินคาด

บอนด์ยีลด์สหรัฐปรับตัวลงร่วงลงสู่ระดับ 0.846% หลังตัวเลขว่างงานสูงเกินคาด

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวลงในวันนี้ หลังการเปิดเผยตัวเลขว่างงานในสหรัฐที่เพิ่มขึ้นเกินคาด

ณ เวลา 00.29 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ร่วงลงสู่ระดับ 0.846% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ปรับตัวลงสู่ระดับ 1.564%

ราคาพันธบัตร และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามกัน

กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 742,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 710,000 ราย จากระดับ 709,000 รายที่มีการรายงานในสัปดาห์ก่อนหน้านี้

ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกได้พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์แตะระดับ 6.9 ล้านรายในช่วงปลายเดือนมี.ค. โดยได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ ส่งผลให้ภาคธุรกิจปิดกิจการ และมีการปลดพนักงานจำนวนมาก

ส่วนจำนวนชาวอเมริกันที่ยังคงขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่องลดลง 429,000 ราย สู่ระดับ 6.37 ล้านราย ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค. ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ufa

 

บอนด์ยีลด์สหรัฐปรับตัวลงร่วงลงสู่ระดับ 0.719% นักลงทุนพิจารณาเฟด

บอนด์ยีลด์สหรัฐปรับตัวลงร่วงลงสู่ระดับ 0.719% นักลงทุนพิจารณาเฟดปรับนโยบายการเงิน

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวลงในวันนี้ ขณะที่นักลงทุนพิจารณาการปรับนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อวานนี้

ณ เวลา 21.45 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ร่วงลงสู่ระดับ 0.719% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ปรับตัวลงสู่ระดับ 1.494%

ราคาพันธบัตร และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามกัน

ทั้งนี้ นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ได้กล่าวสุนทรพจน์วานนี้ โดยเขาได้ประกาศการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินครั้งสำคัญ ซึ่งเฟดจะเปลี่ยนแปลงแนวทางในการกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อ โดยจะเปิดทางให้เงินเฟ้อดีดตัวขึ้นมากกว่าเดิมเพื่อสนับสนุนตลาดแรงงาน และเศรษฐกิจสหรัฐ อ่านเพิ่มเติม

บอนด์ยีลด์สหรัฐดีดตัวสู่ระดับ 0.651% ขานรับความคืบหน้าในการรักษาโรคโควิด

บอนด์ยีลด์สหรัฐดีดตัวสู่ระดับ 0.651% ขานรับความคืบหน้าในการรักษาโรคโควิด-19

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวขึ้นในวันนี้ ขานรับความคืบหน้าในการรักษาโรคโควิด-19 รวมทั้งจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่องในสหรัฐ ส่งผลให้นักลงทุนเทขายพันธบัตรในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

ณ เวลา 23.49 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ดีดตัวสู่ระดับ 0.651% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 1.358%

ราคาพันธบัตร และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามกัน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แถลงว่า สำนักงานอาหารและยาสหรัฐ (FDA) ได้อนุมัติให้ใช้พลาสมาที่มีโปรตีนภูมิคุ้มกัน (convalescent plasma) ในการรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 โดยพลาสมาเหล่านี้ได้รับการบริจาคจากผู้ที่เคยป่วยด้วยโรคโควิด-19 แต่ได้รับการรักษาจนหายดี อ่านเพิ่มเติม

บอนด์ยีลด์สหรัฐปรับตัวลงสู่ระดับ 0.635%  นักลงทุนจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ

บอนด์ยีลด์สหรัฐปรับตัวลงสู่ระดับ 0.635%  นักลงทุนจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวลงในวันนี้ ขณะที่นักลงทุนจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ

ณ เวลา 22.12 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ร่วงลงสู่ระดับ 0.635% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ปรับตัวลงสู่ระดับ 1.355%

ราคาพันธบัตร และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามกัน

ไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐ ดีดตัวสู่ระดับ 54.7 ในเดือนส.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 18 เดือน จากระดับ 50.3 ในเดือนก.ค.

