ภาพยนตร์ The Sixth Sense ภาพยนตร์ดราม่าสยองขวัญ

The Sixth Sense เป็นภาพยนตร์อเมริกัน

บทบาทและนักแสดง: "The Sixth Sense" ภาพยนตร์อเมริกันลึกลับ: ความคิดเห็นรางวัล

The Sixth Sense เป็นภาพยนตร์อเมริกัน นำแสดงโดย บรู๊ซ วิลลิส, ฮาร์ลี่ย์ โจเอล ออสเมนต์, โทนี่

คอลเล็ตต์ กำกับโดย เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน ความยาว 107 นาที ออกฉายในสหรัฐอเมริกาปี ค.ศ. 1999 ฉายใน

ประเทศไทยเมื่อวันที่ 17 กันยายน ปีเดียวกัน แต่ฉายในรอบปฐมทัศน์ก่อนในวันที่ 1 กันยายน

มัล คอล์ม โครว์ (บรู้ซ วิลลิส) เป็นจิตแพทย์ เด็ก มีชื่อเสียง ของ เมืองฟิลาเดลเฟีย อาศัยอยู่ กับ ภรรยา ( โอลิ

เวียร์ วิลเลี่ยมส์) เพียงแต่ สองคน คืนวันหนึ่ง มี ผู้บุกรุกเข้า บ้าน ของ เขา ปรากฎ ว่าเป็นอดีตผู้เจ็บป่วย ของ มัล

คอล์ม รวมทั้ง ได้ ยิ่ง มัลคอล์ม ด้วย ปืน เข้า หนึ่ง นัดหมายหนึ่ง ปี ผ่านไป ในช่วงฤดู ใบไม้หล่น มัลคอล์ม ก็ได้

พบกับ โคลเชียร์ (ฮาลี่ย์โจเอล ออสเมนต์) เด็กผู้ชายวัย 9 ขวบ ที่ มีความประพฤติ แปลก ๆ ออกจะ เก็บเนื้อ

เก็บตัว ไม่ ยุ่ง กับคนใดรวมทั้ง ดูอย่างกับว่า มีความลับ อะไร ปิดบังอยู่ โดยวัว ลอยู่กับลินน์ (โทนี่ คอลเล็ตต์ แม่

เพียงแต่ สองคน โดย ที่ บิดาแล้วก็สามี ของ ทั้งสองได้แยกกัน อยู่ นาน แล้ว

ตามร่างกายของ โคลมัก มี บาดแผล ปรากฏ เป็นประจำตาม แขน หรือลำตัว เดิมมัลคอล์ม มั่นใจว่า อาจจะ เกิด

ขึ้นจากการตบตีของแม่ แต่ว่า เมื่อโคล ได้ บอก ข้อเท็จจริง ให้ฟัง มัลคอล์ม ก็ยังไม่เชื่อ กระทั่งเมื่อ เขา ได้ เจอ

เรื่องราว นี้ กับ ตนเอง ซึ่ง ทำให้เขา แทบจะ ช็อก รวมทั้ง เรื่องราว ความลี้ลับก็เกิดขึ้น

The Sixth Sense เป็นเพียงแต่ ภาพยนตร์ ฟอร์ม เล็ก เกี่ยวกับสัมผัสที่หก มีดารานำ ที่ มีชื่อเพียงผู้เดียว เป็น

บรู้ซ วิลลิส แค่นั้น ทั้งยัง ยังเป็น ภาพยนตร์ ของผู้กำกับ คนใหม่ คือ เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน ด้วยแต่ว่า สามารถ

ขึ้นสู่ บ็ อก สถานที่ทำงานลำดับต้นๆ ได้ ในทันที ในอาทิตย์ แรก ที่เข้า ฉาย และก็ ยืนพื้นเป็น อันดับต้นๆนานถึง

5 อาทิตย์ซึ่งเมื่อเทียบเคียงกัน แล้วสามารถ ทำ รายได้ มากยิ่งกว่า Star WarsEpisode 1: The Phantom

Menace ภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ ที่ เข้าฉาย ใน ปีเดียวกันเสีย อีก รวมทั้งสร้างความนิยมชมชอบ รวมทั้งรายได้ ทุก

ประเทศ ที่เข้าฉาย

ทั้งนี้ ด้วย เพราะ เป็น ภาพยนตร์ สยองขวัญ ที่แฝง ประเด็น ทางจิตวิทยาห้แปลความ ได้ อย่างระมัดระวัง เหมือน

กันกับ Psycho ของ อัลเฟร็ดได้รับความนิยม ชค็ อก เฉลียวฉลาด สำหรับการ เล่า ด้วย การใช้ ผู้แสดงเพียงแค่

ไม่ กี่ตัว เดินเรื่องด้วย การ เขยื้อน กล้องถ่ายรูป อย่างง่ายๆ แต่ว่า สามารถ สร้าง ชี้แจงกาศ ความ น่าสยอง ได้

อย่างดีเยี่ยม ทั้งการแสดง ที่ ทรงประสิทธิภาพ ของ ฮาลี่ย์ โจ เอ ล ออสเมน ต์ ศิลปินเด็กซึ่งสามารถ สร้างชื่อ ได้

โดยทันที จาก หัวข้อนี้ โดยยิ่งไปกว่านั้นคำบอกเล่า ที่ว่า “I See Dead People” (ผม มองเห็น ผู้เสียชีวิต) ที่รับ

สารภาพต่อมัล คอล์ม แปลงเป็น ไฮไลต์ ของ ภาพยนตร์ ไป ในทันทีทั้งยัง ยัง มีการจบ ที่ หักมุม อย่าง ที่ ไม่มีผู้

ใด คาดหวัง ถึง อีกด้วย มีผลทำให้ ภาพยนตร์ หัวข้อนี้ เปลี่ยนเป็น ภาพยนตร์ ยอดฮิต ไป ในทันที ในช่วงเวลาไม่

นานที่เข้าฉาย

The Sixth Sense ถือได้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่สร้างชื่อให้กับ เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน ผู้กำกับ ที่ปัจจุบันกลายมาเป็น

ผู้กำกับชื่อดัง ซึ่งชยามาลานทั้งกำกับ เขียนบท และอำนวยการสร้างเอง และกลายมาเป็นแนวทางของชยามา

ลานในภาพยนตร์เรื่องต่อมาทุกเรื่องของเขา

The Sixth Sense มีชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในปี ค.ศ. 1999 ถึง 6 สาขา ได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอด

เยี่ยม, ดาราประกอบชายยอดเยี่ยม, ดาราประกอบหญิงยอดเยี่ยม, บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม, ตัดต่อยอด

เยี่ยม แม้จะไม่ได้รับรางวัลสาขาใดเลย แต่ภาพยนตร์ก็ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดนิยมแห่งปีของสหรัฐอเมริกาไป

และ บรู๊ซ วิลลิส กับ ฮาลี่ย์ โจเอล ออสเมนต์ ก็ได้รับรางวัลนักแสดงที่แสดงได้เข้าคู่กันมากที่สุดแห่งปีด้วย

ดูหนังใหม่ออนไลน์

หนังภาพยนต์ CATCH ME IF YOU CAN จับให้ได้ถ้านายแน่จริง

CATCH ME IF YOU CAN อาชญากรระดับโลกที่สร้างความเสียหายให้กับสถาบันการเงินและธุรกิจต่างๆ

CATCH ME IF YOU CAN

CATCH ME IF YOU CAN อาชญากรระดับโลกที่สร้างความเสียหายให้กับสถาบันการเงินและธุรกิจต่างๆ  ปลอม

แปลงฉ้อโกง เป็นเงินรวมมูลค่ากว่า 4 ล้าน เหรียญสหรัฐฯ  อาชญากรคนนี้เป็นที่ต้องการตัวของ FBI และประเทศ

ต่างๆเช่น สหรัฐอเมริกา , ฝรั่งเศส , สวีเดน , อิตาลี , เยอรมัน , อังกฤษ , สวิตเซอร์แลนด์ , กรีซ , เดนมาร์ก ,

นอร์เวย์ , ตุรกี , อียิปต์ , เลบานอน , ไซปรัส  อาชญากรคนนี้ยังถูกยกย่องให้เป็น นักต้มตุ๋นระดับโลกที่หาใครมา

เทียบไม่ได้ เขาเป็นได้ทั้ง นักบินในสายการบินชื่อดังทั้งๆที่ไม่เคยเรียนการบิน  เป็นกุมารแพทย์ในโรงพยาบาล

ทั้งๆที่ไม่เคยเรียนด้านการแพทย์ เป็นทนายโดยที่ไม่รู้กฏหมายเลยสักนิดเดียว  เป็นอาจารย์สอนหนังสือในไฮ

สคูล ทั้งๆที่เป็นนักเรียนอยู่  และที่น่าทึ่งคือ เขาเริ่มเป็นอาชญากรตั้งแต่ อายุ 16 ปี

ภาพยนต์ ที่ ถูกสร้าง มาจาก ชีวิตจริงของ Frank W. Abagnale ผู้ร้ายสุดยอด โดยดัดแปลงปรับปรุงแก้ไข มา

จาก หนังสือ ชื่อ Catch me ifyou can ที่ติด best seller มายาวนานกว่า 20 ปี ส่วนตัวแล้วผมยังไม่เคย ได้ได้

โอกาส อ่านหนังสือ เล่ม นี้ แม้กระนั้น เมื่อ ได้ ทดลองดู ภาพยนต์ ประเด็นนี้ แล้ว ได้สร้าง แรงดลใจ รวมทั้งให้แง่

คิด ใน หลายๆ ด้านมากมาย ก็เลย ต้องการจะ ชี้แนะ ให้ ทดลอง หามา ดู มอง น่าเชื่อถือ ว่าจะคุ้ม กับในตอนที่

เสียไป แล้วก็ควรต้อง ตลิ่งกับหลายๆ เรื่องราว ที่เกิด ขึ้น ใน ชีวิต ของผู้ชายคนนี้

Frank W. Abagnale  มีพรสวรรค์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาที่หล่อเหลา ความฉลาดและช่าง

สังเกต แถมมีปฏิภาณ ไหวพริบ รวมไปถึงความจำที่เป็นเลิศ แต่สิ่งที่ทำให้ผู้ชายคนนี้เป็นสุดยอดของการตบตา

นั่นก็คือ ความพยายามและการศึกษาอย่างจริงจัง  ในด้านประวัติคร่าวๆ นั้น Frank W. Abagnaleเกิดที่นิวยอร์ค

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 1948 เมื่ออายุ 16 พ่อแม่ของเขาหย่าจากกัน พ่อโดนตำรวจติดตามยึดทรัพย์ในฐานะฉ้อโกง

ส่วนแม่ก็เริ่มที่จะสานสัมพันธ์กับครอบครัวใหม่ ด้วยเหตุนี้เองทำให้ตัวของเขา เกิดความสับสนและพยายามจะ

ทำให้ครอบครัวกลับมาเป็นเหมือนเดิม  ประเด็นนี้เองทำให้ Frank เริ่มที่จะเรียกร้องความสนใจด้วยการหนีออก

จากบ้านและพยายามหาเงินอยู่ด้วยตัวเอง เขาใช้เวลา 5 ปีในการโกงและในผลสุดท้ายเมื่ออายุ 21 ปี Frank โดน

จับที่ฝรั่งเศสและซึ่งภายหลังถูกย้ายมาคุมขังที่สหรัฐอเมริกา 5 ปีหลังจากนั้น Frank ถูกปล่อยตัวโดยมีเงื่อนไข

คือทำงานให้กับ FBI เพื่อที่จะชดเชยความผิด ซึ่งตลอดเวลา25ปี Frank ได้ทำงานให้กับ FBI และ ออกแบบเช็ค

ทางการของ IPS ซึ่งใช้โดยสถาบันการเงินหลายหมื่นแห่ง แทนที่แคชเชียร์เช็ค เขายังออกแบบและพัฒนา

โปรแกรม SAFEChecks™ และ Check Plus™ ซึ่งเป็นการทำให้ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง มีเช็คที่ปลอดภัย

ใช้โดยไม่ต้องจ่ายแพง ความเชี่ยวชาญของเขา เป็นที่ไว้วางใจของผู้พิมพ์เอกสารสำคัญ และผู้ผลิตเครดิตการ์ด

สามแห่ง นอกจากนี้ เขายังเป็นที่ปรึกษา ให้กับบริษัทตรวจสอบบัญชี ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศด้วย นั่นทำให้ Frank

ได้รับเงินตอบแทนในแต่ละปีหลายล้าน ดอลล่า นอกจากนี้ยังเป็นที่ปรึกษาให้กับสถาบันการเงินต่างๆทั่วโลก

และยังเป็นผู้ฝึกสอนให้กับ FBI และบรรยายให้ความรู้กับองค์กรต่างๆทั่วโลก แม้กระทั่งการบินไทยของประเทศ

เราก็ยังเคยเชิญ Frank มาให้ความรู้กับพนักงานด้วย

ในส่วนของภาพยนต์ถูกกับกำโดย พ่อมดแห่งวงการ Hollywood   steven spielberg  และได้นักแสดงนำ คือ

Leonardo DiCaprio และ Tom Hanks มารับบทเป็นคู่กัดระหว่าง นักต้มตุ๋นและFBI มากฝีมือ ซึ่งหลังจาก

ภาพยนต์เรื่องนี้ออกฉาย ก็ทำให้ Leonardo ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลในหลายๆสาขา  การดำเนินเรื่องใน

ภาพยนต์เริ่มต้นขึ้นจากชีวิตในวัยเด็กของ Frank และค่อยๆ สอดแทรกเหตุการณ์ที่ทำให้เขาเริ่มที่จะหลอกลวง

สังคม โดยในภาพยนต์ได้ให้ทั้งเหตุและผล รวมถึงวิธีการซึ่งแฝงไปด้วยแง่คิดในการกระทำของ Frank ใครจะคิด

ว่าการจะปลอมเป็นนักบิน จะต้องไปสัมภาษณ์กัปตันที่เกษียนอายุแลว  การจะปลอมเช็คต้องลงทุนไปจีบ

พนักงานธนาคารสาวสวย ซึ่งในภาพยนต์ได้แสดงให้เห็นถึงไหวพริบ และการแก้ปัญหาของ Frank ใน

สถานการณ์ที่คับขันต่างๆ   ไม่เพียงแต่ความฉลาดของ Frank  ในส่วนของFBI คู่รักคู่แค้น  โอเรียลรี่ย์  ก็สามารถ

ติดตาม Frank ไปได้ทุกๆครั้ง นั่นทำให้การไล่ล่า และการหลบหนีในแต่ละครั้ง เต็มไปด้วยความน่าสนใจ

เรื่องย่อของภาพยนต์คร่าวๆ หลังจากที่ Frank ได้เริ่มต้นตุ๋นครั้งแรกโดยการปลอมเช็คและนำไปขึ้นเงินเพื่อที่จะ

ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน  Frank เริ่มที่จะปลอมแปลงตนเองเป็นนักบิน และบินไปในที่ต่างๆทั่วโลกไม่เพียงแต่โกง

ค่าเครื่องบิน แต่ Frank ยังสร้างเช็คเพื่อที่จะรับเงินเดือนในฐานะของนักบินด้วย  หลังจากนั้น Frank เริ่มถูกไล่ล่า

โดย FBI จึงตัดสินใจที่จะย้ายที่อยู่นั่นทำให้ Frank ได้พบกับพยาบาลสาวและได้ตัดสินใจเป็นแพทย์ในโรง

พยาบาล  ซึ่งเธอคนนี้เองทำให้ Frank ตัดสินใจที่จะแต่งงาน เขาเดินทางไปที่บ้านของฝ่ายหญิงซึ่งพ่อเป็นทนาย

นั่นทำให้ Frank ตัดสินใจปลอมแปลงตนเองเป็นทนาย และตั้งใจจะใช้ชีิวิตที่เหลืออยู่อย่างสุขสงบ  แต่ FBI ไม่

ยอมให้เป็นเช่นนั้น เข้าบุกจับ Frank ในคืินวันแต่งงาน Frank จำเป็นต้องหนี และได้รู้ว่า หญิงสาวที่เขาหลงรัก

ไม่ได้เชื่อใจเขา  Frank จึงเริ่มหลบหนีอีกครั้งในฐานะนักบินและปลอมแปลงเช็คไปทั่วโลก หลังจากนั้น 5 ปี

Frank โดนจับที่ฝรั่งเศสดังที่กล่าวข้างต้น ส่วนตอนจบนั้นอยากให้ไปลองรับชมด้วยตนเอง

ภาพยนต์เรื่องนี้ไม่ได้นำเสนอความเก่งของ Frank เพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถ และ

ความพยายามในการทำสิ่งต่างๆ อย่างจริงจัง รวมทั้งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในด้านต่างๆ ของ Frank ที่เรา

สามารถนำมาปรับปรุงใช้ในชีวิตได้ เช่น ความช่างสังเกตุ  การจำ  ซึ่งตลอดชีวิตของ Frank นั้น ทำงานคนเดียว

ไม่มีพรรคพวก ไม่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ไม่เคยฆ่าหรือทำร้ายใคร ไม่เคยข่มเหงหรือทำร้ายเพศตรงข้าม เขาใช้

เพียงแค่ ความสามารถและความกะล่อนไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ หากท่านได้ลองชมภาพยนต์เรื่องนี้ ผมเชื่อว่า

จะได้รับแรงบันดาลใจในหลายๆด้าน   ภาพยนต์เรื่องนี้จะสะท้อนมุมมองของคนที่เคยอยู่ดีสุขีมีความสุขจนกระทั่ง

วันนึงเกิดถังแตกขึ้นมาภาระตกมาอยู่ที่ ลูก ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นทั้งหมด หากท่านได้มีโอกาสชมภาพยนต์เรื่องนี้ผม

อยากให้ลองสังเกตุพฤติกรรมและความพยายามของ Frank ในการโกง ท่านจะพบว่าการที่คนเราจะเก่งในเรื่อง

ใดเรื่องหนึ่งแค่พรสวรรค์อย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ต้องประกอบกับความพยายามและความขยันหมั่นเพียรและที่

สำคัญที่สุดคือความกล้า ภาพยนต์เรื่องนี้่เป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าคนทุกคนเป็นคนเก่งได้แต่จะเก่งในแง่

มุมไหนนั้นขึ้นอยู่ที่เราเป็นคนกำหนดเอง

ดูหนังออนไลน์

Born On The Fourth Of July หนังดีที่ Tom Cruise พลาดรางวัลออสการ์

Born on the fourth of july

Born on the fourth of july

Born on the fourth of july ข้อเท็จจริง จาก ชีวิต ทหานที่เคยผ่านการรบ เวียตนาม เรื่องนี้ ออกฉายตั้งแต่ ปี

1989 ดูแล โดย โอลิเวอร์ สโตน นำแสดงโดย ทอม ครูซเป็น หนัง ที่ ปรับปรุงแก่ไขด้ดแปลง มาจาก หนังสือ ชีวิ

ความเป็นมา ของรอน โควิก สมัยก่อน ทหารที่เคยออกรบ เวียตนาม ซึ่ง ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น นักต้านทาน การรบ

แล้วก็เขา เกิด ในวันที่ 4 กรกฎา ซึ่งเป็นวันชาติ ของ อเมริกา พอดี

หนังเล่า ตั้งแต่ ชีวิต วัยเด็ก ของ โควิก ตามประสาเด็กๆ ที่ ถูกใจ เล่นเป็นทหารกัน ตอนวัน ชาติ ของ อเมริกา มี

ขบวน ฉลอง รวมทั้งมีทหารที่เคยออกรบร่วม ขบวน เป็น ภาพ ที่ ฝั่งใจ เขา ต้องการ เป็น วีรบุรุษแบบ ทหานที่เคย

ผ่านการรบ พวกนั้น บ้าง เมื่อ ไปสู่ตอน วัยศึกษา เขาเป็น นักกีฬ มวยปล้ำ ของ รร. ตั้งใจ ฝึกฝน ตามประสา วัยรุ่น

ที่ ต้องการเก่ง ต้องการ ดัง เพียงพอ ใกล้ สำเร็จการศึกษา รร. นายทหารส่งทหารมา แนะแนว การศึกษาเล่าเรียน

ต่อ ที่ รร. นายทหาร และ แน่ๆลูกผู้ชาย แบบ เขา ไม่ พลาด อยู่ แล้ว ที่จะ เลือก ทาง ชีวิตนี้