ดัชนี PMI อยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ว่า ภาคธุรกิจของสหรัฐอยู่ในภาวะขยายตัว ทั้งภาคการผลิตและบริการ โดยภาคบริการมีการขยายตัวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ต้นปีนี้ โดยได้ปัจจัยบวกจากการที่รัฐบาลผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ หลังจากมีการปิดเศรษฐกิจก่อนหน้านี้เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

นอกจากนี้ ดัชนี PMI ยังได้ปัจจัยหนุนจากการดีดตัวขึ้นของการจ้างงานและคำสั่งซื้อใหม่ รวมทั้งความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ

ส่วนดัชนี PMI ภาคการผลิตเบื้องต้น อยู่ที่ 53.6 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 19 เดือน จากระดับ 50.9 ในเดือนก.ค.

สำหรับดัชนี PMI ภาคบริการเบื้องต้น อยู่ที่ 54.8 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 17 เดือน จากระดับ 50.0 ในเดือนก.ค.

สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า ยอดขายบ้านมือสองพุ่งขึ้น 24.7% ในเดือนก.ค. ซึ่งเป็นการทะยานขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ที่มีการรวบรวมข้อมูลในปี 2511

เมื่อเทียบรายปี ยอดขายบ้านมือสองเพิ่มขึ้น 8.7% ในเดือนก.ค.

การพุ่งขึ้นของยอดขายบ้านในเดือนก.ค.ได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ในตลาด, สต็อกบ้านที่ลดลง, อัตราดอกเบี้ยจำนองในระดับต่ำ และราคาบ้านที่ดีดตัวขึ้น

ส่วนสต็อกบ้านในตลาดดิ่งลง 21.1% สู่ระดับ 1.5 ล้านยูนิตในเดือนก.ค.

นอกจากนี้ ราคาเฉลี่ยของบ้านเพิ่มขึ้น 8.5% เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 304,100 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

นักลงทุนจับตาการประชุมประจำปีของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่เมืองแจ็กสัน โฮลในวันที่ 27-28 ส.ค. โดยการประชุมดังกล่าวจะปรับรูปแบบเป็นการเสวนาผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ในหัวข้อ “Navigating the Decade Ahead: Implications for Monetary Policy” ซึ่งถือเป็นการปรับรูปแบบการประชุมครั้งแรกในรอบเกือบ 40 ปี เพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

ที่ผ่านมา การประชุมที่เมืองแจ็กสัน โฮล ถือเป็นการประชุมที่ได้รับความสนใจไปทั่วโลก ขณะที่ไฮไลท์จะอยู่ที่การกล่าวปาฐกถาของประธานเฟดเพื่อแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับนโยบายการเงินของเฟด และแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ

แทง ufabet

บอนด์ยีลด์สหรัฐปรับตัวลงสู่ระดับ 0.662% ก่อนเผยรายงานประชุมเฟด

บอนด์ยีลด์สหรัฐปรับตัวลงสู่ระดับ 0.662% ก่อนเผยรายงานประชุมเฟด

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวลง ก่อนการเปิดเผยรายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันนี้

ณ เวลา 00.01 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ร่วงลงสู่ระดับ 0.662% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ปรับตัวลงสู่ระดับ 1.388%

ราคาพันธบัตร และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามกัน

นักลงทุนจับตารายงานการประชุมวันที่ 28-29 ก.ค.ของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ในวันนี้ ซึ่งในการประชุมดังกล่าว คณะกรรมการเฟดมีมติเป็นเอกฉันท์ในการคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 0.00-0.25% ขณะที่นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ให้คำมั่นว่า เฟดจะใช้เครื่องมือทั้งหมดที่มีอยู่เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจสหรัฐ หลังการแพร่ระบาดอย่างหนักของไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน ตลาดยังคงจับตาความขัดแย้งระหว่างทำเนียบขาวและสภาคองเกรสเกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ รวมทั้งข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน

ufabet co

บอนด์ยีลด์สหรัฐร่วงสู่ระดับ 0.696% นักลงทุนจับตาตัวเลขเศรษฐกิจ

บอนด์ยีลด์สหรัฐร่วงสู่ระดับ 0.696% นักลงทุนจับตาตัวเลขเศรษฐกิจ,มาตรการกระตุ้นสหรัฐ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวลงในวันนี้ ขณะที่นักลงทุนจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ และความคืบหน้าของการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ

ณ เวลา 00.29 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ร่วงลงสู่ระดับ 0.696% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ปรับตัวลงสู่ระดับ 1.426%

ราคาพันธบัตร และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามกัน

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้นเพียง 1.2% ในเดือนก.ค. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.9% หลังจากดีดตัวขึ้น 8.4% ในเดือนมิ.ย.

ก่อนหน้านี้ ยอดค้าปลีกพุ่งขึ้น 18.2% ในเดือนพ.ค. ทำสถิติทะยานขึ้นมากเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่มีการรวบรวมตัวเลขดังกล่าวในปี 2535

ทั้งนี้ ยอดค้าปลีกที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยในเดือนก.ค.ได้รับแรงกดดันจากการที่หลายรัฐชะลอการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ หลังพบการแพร่ระบาดรอบใหม่ของไวรัสโควิด-19

ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐขยับขึ้นสู่ระดับ 72.8 ในเดือนส.ค. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 72.0 จากระดับ 72.5 ในเดือนก.ค.

ดัชนีความเชื่อมั่นยังคงปรับตัวขึ้น แม้สหรัฐเผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐเป็นการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภค 500 รายต่อภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งได้แก่ สถานะการเงินส่วนบุคคล, ภาวะเงินเฟ้อ, การว่างงาน, อัตราดอกเบี้ย และนโยบายรัฐบาล อ่านเพิ่มเติม

บอนด์ยีลด์สหรัฐดีดตัว หลังตัวเลขจ้างงานเพิ่มขึ้น 1.763 ล้าน ตำแหน่ง

บอนด์ยีลด์สหรัฐดีดตัว หลังเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐเพิ่มขึ้น 1.763 ล้าน ตำแหน่ง

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐดีดตัวขึ้นในวันนี้ หลังการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐที่เพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดไว้

ณ เวลา 19.50 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ดีดตัวสู่ระดับ 0.539% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 1.203% หลังจากร่วงลงในช่วงแรก

ราคาพันธบัตร และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามกัน

กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 1.763 ล้านตำแหน่งในเดือนก.ค. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.48 ล้านตำแหน่ง

ส่วนอัตราการว่างงานลดลงสู่ระดับ 10.2% โดยต่ำกว่าระดับ 11.1% ในเดือนมิ.ย. และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 10.6%  อ่านเพิ่มเติม

บอนด์ยีลด์สหรัฐปรับตัวขึ้น นักลงทุนจับตาตัวเลขเศรษฐกิจ , การประมูลพันธบัตร

บอนด์ยีลด์สหรัฐปรับตัวขึ้น นักลงทุนจับตาตัวเลขเศรษฐกิจ , การประมูลพันธบัตร

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวขึ้นในวันนี้ ขณะที่นักลงทุนจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ และ การประมูลพันธบัตร

ณ เวลา 00.39 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ดีดตัวสู่ระดับ 0.561% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 1.246%

ราคาพันธบัตร และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามกัน

กระทรวงการคลังสหรัฐจะทำการประมูลตั๋วเงินคลังอายุ 13 สัปดาห์ วงเงิน 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์ในวันนี้ รวมทั้งตั๋วเงินคลังอายุ 26 สัปดาห์วงเงิน 5.1 หมื่นล้านดอลลาร์

ผลสำรวจของสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) ระบุว่า ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐดีดตัวขึ้นสู่ระดับ 54.2 ในเดือนก.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค.ปีที่แล้ว จากระดับ 52.6 ในเดือนมิ.ย. และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 53.6

ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐยังคงอยู่สูงกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะขยายตัว โดยได้แรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของคำสั่งซื้อใหม่ และการจ้างงาน อ่านเพิ่มเติม