จากนั้นหนัง ตัด มา เป็นช่วงเขา ถูก ส่ง ไปเวียตนาม เลย ใน บท แปลภาษาไทย บอกว่า เขา เป็น แค่นาย ทหาร

ชั้น ประ ทวน แม้กระนั้น จริงๆเขาเป็น นายร้อยนวิกโยธิน แล้วก็ดูเหมือนจะผิดดวง กับ การเป็นทหาร เขาจะต้อง

เจอ กับเรื่องเลวร้ายสำหรับในการ เป็น ทหาร อีกทั้งการฆ่า กลุ่ม ประชาชนเวียตนาม ที่ บริสุทธิ์ การ ยิ่ง เพื่อนฝูง

ทหาร ร่วมกัน เองตาย ใน ระหว่าง การประจันหน้า รวมทั้ง ที่ เลวทราม สุด เป็น เขาได้รับบาดเจ็บ จาก การรบ

กระทั่ง เป็น อัมพาต ตั้งแต่ตอนล่างลงไปตอน อยู่ ใน โรงพยาบาล ทหารที่เคยออกรบ ดูแล้ วน่า ตกอกตกใจ ว่า

โรงพยาบาล ทหารที่เคยออกรบ อเมริกา เพราะเหตุไร ห่วยถึงกับขนาดนั้น ทั้งยังเปรอะเปื้อน อุปกรณ์ ก็ขาด

ทหาร ที่ ป่วยไข้ก็แอบเสพ สิ่งเสพติด กัน มีพยาบาล ขายตัว ให้ กับ ทหาร ที่ เจ็บไข้ พวก พล เปล แอบเล่น การ

เดิมพัน กันไม่ใส่ใจ ดูแลคนเจ็บ

แต่โควิก ยังไม่ยอมแพ้ต่อชะตาชีวิต ยังมุ่งมั่นที่จะเดินให้ได้และรักต่อประเทศชาติไม่เปลี่ยนแปลง ต่อมาเขาก็

เดินได้ โดยใช้ไม้เท้าทั้งสองข้างแทนขา แต่น่าเสียดายที่เขาใจร้อนไป เลยพลาดล้มขาหักซ้ำอีก หมดสิทธิ์ที่จะ

เดินได้ ต้องนั่งรถเข็นอย่างเดียว

เมื่อเขากลับบ้าน ต้องพบกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปมาก เป็นช่วงยุคของฮิปปี๊และการต่อต้านสงครามเวียตนาม

ในวันที่ กรกฏา ซึ่งเป็นวันชาติเขาได้ร่วมขบวนแห่ของเมืองในฐานะวีรบุรุษ แต่ไม่ได้รับการชื่นชมอย่างที่เขา

เคยเห็นในตอนเด็กๆ ผู้คนบางส่วนโห่ไล่ประท้วงสงครามกัน ภายในครอบครัวเขาเริ่มทะเลาะกับน้องชายที่เข้า

ร่วมการประท้วงสงคราม ในขณะที่เขาเอาแต่พูดถึงเรื่องการรักชาติเสียสละ “ถ้าไม่รักชาติก็ออกไปจากประเทศนี้”

(ประโยคนี้คุ้นๆ กับการเมืองไทยช่วงนี้) ส่วนน้องชายเขาก็อธิบายเหตุผลของการประท้วงว่าไม่อยากให้ส่งคน

อเมริกาไปรบให้เสียเลือดเนื้อ ไปรบ แล้วต้องกลับมาแบบสภาพพี่ชายเขาอย่างนั้นหรือ

ชีวิตเขาเริ่มแย่ลง เที่ยวเตร่เมามาย รู้สึกว่าไม่มีใครเห็นค่า อยากได้ร่างกายกลับคืนมาเป็นปกติ จนเริ่มทะเลาะมี

เรื่องไปเรื่อย ช่วงนี้น่าเห็นใจบทบาทของพ่อเขามาก ที่ไม่เคยปริปากว่าและพร้อมดูแลลูกชายทุกอย่าง ไม่

เหมือนกับแม่ของเขาที่ดูเหมือนจะยอมรับสภาพเขาไม่ได้ ทั้งที่เคยส่งเสริมผลักดันเขามาตลอดตั้งแต่เด็กให้

ทะเยอทะยาน ช่วงนี้ผมชอบฉากที่ทหารนาวิกโยธินคนหนึ่งพูดกับเขาว่าไปรบพิการกลับมาต้องนั่งรถเข็นใช่ว่าจะ

มาเรียกร้องให้คนสงสารเห็นใจ เราเป็นนาวิกโยธินต้องหยิ่งสู้ชีวิตเข้าไว้

เขาเปลี่ยนบรรยากาศชีวิตไปเที่ยวเม็กซิโก ที่รวมของเหล่าทหารผ่านศึกพิการ นอนกับหญิงบริการ(ก่อนหน้าเขา

ยังไม่เคยนอนกับผู้หญิงเลย) เขานึกว่าเธอจะรับสภาพเขาได้ แต่ก็ผิดถนัดพวกหญิงบริการทำเพื่อเงินเท่านั้น ไม่

ได้รักเขาจริง เขาเมาหนักมากขึ้น ทะเลาะกับเพื่อนทหารที่นั้งรถเข็นด้วยกัน จนคิดได้ว่าทำไมมาปล่อยชีวิตให้แย่

ขนาดนี้  เขาเริ่มชีวิตใหม่ โดยไปขอโทษต่อพ่อแม่และภรรยาของทหารที่เขายิงจนเสียชีวิต และร่วมขบวนการ

ประท้วงสงครามเวียตนามในสมัยประธานาธิบดีนิกสัน

ฉากจบเขาได้รับการให้ขึ้นปราศรัยต่อต้านสงครามต่อหน้าฝูงชน

เรื่องนี้ผมดูตั้งแต่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ ส่วนดีวีดี ตอนนี้หายากหน่อย ตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้ในวันที่ ,ที่

ผ่านมา แต่ไม่ทัน

หนังสือชีวประวัติของเขามีการแปลเป็นภาษาไทย ผมเคยซื้อเก็บไว้ แต่ลอยไปกับน้ำช่วงหลายปีก่อนที่น้ำท่วม

หนักทั่วประเทศ

ช่วงสงครามอิรักครั้งแรก โควิก ออกโรงประท้วงสงครามเต็มที่เพราะกลัวจะซ้ำรอยกับสงครามเวียตนาม แต่ผิด

คาด สงครามสมัยใหม่เปลี่ยนรูปแบบการรบไป ทหารอเมริกาเสียชีวิตไม่กี่คนเอง

เรื่องนี้ก็เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคนที่อยากเป็นทหารนะครับ ว่าชีวิตทหารจะไม่ใช่ สวมเครื่องแบบเท่ห์ หรือไปรบ

เป็นฮีโร่ กลับมาได้มีอำนาจเป็นใหญ่เป็นโต ถ้าต้องไปเจอกับสภาพแบบนี้จะยังรักชาติกันอยู่ไหม

เคยได้ยินเรื่องว่ามีทหารไทยคนหนึ่ง ไปรบขาขาดกลับมา ใส่ขาเทียมขี่มอเตอร์ไซด์ส่งของเลี้ยงชีพ วันหนึ่งโดน

รถเฉี่ยวล้มที่สี่แยก คนมามุงดูแล้วก็หัวเราะขำกัน นี่แหละครับชีวิตผู้เสียสละ

ส่วนเพื่อนผมอีกคนได้เป็นนายทหารจบจาก รร.นายทหารที่ทุกคนอยากเข้า แต่เป็นอะไรที่เพื่อนทุกคนถามว่า

ข้าศึกมาจะไว้ใจได้ไหม ส่วนผมสภาพร่างกายไม่อำนวยเกณฑ์ทหารเขาก็ไม่เอา พอร่างกายดีไปสมัครทหาร

พรานก็ไม่ได้อีก ทุกวันนี้เลยวัยได้แต่นั่งทำใจ หนทางที่เราจะช่วยเหลือประเทศชาติยังมีอีกหลายทาง

อีกประเด็นของหนังคือ สงครามไหนที่ควรส่งทหารไปรบ และรบด้วยวิธีแบบไหน เหมือนอย่างเช่นสงครามเวีย

ตนามทำไมคนอเมริกันประท้วงต่อต้าน แต่สงครามอิรักกลับไม่มีคนต่อต้านสักเท่าไร

ดูหนังฟรี

The Truman Show (1998) เมื่อทั้งชีวิตของเขาเป็นเพียงรายการทีวี

The Truman Show

The Truman Show

The Truman Show ออกฉายที่สหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 1998 เข้าฉายในประเทศไทยในปลายปี

เดียวกัน นำแสดงโดย จิม แคร์รี, ลอร่า ลินนีย์, เอ็ด แฮร์ริส, นาตาชา แมคเอลฮอล กำกับการแสดงโดย ปีเตอร์

เวียร์

The Truman Show เล่าเรื่องของ ทรูแมน (im Carrey) หนุ่มน้อยที่ มีชีวิต แสนปกติ ในเมืองเล็กๆ บนเกาะอัน

สงบสุข ทรูแมน ไม่เคยฉงนใจ เลยว่าตามที่เป็นจริง แล้วชีวิต ของเขาตั้งแต่ เกิดขึ้นมา นั้น ถูกถ่ายทอด ผ่าน

โทรทัศน์ มีผู้ชม ทั้งโลก และ โลกที่ เขาอาศัยอยู่ เป็นเพียงแค่ โรงถ่ายหนังขนาดใหญ่ เพียงแค่นั้น จวบจน

กระทั่งวันหนึ่งมีสปอร์ตไลต์ ตกลงมาจาก ท้องฟ้าต่อด้วยเรื่องราว แปลกๆ ไม่ เข้าที่เข้าทาง มากมายก่ายกอง ที่

เริ่ม ทำให้ทรูแมน รู้สึก แหม่งๆ ไม่ว่าจะ เป็นวิทยุที่ รายงาน สถานะว่า ช่วงนี้เขา อยู่ตรงไหน ผู้คนที่ ดูเหมือนจะ

สนใจเขา เป็นพิเศษ หรือ ลำดับ การปรากฎตัว ของคนเรา ที่ เข้าออกฉากได้ เป็นจังหวะ เหลือเกิน เขา เริ่มสงสัย

กับ ที่ ที่เขาอยู่ บวกกับปรารถนา การเสี่ยงอันตราย ก็เลยตกลงใจหนี ออกมาจาก เมือง

ประเด็นหลักๆ ที่มองเห็นกันใน เรื่องนี้ เป็น รายการเรียลลิตี้ ซึ่งพูดได้ว่า เรียล มากมาย เพราะเหตุว่า มีทรูแมน

นี่แหละที่ ไม่ทราบ เลย ว่าตนเองเป็น เพียงแต่ ผู้แสดงหลัก ของรายการ โลก ที่เขา อยู่ก็ เป็นเพียงแต่ การเซ็ต

ฉากผู้คน ที่เขามี ความเชื่อมโยงด้วย ไม่ว่า จะเป็นบิดา แม่ เพื่อนฝูง ภรรยา ล้วนแต่เป็นดารา ทั้งหมด ไม่มี อะไร

บ้างที่อยู่ใน ชีวิต ทรูแมน ที่ เป็นความจริง เลยสักอย่าง เว้นเสียแต่ ตัวเขาเอง

ด้วยเหตุดังกล่าว ละ มั้ง ผู้ชม ถึงมีความสนใจ กับ รายการนี้ มากมายเนื่องจากมัน ไม่ใช่ การแสดงละครตาม

สคริปต์ แต่ว่ามันเป็น ชีวิตจริงของคน คนหนึ่งซึ่งไม่เคยรู้เลย ว่าเขา กำลังถูกเซ็ตฉาก ผู้ชมคงลุ้นไป กับ เรื่อง

ราวของ เขาที่เหล่า โปรดิวเซอร์ ช่วยเหลือกัน สรรสร้างรวมทั้ง แฮปปี้ กับ ทุกๆ ความประพฤติ ทุกๆอารมณ์

ความรู้สึก ของ เขาชีวิตจริง ของ ท รูแมน แปลงเป็น เพียงแค่ ความเพลิดเพลิน ของผู้ชมเพียงเท่านั้น

และเมื่อรายการจบไป ผู้ชมก็ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่า “เปิดช่องอื่นดูซิ มีอะไรน่าดูอีกบ้าง”

ความบันเทิงจึงเป็นเพียงสิ่งที่มาแล้วก็ไป ไม่ได้อยู่อย่างจีรังยั่งยืน ผู้ชมที่ตอนแรกเชียร์ทรูแมน พอรายการจบ

เขาก็กลายเป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

ดูไปแล้วจะสงสารทรูแมนมาก แล้วก็แอบสงสัยนะว่าในหนังนี่ไม่มีกลุ่มเรียกร้องสิทธิมนุษยชนเลยเหรอ ปล่อยให้

รายการออกอากาศมาตั้ง 30 ปีแน่ะ แต่เอาเป็นว่า รายการนี้ฮอตฮิตมาก คนดูกันแบบไม่ทำการทำงาน ส่วนทรู

แมนนั้นก็ไม่ได้รู้ตัวเลย เขาเชื่อว่าโลกที่เขาอยู่คือความจริง ไม่มีอะไรจริงไปกว่านี้อีกแล้ว ก็เหมือนเราๆ ที่เชื่อว่า

โลกที่เราอยู่คือความจริง ถ้าเกิดสมมติวันหนึ่งเราค้นพบว่าเมืองที่เราอยู่ ผู้คนที่เรารู้จัก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่างๆ

ล้วนแล้วแต่ปลอมล่ะ? เจ็บปวดน่าดูเลยว่าไหม

“We accept the reality of the world with which we’re presented. It’s as simple as that.”

นอกจากจะเป็นตัวสร้างความบันเทิงแล้ว ทรูแมนยังเป็นตัวเรียกตังค์

อีกสิ่งที่จิกกัดรายการทีวีได้ดีคือฉากต่างๆ ในหนังที่มีการโฆษณา ทั้งการแปะโปสเตอร์ การให้นักแสดงใช้

ผลิตภัณฑ์ต่างๆ หรือแม้กระทั่งพูดโฆษณาสินค้าออกอากาศ ผสมไปกับสคริปต์เลย ซึ่งรายการก็คงได้เงินจากส

ปอนเซอร์เหล่านี้แหละ ยิ่งคนดูเยอะก็ยิ่งรับเละ ดูๆ ไปแล้วก็จุกเหมือนกันว่าชีวิตจริงๆ ของทรูแมน ดันกลายเป็น

พื้นที่โฆษณาของเหล่าแบรนด์ต่างๆ โดยที่เขาไม่รู้ตัวเลย

และที่ตลกอีกอย่างคือ บางที ในสถานการณ์ที่ซีเรียสที่สุด นักแสดงก็ยังขายของกันได้แบบดื้อๆ คือทั้งขำทั้งอิ

หยังวะ ช่วยทำให้มันเรียลหน่อย อย่าหน้าเลือดตลอดได้มั้ย

ในหนัง บ่อยครั้งที่เราจะเจอซีนต่างๆ ซึ่งพยายามยับยั้งไม่ให้ทรูแมนมีความคิดอยากหนีออกไป ทั้งโปสเตอร์คำ

เตือนเรื่องภัยเครื่องบินตก, อุบัติเหตุล่องเรือในวัยเด็กที่พรากชีวิตพ่อ, การจัดอันดับที่บอกว่าเมืองที่ทรูแมนอยู่นั้น

ดีที่สุดในโลกแล้ว, การร่วมมือร่วมใจกันของนักแสดงที่คอยกันท่าไม่ให้ทรูแมนหนี ฯลฯ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้

เปรียบเสมือนกำแพงกั้นไม่ให้ทรูแมนจากไป โดยเฉพาะปมวัยเด็กเรื่องพ่อ ทำให้ทรูแมนกลายเป็นคนกลัวน้ำ ไม่

กล้าหนีออกไปจากเมืองที่เป็นเกาะ

เพราะทรูแมนนั้นมีความฝัน เขาอยากจะเป็นนักผจญภัย ไปในที่ใหม่ๆ ที่ไม่เคยไป เขามีความปรารถนาแรงกล้านี้

อยู่แล้ว สิ่งนี้คือแรงผลักดันให้เขากล้าทำในสิ่งที่ไม่น่าจะกล้าในที่สุด และได้ค้นพบความจริงแบบต่อหน้าต่อตา

จริงๆ ชีวิตของเราก็อาจจะคล้ายทรูแมนในแง่ที่ว่า มีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นในชีวิตเรา ซึ่งเราล้วนแล้วแต่คิดว่านี่คือชีวิต

ของเรา เราควบคุมได้ เรามีความสุข เศร้า โกรธ เหงา ทุกอย่างเราควบคุมเอง แต่จริงๆ แล้วมันเป็นเช่นนั้นรึเปล่า?

เราควบคุมได้จริงๆ เหรอว่าเราจะมีความสุขเมื่อไร ว่าเราจะโกรธใครไหม ว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น? อันที่จริง

ชีวิตเราก็แทบจะคาดเดาไม่ได้เหมือนกัน บางคนอาจจะใช้ชีวิตแบบอยู่ไปวันๆ ไหลไปเรื่อยๆ ตามกระแสสังคม

โดยไม่ได้ตั้งคำถามเลยว่าชีวิตนี้จริงๆ เราต้องการอะไร? ความฝันของเราคืออะไร? บางคนอาจจะไม่ได้ทำตาม

ความฝันจนกระทั่งวันตายด้วยซ้ำ

ในตอนจบ เป็นซีนที่ติดตราตรึงใจมาตลอด เมื่อทรูแมนล่องเรือชนกำแพงท้องฟ้า ทำให้เขารู้ความจริงว่านี่แหละ

คือจุดสิ้นสุดโลกของเขา ไม่มีท้องทะเลแผ่กว้างออกไปไกลกว่านี้อีกแล้ว ทรูแมนรู้สึกสิ้นหวังเสียใจ เขาตัดสินใจ

เดินลัดเลาะไปตามผนัง เดินขึ้นบันไดไปเจอกับประตูที่เขียนว่า “ทางออก” ตอนนั้นแหละที่เขาได้ยินเสียงจากคริ

สตอฟฟ์ โปรดิวเซอร์ของรายการ ดังมาจากท้องฟ้าราวกับเป็นพระเจ้า

ใช่ คริสตอฟฟ์อาจจะพูดถูก ทรูแมนสามารถมีชีวิตอย่างสุขสบายในโรงถ่ายทำหนัง ไม่ต้องลำบากลำบนอะไร แต่

ทรูแมนจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้จริงๆ น่ะหรือ? เหมือนเราจะได้ยินทรูแมนตะโกนอยู่

ในใจว่า “พอกันที” ไม่เอาแล้วละชีวิตที่สวยแค่เปลือกนอก ขอก้าวออกไปเผชิญโลกแห่งความเป็นจริงดีกว่า

แม้ว่าทางที่ออกไปจะมืด มองไม่เห็นอะไรเลยก็ตาม

ในตอนจบ เราไม่รู้ว่าชีวิตภายนอกโรงถ่ายหนังของทรูแมนเป็นอย่างไร หนังตัดจบไปแบบค้างๆ ต้องไป

จินตนาการกันเอาเอง เช่นเดียวกับรายการ The Truman Show ที่ทุกคนดูอยู่เช่นกัน

เว็บดูหนังฟรี

Moulin Rouge! ภาพยนตร์ที่กลับมาดูกี่ครั้งก็หลงรัก

Moulin Rouge เป็นภาพยนตร์เพลงเรื่องที่สาม

Moulin Rouge

Moulin Rouge เป็นภาพยนตร์เพลงเรื่องที่สาม ในภาพยนตร์ ชุดไตรภาค “The Red Curtain Trilogy” ของบาซ

เลอห์มานน์ ออกฉายในปี พ.ศ. 2544 เขียนบทโดยเลอห์มานน์ ดัดแปลงจากเรื่องของออร์ฟิอุสและยูริดิซี ใน

ตำนานเทพปกรณัมกรีก และจากอุปรากรเรื่อง La Traviata ของจูเซปเป แวร์ดี

ภาพยนตร์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ 8 สาขา และได้รับรางวัลสองสาขา จากการออกแบบเครื่อง

แต่งกาย และการออกแบบฉาก โดยแคเทอรีน มาร์ติน (ภรรยาของเลอห์มานน์) และได้รับรางวัลลูกโลก

ทองคำ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (ภาพยนตร์ตลกและเพลง) นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (นิโคล คิดแมน) และ

ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม และได้รับรางวัลบาฟตา สาขานักแสดงประกอบชายยอดเยี่ยม (จิม บรอดเบนท์)

ภาพยนตร์ สไตล์ ละครเพลง เป็นเลิศ ใน หมวด ภาพยนตร์ ที่ มัก ถูก ตีค่ารวมทั้งเหมา รวม ว่ามี ความ เฉพาะ

กรุ๊ป แต่ละ เรื่องเพียงแต่ สะท้อนภาพลักษณ์ ของสั่งคม ใน ช่วง ที่ เดินเรื่อง ดั่งเช่นว่า Saturday NightFever ก็

มีความดิสโก้สมัย 70s หรือ Singin’ in the Rain ของ จีนเคลลี่ ก็สมัย 50s ซึ่งพอกลับมาดู ขณะนี้ ก็อาจมีความ

รู้สึก ที่ว่าประเด็นนี้ มัน สมัย บิดามารดา พวกเรา มากมาย’ แต่ว่ากับ MoulinRouge! แม้เรื่อง จะเลียนแบบ

สถานะการณ์ ปี 1899 ใน เขต มงต์ มาตร์ ของ กรุงปารีส พร้อม รูปร่างหน้าตาสไตล์การแต่งตัว ที่ คน ปัจจุบันนับ

ว่าเป็น คอ สตู ม แฟนซีไป แล้ว แม่กระนั้น หนัง กลับ รู้สึก ร่วมยุค และก็เท่สุดๆ ครั้งใดก็ตาม ได้ มอง แถม อาร์ต

ไดเรก ชัน ก็ นับว่า เยี่ยมที่สุดและมีความสดใหม่ ด้วยเหตุว่า เรื่องไม่ได้ ถูก ด้ดแปลงปรับปรุงแก่ไขหรือรี เมก

จากที่เคยมี มา แล้ว ซึ่ง หลายท่าน อาจมี มาตรฐาน หรือมีภาพในหัว

Moulin Rouge! เป็นภาพยนตร์เรื่องที่ 3 ในชีวิตของบาซที่เขาเขียนและกำกับเองโดยใช้หลากหลายเรื่องราว

และแรงบันดาลใจในการสร้างหนังเรื่องนี้ เช่น ประสบการณ์การไปประเทศอินเดีย โอเปราเรื่อง La traviata ที่

ดัดแปลงจากนิยาย La Dame aux Camélias ของนักเขียน อเล็กซานเดอร์ ดูมาส์ ฟิลส์ มาอีกที และละคร

โศกนาฏกรรมของกรีกเรื่อง Orpheus and Eurydice

ภาพยนตร์เรื่องนี้ฉายครั้งแรกที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ในปี 2001 และเพราะความสำเร็จของสอง

ภาพยนตร์ก่อนหน้านี้ของเขา Strictly Ballroom (1992) และ Romeo + Juliet (1996) จึงทำให้ Moulin

Rouge! ได้ทุนสร้างสูงถึง 52 ล้านเหรียญสหรัฐ และใช้เวลาถ่ายทำเกือบ 1 ปีเต็มในช่วงปี 1999-2000 ที่เมือง

ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ก่อนที่จะล่วงเลยตารางการถ่ายทำและต้องยกกองไปถ่ายส่วนที่เหลือที่เมืองมาดริด

ประเทศสเปน เพราะภาพยนตร์ Star Wars: Episode II – Attack of the Clones ได้จองสตูดิโอที่ซิดนีย์ต่อไว้

แล้ว

สำหรับนักแสดงนำใน Moulin Rouge! ก็ถือว่ามีการออดิชันหลายคน เริ่มจากบทนางเอก ซาติน ที่ตอนแรก แค

เธอรีน ซีตา-โจนส์ เป็นหนึ่งในตัวเก็งสำหรับบทนี้ ส่วนด้านนักร้องสาว คอร์ตนีย์ เลิฟ ก็ถึงขั้นยอมให้บาซใช้

เพลง Smells Like Teen Spirit ของวง Nirvana หากเธอได้บทนี้ (เธอเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ หลังสามี เคิร์ต โค

เบน เสียชีวิต โดยตอนหลังแม้ไม่ได้บท แต่เธอก็ยอมให้ใช้เพลง) สุดท้ายเป็น นิโคล คิดแมน ที่ได้บทนี้ไป และ

ทำให้นิโคลได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงในปี 2002

ด้านตัวละครเอกฝ่ายชาย คริสเตียน ก็ได้กลายเป็นอีกหนึ่งบทบาทที่นักแสดงฮอลลีวูดชายหลายคนฟาดฟันกัน

เพื่อที่จะได้มา ซึ่งไม่แปลก เพราะชื่อเสียงที่ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ได้จากเรื่อง Romeo + Juliet ก็ถือว่าถล่ม

ทลาย ซึ่งลีโอนาร์โดเองก็เข้าร่วมออดิชันเหมือนกัน แต่ตอนหลัง ยวน แม็กเกรเกอร์ ก็ได้บทนี้ไป และเฉือน

เอาชนะคู่แข่งสำคัญอย่าง ฮีธ เลดเจอร์ และเจค จิลเลนฮาล

หนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้ Moulin Rouge! ประสบความสำเร็จและอยู่ในใจหลายๆ คนก็คือเพลงที่ถูกคัดสรรมา

ใช้ในภาพยนตร์ โดยบาซได้นำคอนเซปต์ Jukebox ที่เอาเพลงในกระแสหลักที่เราคุ้นเคยทั้งในหมวดร็อก ป๊อป

อาร์แอนด์บี ละติน และแดนซ์มายำร่วมกันและรีมิกซ์เป็นเวอร์ชันใหม่ๆ ที่ฟังแล้วยังคงรู้สึกร่วมสมัยทุกวันนี้ ซึ่ง

รายชื่อศิลปิน เช่น Fatboy Slim ในเพลง Because We Can, เดวิด​ โบวี่ ในเพลง Nature Boy และสำหรับเพลง

เมดเลย์ Elephant Love Medley ก็มีการนำเพลงอย่าง All You Need Is Love ของ The Beatles, Pride ของ

U2 และ Your Song ของเอลตัน จอห์น มาใช้

แต่สำหรับสองเพลงที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็ต้องเริ่มด้วยเพลงบัลลาด Come What May ที่ร้องโดยคู่

พระนางของเรื่อง ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งเพลงดูเอ็ตคลาสสิกไปแล้ว แต่เสียดายที่ไม่สามารถเข้าชิงสาขาเพลง

ประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมบนเวทีออสการ์ เพราะมีกฎว่าเพลงจะต้องถูกแต่งเพื่อใช้สำหรับภาพยนตร์เรื่องนั้น

โดยเฉพาะ ซึ่ง Come What May ในครั้งแรกแต่งไว้ให้ภาพยนตร์ Romeo + Julie

หนัง hd

Drive หนังอาร์ทเฮ้าส์ผสมผสานทั้ง ดราม่า และ แอ็คชั่น

Drive เรื่องราวของ สตันท์แมน มือเก๋า

Drive

Drive เรื่องราวของ สตันท์แมน มือเก๋า ที่ได้รับบท ยากๆ ใน หนัง ฮอลลีวู้ต หลาย เรื่อง ไม่ว่าเขา ต้องโดน ยิงรถ

คว่ำ หรือ โดนรถชนเขา ก็ผ่านมา ได้ ทั้งหมด แม้กระนั้น นั้น เป็นเพียงแค่ งานว่าง ทำเล่นๆ ของ เขา เนื่องจาก

งานจริงๆ ของเขา เป็น การขับ รถยนต์ พา ขโมย นั้น หนี ตำรวจ ภายหลังที่ ขโมย พวกนั้น ไป ชิงทรัพย์ บ้าน

บุคคลอื่น เสร็จแล้ว แม้กระนั้น วันนึงเขา ก็ดันไป ตกหลุกรัก แม่ สาวสวย อย่าง ไอรีน แล้วก็ได้รับรู้ว่า ผัว ของคุณ

กำลังเจอปัญหา ทางด้านการเงิน เกี่ยวกับ หนี้สิน ที่เขา เคยติด เอาไว้ใน เรือนจำก็เลยสมัครใจ จะ พาผัว ของ

คุณ ไป ชิงทรัพย์ โรงจำนำ แต่ว่า แล้วแผนกลับ ซ้อน แผน เมื่อ คู่ปรับ ของผัว ไอรีน กลับ ฆ่าผัว ของเขาซึ่งๆหน้า

เขาก็เลยไม่มีวัน เลือก นอกเหนือจากที่จะล้างแค้นให้ไอรีน

Drive กำกับการแสดงโดย Nicolas Winding Refn ภายหลังจากเคย ควบคุม หนัง แนว อัตประวัติ นักมวยย่ำแย่

อย่าง Bronson และก็ทหารดุร้าย ฝ่า ชั่วร้าย อย่าง Valhalla Rising แม้กระนั้น ดูอย่างกับว่าที่จะ ทำให้ ผู้กำกับ

คน นี้ ดังเป็นดอกไม่ไฟ แตก พร้อมทั้งได้รับ การโฆษณา ในไทย มาก คงจะ หนี้ ไม่ พ้น หนัง ซิ่ง รถยนต์อย่าง

Drive ที่ได้รับ ข้อวิพากษ์วิจารณ์ ในด้าน บวก กระทั่ง ผู้กำกับ ลอย กัน อย่างยิ่งจริงๆ (ซึ่งผู้กำกับได้ ให้ชี้แจงใน

งาน รอบ สื่อ ไว้ ว่า ผู้แสดงของ ไรอัน กอ สลั่ง นี้ จะเป็นราวกับ ผู้แทน อารมณ์ ของ ผู้กำกับ อย่างยิ่งจริงๆ)ซึ่ง ใน

ด้าน ที่ Drive สามารถ ทำเป็น เสร็จ เลย เป็น ด้าน ของ อารมณ์เหงาหงอย สันโดษ แต่ว่าดุและก็พร้อมจะ ระบาย

ทุกครั้งผ่านผู้แสดง นักซิ่ง ของ ไร อัน กอสลิ่ง ที่จัดว่า การแสดงรวมทั้งหน้าทีของ เขา ดูเหมือนจะ ช่วย ค้างแรก

เตอ ร์ The Driver ได้ดีมากๆเลยทีเดียว อีกทั้ง จาก แววตา และก็ อารมณ์ ของหนัง

ที่ทำให้เราอดคิดถึง หนังเหงาต้นตำรับอย่าง Lost In Translartion ได้เลยทีเดียว แต่กลับเป็นเวอร์ชั่นที่ ดุ เดือด

และ เถื่อน ยิ่งกว่า รวมเข้ากับความเป็นสไตล์ อาร์ทเฮ้าส์ ของผู้กำกับ ที่ถือว่าช่วยยกระดับหนังเรื่องนี้ได้มากกว่า

70% เลยทีเดียว เพราะไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพ เพลงประกอบ และอารมณ์ของตัวละครหลักทั้งหลาย ที่มา

พร้อมกับความนิ่ง เงียบ และ สุขุม ก็ต่างทำให้หนังเรื่องนี้นั้นดู สนุก และ ไม่น่าเบื่อ โดยเฉพาะด้านส่วนของ ความ

อาร์ท ที่ต้องบอกว่า ยกให้ผู้กำกับทั้ง 10 นิ้วเลยก็ว่าได้ เพราะทั้งการจัดแสงสี และ การถ่ายภาพ ที่ไม่แปลกใจ

ทำไมเขาถึงได้รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเมืองคานส์

และ ที่ต้องขอชมด้านผู้กำกับเลยคือ การปลดปล่อย สิ่งที่เรียกว่า สัญชาติญาณดิบ ของมนุษย์ ออกมาได้อย่างดุ

เดือด ดิบ และเถื่อน ที่เรียกได้ว่าต้องมีอยู่ในตัวทุกคนแน่ๆ แม้แต่คนเหงาๆ เงียบๆ อย่าง Driver ในหนังเรื่องนี้

ก็ตาม โดยในด้านของ ความดิบ ที่ผู้กำกับถ่ายทอดออกมาก็ถือว่าไม่ต้องมีอะไรให้อธิบายให้มากความนักหรอก

ไปดูในหนังทุกคนก็คงเกทกันหมดแน่นอน แถมในตอนจบผู้กำกับยังตบหน้าคนดูด้วยประเด็นแฝงประมาณว่า

‘คนเรา อะไรที่มันง่ายๆไม่ค่อยชอบทำ อะไรที่ยากๆหน่ะชอบนักเชียว’ , แต่สำหรับในข้อเสียของ Drive นั้น อาจ

จะไม่เรียกว่าข้อเสียก็ได้สักทีเดียว เพราะสำหรับ Drive

เอาเข้าจริงๆนั้นมันคือหนัง ดราม่า ที่มีฉาก แอ็คชั่น มาเป็นของแถมมากกว่า เพราะฉะนั้นท่านผู้อ่านคนใดเห็นจาก

ตัวอย่างแล้วคิดว่าหนังเรื่องนี้จะมันส์ และ บ้าคลั่ง ก็ขอให้คิดใหม่เพราะว่า Drive เป็นหนังดราม่า นิ่งๆ ขาย

บรรยากาศและอารมณ์อาร์ทเฮ้าส์ พร้อมกับการแสดงสุดเท่ และ เดือด ของพระเอกหนุ่ม ไรอัน กอสลิ่ง ซะ

มากกว่าจะมาขายฉากแอ็คชั่นขับรถสุดเท่เหมือนแนวหนังระห่ำอย่าง Fast Five (ที่ต้องยก Fast Five มาเพราะมี

ข่าวว่าผู้หญิงที่เมืองนอกคนนึง ถึงกับไปฟ้องร้องหนังเลยทีเดียวว่าตัดต่อตัวอย่างทำให้เจ๊เขาเข้าใจผิดนึก ว่าจะ

มันส์เหมือนหนังรถแข่ง Fast Five / ไว้อาลัย 1 นาที)

โดยสรุป แล้วนั้น Drive ถือว่าเป็นหนังดราม่า ผสมแอ็คชั่น ที่ถือว่าทำออกมาเข้าท่า และ ดูสนุก ไม่น่าเบื่อ แต่

ปกคลุมไปด้วยความ อาร์ท และบรรยากาศ การถ่ายภาพ ที่ต้องเรียกได้เลยว่าทุกอย่างลงตัวไปหมด สุดยอดหนัง

แห่งปีเลยก็ว่าได้ เพียงแต่ว่าหนังไม่ค่อยแอ็คชั่นเหมือนตัวอย่างเท่านั้นเองแหละครับ

ดูหนังออนไลน์ hd

ภาพยนตร์สงครามเรื่องยิ่งใหญ่ Patton แพ็ตตัน นายพลกระดูกเหล็ก

Patton ภาพยนตร์สงครามเรื่องยิ่งใหญ่

Patton ภาพยนตร์สงครามเรื่องยิ่งใหญ่

Patton ภาพยนตร์สงครามเรื่องยิ่งใหญ่ ชนะเลิศ 8 รางวัลออสการ์ประจำปี 1970 (รวมทั้งสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม) PATTON

เสนอภาพชีวิตของนายพลจอร์จ แพ็ตตัน (จอร์จ ซี. สก็อตต์ – ได้รับรางวัลออสการ์สาขานำชายยอดเยี่ยม) หนึ่งในสุดยอดนักรบที่

เก่งกาจที่สุดในประวัติศาสตร์ แพ็ตตัน ผู้เชื่อว่าตนเองคือยอดนักรบในชาติก่อน คือนายทหารฝ่ายสัมพันธมิตรเพียงคนเดียว ที่สร้าง

ความหวาดหวั่นให้แก่ทหารนาซี เขาพิชิตนายพลรอมเมลในแอฟริกา แล้วจึงนำกองทหารของตนตะลุยทั่วยุโรปหลังวันดี-เดย์ แต่

ภายใต้ความปราดเปรื่องของเขา ยังมีความบ้าคลั่งและดื้อรั้นซ่อนอยู่ ทั้งนี้อารมณ์ของตัวเองคือศัตรูตัวเดียวที่เขาไม่สามารถเอาชนะ

ได้ (Francis Ford Coppola ร่วมเขียนบทภาพยนตร์)

เนื้อเรื่องกล่าวถึงวีรกรรมของแพตตันใน สงครามโลกครั้งที่สอง เริ่มตั้งแต่การมารับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารในทะเลทรายอาฟริกา

เหนือ ที่พึ่งพ่ายแพ้อย่างยับเยินที่ Casserine Pass แพตตัน ได้นำระเบียบวินัยที่เคร่งครัดต่างๆ มาบังคับใช้กับทหาร เพื่อฟื้นฟูกำลัง

ใจและประสิทธิภาพ จนกระทั่งสามารถนำทัพรบชนะกองทัพเยอรมันได้อย่างงดงามในภายหลัง จากนั้นได้สร้างวีรกรรมครั้งสำคัญๆ

ในการรบที่ซิซิลี เกาะสำคัญของอิตาลี การรบในฝรั่งเศสภายหลังการยกพลขึ้นบกที่หาดนอร์มังดี การตีโต้กองทัพเยอรมันใน Battle

of the Bulge และการยึดครองเยอรมันหลังสงคราม

สังเกตนะครับว่าในบรรดาสมรภูมิที่ แพตตัน ร่วมรบนั้น ไม่มีการยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดี มีแต่เป็นการรบก่อนและหลังจากสมรภูมิครั้งนั้น

ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ปัญหาสำคัญที่ แพตตัน เผชิญอยู่ตลอดนั้น ไม่ใช่ทหารกองทัพเยอรมันที่เก่งกาจภายใต้การนำของ จอมพลรอม

เมล หรือแม่ทัพเยอรมันรายใด แต่กลับเป็นปัญหาทางด้านการเมืองในระหว่างประเทศสัมพันธมิตรด้วยกัน ที่ทำให้กองทัพอเมริกัน

ต้องถูกสั่งให้เล่นบทเป็นพระรองพี่เลี้ยงแก่กองทัพอังกฤษซึ่งมี จอมพลมอนต์โกเมอรี่ เป็นแม่ทัพคนสำคัญ และยังต้องคอยเอาใจ

รัสเซีย ทั้งๆ ที่มีระบอบการเมืองแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ความขัดแย้งและแก่งแย่งแข่งดีระหว่าง นายพลแพตตัน แห่งสหรัฐอเมริกา และ จอมพลมอนต์โกเมอร์รี่ แห่งอังกฤษ นับเป็นประเด็น

สำคัญประเด็นหนึ่งในประวัติศาสตร์การรบใน สงครามโลกครั้งที่สอง ตามที่ปรากฏในเรื่อง Patton นี้ การรบครั้งสำคัญที่ทำให้ แพต

ตัน ขัดแย้งกับ มอนต์โกเมอร์รี่ อย่างรุนแรง คือการรบบนเกาซิซิลี ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของอิตาลี เป็นกุญแจสำคัญของพันธมิตรใน

การนำทัพเข้าสู่แผ่นดินใหญ่ของอิตาลี ซึ่ง แพตตัน ไม่ยินยอมที่จะเป็นเพียงพี่เลี้ยงป้องกันทางปีกให้กับกองทัพอังกฤษ แต่ได้ยอม

ขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาในการทำตามแผนการรบของตนเพื่อที่จะทำให้ตนเองสามารถยึดเป้าหมายหลักของเกาะให้ได้ก่อน มอนต์โก

เมอร์รี่

ผลของความเชื่อมั่นและทรนงตนของ แพตตัน นั้น แม้ว่าจะทำให้ตนเองประสบความสำเร็จเหนือ มอนต์โกเมอร์รี่ สมใจอยาก แต่ก็

ต้องแลกด้วยความขุ่นข้องหมองใจของเพื่อนฝูงและผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยเช่นกัน ไม่เว้นแม้กระทั่ง นายพล โอมาร์ แบรดลี่ย์ เพื่อน

สนิทที่รบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา และที่ร้ายกว่านั้น แพตตัน ได้ถึงกับลงไม้ลงมือตบทหารในเต็นท์พยาบาลเพราะว่านายคนนั้นไม่ได้

รับบาดเจ็บ “ทางกาย” แต่อย่างใด และลงความเห็นว่าทหารผู้นั้น “ขี้ขลาด” แล้วสั่งให้สั่งทหารผู้นั้นกลับเข้าสู่สนามรบทันที

หนังสือพิมพ์อเมริกันได้ลงข่าวประณาม แพตตัน อย่างมากมาย ทำให้นายพลไอเซนฮาวร์ สั่งให้ แพตตัน ขอโทษ ผู้ใต้บังคับบัญชา

ทั้งกองทัพ จากนั้นได้ย้าย แพตตัน มาอยู่ในประเทศอังกฤษ และมอบหมายงานที่อัปยศในความรู้สึกของแพตตันอย่างมาก คือการ

คุมกำลังส่วนที่จะล่อหลอกให้กองทัพเยอรมันเข้าใจว่าสัมพันธมิตรจะยกพลขึ้นบกที่เมืองคาเล่ ซึ่งเป็นจุดที่อยู่ใกล้กับเกาะอังกฤษ

มากที่สุด อันจะทำให้การยกพลขึ้นบกจริงๆ ที่นอร์มังดีสะดวกยิ่งขึ้น

หลังจากสัมพันธมิตรขึ้นบกที่ฝรั่งเศสได้แล้ว แพตตัน ได้มารับตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพที่ 3 ของสหรัฐฯ โดยอยู่ภายใต้การบังคับ

บัญชาของ นายพลแบรดลี่ย์ เพื่อนเก่าที่เคยแต่เป็นลูกน้องแพตตันมาตลอด ซึ่งแพตตันก็ยินยอมแต่โดยดีเพราะต้องการทำศึก

ลบล้างความผิด และ แพตตัน ก็สามารถผลักดันให้การรบของสัมพันธมิตรคืบหน้าไปมาก แม้ว่าต่อมา กองทัพของ แพตตัน จะต้อง

ชงักงันลงในช่วงหนึ่งเพราะปัญหาการเมืองที่สัมพันธมิตรต้องเอาโควต้าน้ำมันของ แพตตัน ไปสนับสนุนกองทัพอังกฤษในการ

ทำลายฐานจรวดของเยอรมัน แต่เมื่อเยอรมันเปิดฉากการรุกใหญ่ใน The Battle of the Bulge ทางตอนเหนือที่นายพลมอนต์โกเม

อร์รี่รับผิดชอบอยู่ ก็เป็นโอกาสให้แพตตันสร้างความชอบในการนำทัพขึ้นไปช่วยเหลือกองพลพลร่ม 101 ของสหรัฐฯ ที่ถูกปิดล้อม

ในเมืองบาสตองก์อันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ นอกจาก แพตตัน กับกองทัพที่ 3 จะลงทุนอดหลับอดนอนเดินทัพกันทั้งวันทั้งคืน

แล้ว ยังได้ให้ทหารอนุศาสนาจารย์เขียนบทสวดมนต์ขอพรพระเจ้าให้หิมะหยุดตกด้วย หากพระเจ้ามีจริงแล้ว คำถามที่ว่า “พระเจ้า

อยู่ฝ่ายไหน?” ในเรื่อง The Longest Day คงได้รับคำตอบแล้วในเรื่อง Patton นี้เอง เพราะคำสวดดังกล่าวได้ผล ทำให้เครื่องบิน

สัมพันธมิตรสามารถสนับสนุนการรบภาคพื้นดินได้อีกครั้ง จนได้รับชัยชนะในที่สุด

ประการแรก เรื่อง Patton นี้ก็คล้ายกับภาพยนตร์ในช่วงปี 60-70 หลายเรื่องที่ไม่สามารถนำรถถังและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในยุค

สงครามโลกจริงๆ มาเข้าฉากได้ และจำต้องเอาอาวุธสมัยหลังมาเข้าฉาก ดังที่วิกิพีเดียล้อว่า เรื่อง Patton ได้นำรถถัง M47 และ

M48 ซึ่งเป็นรถถังสมัยหลังที่มีชื่อเรียกว่า “Patton” ตามชื่อของท่านนายพลผู้นี้มาเข้าฉากทั้งในฝ่ายสัมพันธมิตรและเยอรมัน

ถัดมา ในเรื่องดูเหมือนจะเน้นไปที่ความสัมพันธ์ระหว่าง แพตตัน กับ แบรดลี่ย์ ค่อนข้างมาก โดยไม่ได้มีผู้ใดแสดงเป็น นายพลไอ

เซนฮาวร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของสัมพันธมิตรในยุโรปเลย มีแต่พูดถึงว่า ไอก์อย่างนั้น ไอก์อย่างนี้ อย่างไรก็ตาม ในวิกิพีเดียได้

กล่าวในประวัติของ แพตตัน ว่า ครอบครัวของ นายพลไอเซนฮาวร์ และครอบครัวของ แพตตัน นั้นมีความสนิทสนมกันมาก นี่จึงเป็น

อีกสาเหตุหนึ่งที่ แพตตัน ได้รับความไว้วางใจจากสัมพันธมิตรนอกเหนือจากความสามารถ และยังทำให้ แพตตัน ไม่ถูกลงโทษถึง

ขั้นถูกส่งตัวกลับสหรัฐฯ จากความผิดฐานตบทหารที่ซิซิลีด้วย พูดถึงกรณีตบทหารแล้ว ในวิกิพีเดียยังกล่าวด้วยว่า ทหารที่ถูกตบนั้น

มีสองคน ไม่ใช่คนเดียวอย่างในเรื่อง

ตัวผู้แสดงต่างๆ ไม่ว่า แพตตัน แบรดลี่ย์ มอนต์โกเมอร์รี่ นั้น ก็นับว่าหน้าตาใกล้เคียงกับตัวจริงในประวัติศาสตร์ แต่ที่ผิดคาดมากๆ

คือผู้แสดงเป็น จอมพลรอมเมล นั้น กลับกลายเป็นหนุ่มหล่อเฟี้ยว แทนที่จะเป็นชายวัยกลางคนค่อนข้างเตี้ย (สำหรับฝรั่ง) ศีรษะเถิก

คนที่หน้าตาคล้าย รอมเมล มากกว่า ได้แก่ ผู้แสดงเป็น รอมเมล ใน The Longest Day และผู้ที่แสดงเป็นผู้พันโคนิค ใน

เรื่อง Enemy at the Gates ซึ่งอาจเป็นดาราคนละยุคกับตอนสร้างหนังเรื่องนี้ แต่ยังไงก็น่าจะคัดตัวให้มากกว่านี้ซักหน่อยนะครับ

ประเด็นที่คาใจกันมากๆ คือเรื่องจุดจบของ แพตตัน ในเรื่อง แพตตัน ซึ่งมีหน้าที่ดูแลประเทศเยอรมันหลังสงครามได้กลับมาเป็นคน

ปากกล้าวิจารณ์นู่นนี่จนมีคำสั่งเรียกตัวกลับสหรัฐฯ ในที่สุด ในหนังได้แต่งเรื่องว่า หลังจากร่ำลาใครต่อใครถ้วนหน้าแล้ว แพตตัน ได้

รอดจากอุบัติเหตุเกวียนพุ่งเข้าใส่อย่างหวุดหวิด แล้วก็ได้พาสุนัขไปเดินเล่นในทุ่งหญ้าก่อนจะไปกินข้าวมื้อสุดท้ายกับ แบรดลี่ย์ แต่

ตามประวัติศาสตร์จริงนั้น แพตตัน เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทำนองนี้ในเดือนธันวาคม 1945 (พ.ศ.2488) ซึ่งการจะสร้างหนังให้พระเอก

ตายตอนจบแบบตรงตามประวัติศาสตร์ก็ไม่น่าจะเป็นการเสียหายอะไรเลย

ดูหนังฟรี

ภาพยนต์เรื่อง A Separation ความขัดแย้งในหน่วยเล็กที่สุดอย่างครอบครัว

A Separation อิหร่านในม่านฝุ่น

A Separation
A Separation อิหร่านในม่านฝุ่น “ในช่วงเวลานี้ ชาวอิหร่าน ทั้งโลก กำลังเฝ้า พวกเรา อยู่ผม

จินตนาการว่า พวกเขา กำลังจะมีความสบาย เป็นอย่างยิ่ง พวกเขา มิได้ เป็นสุข เพียงแค่ เพราะ

นี่ เป็นรางวัลสำคัญ หรือเพียงแค่ด้วยเหตุว่า เป็น ภาพยนตร์ จากประเทศอิหร่าน หรือเป็น คนทำ

หนังชาว ประเทศอิหร่าน แต่ว่าเป็น เพราะ ในตอนที่ นักการเมืองต่างเอ๋ยถึงประเทศอิหร่าน ใน

ทาง มุมเกี่ยวกับ การสู้รบ การคุ กคาม รวมทั้งความนิสัยไม่ดี ประเทศอิหร่าน ได้ถูก พูดถึงตรงนี้,

ที่ตรงนี้ ผ่าน วัฒนธรรม ที่เจริญ รวมทั้งดั้งเดิม ซึ่ง ถูกซุกซ่อน อยู่ภายใต้ ผง แน่นหนาของ

การบ้านการเมือง ผมมี ความภูมิใจ เป็นอย่างยิ่ง ที่จะมอบ รางวัล นี้ให้ กับผู้คน ในประเทศ ของ

ผม , ผู้คน ซึ่งเคารพนับถือ วัฒนธรรม ทุก แบบ และไม่สารภาพ ใน ความ เป็น ปรปั้กษ์ รวมทั้ง

ความลำบากใจ”

นี่คือสิ่งที่ ผู้กำกับ อัสการ์ ฟาร์ฮาดี บอกบน เวทีประกาศ ผลรางวัลออสการ์ เมื่อA Separation

ได้รับรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนต์ ภาษาต่างชาติ เยี่ยมที่สุดปี2012 แล้วก็บล็อกเกอร์ ผู้คน

จำนวนไม่ใช้น้อย ออกมา เชิดชูว่าเป็นคำปราศรัยขอบคุณมาก ที่ ยอดเยี่ยม ใน งาน ประกาศ ผล

รางวัล ออสการ์ปีนี้ คำปราศรัย ของ ฟาร์ฮาคี ก็เช่นเดียวกับ ภาพยนตร์ ของ ฟาร์ฮาดี ที่ ไม่ได้

จู่โจมรัฐบาล อนุรักษ์นิยม อิสลาม อย่าง เผ็ดร้อน แม้กระนั้น กล่าวถึงชีวิต ของคนเรา ปกติ, ผู้ซึ่ง

พากเพียร จะ ดำรงชีวิต ใน ทุกๆวัน ให้ พ้น ไป อย่าง ปกติ แต่ว่า ความต้องการ เพียงเท่านั้น ก็ไม่

บางทีอาจ เป็นจริง ได้อย่างสะดวกสบาย ภายใต้ สภาพสังคม การบ้านการเมือง ซึ่งมีแต่ ความ

ไม่แน่นอน

A Separation เปิดเรื่องด้วยฉากที่ Nader กับ Simin นั่งต่อหน้าตุลาการโดย Simin เพียร

พยายาม จะ บอกเหตุผล ว่าที่ คุณ อยาก หย่ากับ Nader เป็นเพราะเหตุว่า คุณ ต้องการจะ

ายไป อยู่ ต่างแดน แม้กระนั้น Naderไม่ได้อยากทิ้งบิดาที่ เป็นโรค อัลไซเมอร์ไว้เพียงคนเดียว

และไม่ ต้องการที่จะให้ Termehบุตรสาว วัย 11 ปี ไปอยู่ กับ คุณ ด้วยเหมือนกันA

Separation บางครั้งก็อาจจะไม่มี ภาพ การ ต่อต้านรัฐบาล อนุรักษ์นิยม ของขบวนนักปราชญ์

และก็ คนวัยหนุ่มสาว หัวก้าวหน้า A Separation บางทีอาจจะไม่มี ภาพ การเข้จับกุม ผู้ไม่เห็น

พ้องกับรัฐบาล A Separation บางทีก็อาจจะไม่มีภาพ การควบคุม สื่อ อย่างเข้มงวด แม้กระนั้น

พวกเรา จะ มองเห็น

ความเพียรพยายาม ของ Simin ผู้ซึ่งดิ้นรน หา วิถีทาง ไปดำเนินชีวิต อยู่ เมืองนอก ในตอนที่

ประเทศอิหร่าน เต็มไปด้วย ความสับสนวุ่นวาย ทางด้านการเมือง ผู้ชม บางทีก็อาจจะ มองไม่

เห็น บรรยากาศ พวกนั้น ปรากฏ อยู่ ในรูปภาพ ยนตร์ แต่ว่า ทราบ ได้ว่าเป็น แรงบันดาลใจ ที่

ทำให้ นักแสดงต้องการออก ไป จากประเทศนี้ แล้วก็โน่นเป็น จุดเริ่ม ของ เรื่องราว ทั้งผอง

อัสการ์ ฟาร์ฮาดีฉายให้เห็นภาพการปะทะกันระหว่างชนชั้นและการปะทะกันระหว่างวิธีคิดทาง

ศาสนาแบบดั้งเดิมกับวิถีชีวิตในโลกสมัยใหม่ ผ่านตัวละครที่เป็นชนชั้นกลางระดับบนและชนชั้น

ล่างผู้ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงอย่างเตหะรานที่มีประชากรมากกว่า 8 ล้านคน ต่างจากหนัง

อิหร่านยุค 90’s ซึ่งนิยมใช้ภาพชีวิตของผู้คนในชนบทถ่ายทอดปัญหาสังคมการเมือง แต่ผู้

กำกับอิหร่านยุคใหม่มักจะเลือกเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในสังคมเมืองร่วมสมัย   แม้เส้นเรื่องหลักของ

A Separation จะเล่าถึงข้อพิพาทระหว่างสองครอบครัวที่แตกต่างกันทั้งฐานะและสถานภาพ

ในสังคม แต่จุดร่วมของสองครอบครัวคือทั้งสองครอบครัวต่างดิ้นรนอย่างสิ้นหวังที่จะมีชีวิตที่ดี

กว่าภายใต้สภาพสังคมอิหร่านที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ชนชั้นกลางระดับบนพยายามดิ้นรนเพื่อ

อพยพไปอยู่ต่างประเทศจนนำมาซึ่งความแตกร้าวในครอบครัวอย่างไม่มีทางเยียวยา ในขณะที่

ชนชั้นล่างต้องพยายามมีชีวิตอยู่รอดให้ได้ในโลกทุนนิยมสมัยใหม่และต้องพยายามปฏิบัติตน

อย่างเคร่งครัดในฐานะมุสลิมที่ดีไปในเวลาเดียวกัน (ฉากที่เผยให้เห็นความลักลั่นได้ชัดเจน

ที่สุดคือ ฉากที่ตัวละคร Razieh ซึ่งเป็นแม่บ้านที่ Nader จ้างมาดูแลพ่อ ต้องโทรไปขอคำ

ปรึกษาทางศาสนาว่าการอาบน้ำให้ชายชราเป็นสิ่งที่บาปหรือไม่)  ความชาญฉลาดของ A

Separation คือการเผยให้เห็นบริบทของสังคมอิหร่านโดยไม่ต้องชี้นิ้ววิพากษ์วิจารณ์

โดยตรง เพราะการกระทำเช่นนั้นนอกจากจะสร้างความขุ่นเคืองให้รัฐบาลอนุรักษ์นิยมของ

ประธานาธิบดีอาห์มะดีเนจาดแล้ว ตัวผู้กำกับเองก็อาจจะถูกจับโยนเข้าคุกด้วยข้อหาบ่อนทำลาย

ความมั่นคงของชาติและศาสนาอย่างเช่นที่ผู้กำกับจาฟาร์ ปานาฮี ถูกสั่งจำคุก 6 ปีและเพิกถอน

ใบอนุญาตทำหนังนานถึง 20 ปี เมื่อปานาฮีทำหนังเรียกร้องสิทธิสตรีเรื่อง Offside

A Separation เล่าเรื่องความขัดแย้งในหน่วยเล็กที่สุดอย่างครอบครัวด้วยสไตล์สมจริงแบบ

หนังสัจจนิยม(Realism) แต่ท้ายที่สุดแล้ว หนังเผยให้เห็นความเจ็บปวดซึ่งผู้คนในสังคมอัน

กดทับต้องเผชิญอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ยิ่งไปกว่านั้น A Separation ได้ตั้งคำถามกับความเป็น

มนุษย์ของคนดูซ้ำแล้วซ้ำเล่าผ่านสถานการณ์บีบหัวใจที่ทำให้คนดูต้องถามตัวเองเช่นกันว่า

“ถ้าเราอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น – เราจะทำอย่างไร?”

ภาพยนตร์ของฟาร์ฮาดีก็เหมือนกับสุนทรพจน์ของฟาร์ฮาดีบนเวทีออสการ์ เขาไม่ได้เผชิญหน้า

หรือปะทะกับผู้ปกครองที่ใช้อำนาจลิดรอนเสรีภาพของประชาชนโดยตรง แต่ฟาร์ฮาดีกำลังทำ

หน้าที่ของศิลปิน นั่นคือการส่งเสียงให้โลกได้รู้ว่า ณ ที่นี่, ตรงนี้, นอกจากประเด็นนิวเคลียร์บน

โต๊ะเจรจาระหว่างประเทศ นอกจากรัฐบาลอนุรักษ์นิยมที่ตะวันตกอาจมองว่าเป็นภัยคุกคาม

สันติภาพของโลก ณ ที่นี่, ตรงนี้, อิหร่านยังเป็นประเทศที่ประกอบด้วยผู้คนธรรมดา, ผู้ซึ่ง

พยายามใช้ชีวิตในแต่ละวันให้ผ่านพ้นไปอย่างดีที่สุด ผู้คนธรรมดา, ผู้ซึ่งสับสนกับสิ่งที่เป็นอยู่

แต่ไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร ผู้คนธรรมดา, ผู้ซึ่งต้องแบกรับความเจ็บปวดส่วนตัวไปเพียง

ลำพัง, ทั้งที่ความเจ็บปวดนั้นอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของบาดแผลใหญ่ที่กำลังกัดกินทั้งสังคม

ดูหนังออนไลน์ hd

Psycho สุดยอดภาพยนตร์สยองขวัญ

Psycho ภาพยนตร์แนวระทึกขวัญจิตวิทยา

Psycho

Psycho ภาพยนตร์แนวระทึกขวัญจิตวิทยา เรื่องที่โด่งดังและเป็นที่กล่าวขานมากที่สุดของอัลเฟร็ด ฮิตช์ค็อก สร้างจากนวนิยายของ โรเบิร์ต บล็อช เป็นภาพยนตร์ขาวดำ ความยาว 109 นาที ฉายในปี ค.ศ. 1960 และในประเทศไทยในปีถัดมา โดยไม่มีชื่อภาษาไทย และได้กลับมาสร้างใหม่ในปี ค.ศ. 1998 ในชื่อเดียวกัน

ยอดผู้กำกับชาวอังกฤษสร้าง Psycho มาจากนวนิยายของโรเบิร์ต บลอชซึ่งได้รับบันดาลใจมาจากชีวิตของนักฆ่าต่อเนื่องอภิมหาโรคจิตซึ่งมีตัวตนอยู่จริง ๆ คือเอ็ด ไกน์ (ซึ่งก็เป็นแรงบันดาลใจสำหรับตัวละครที่ชื่อ บิล ฆาตกรถลกหนังคนใน The Silence of The Lambs อีกด้วย)   ภาพยนตร์เริ่มต้นก็ท้าทายแผนกเซ็นเซอร์โดยให้

มีฉากกอดจูบกันบนเตียงระหว่างมาเรียน เครน (เจเนต์ ลีห์) กับแซม ลูมีส์ (จอห์น กาวิน) จากบทสนทนาของคนทั้งคู่แสดงว่าฝ่ายหญิงอยากจะแต่งงานกับฝ่ายชาย แต่ว่ามีอุปสรรคคือฝ่ายชายฐานะไม่ดีเป็นหนี้เป็นสินแถมยังต้องหาเงินเป็นค่าเลี้ยงดูภรรยาเก่าซึ่งเพิ่งหย่าร้างกัน เครนนั้นเป็นเลขานุการในบริษัทแห่งหนึ่งที่บังเอิญว่าวัน

หนึ่งเจ้านายนำเงินจำนวนสี่หมื่นเหรียญสหรัฐฯมอบให้เธอไปฝากธนาคาร เธอจึงตัดสินใจเชิดเงินหนีไป  จากนั้นก็ขับรถข้ามรัฐคือจากอาริโซนาไปแคลิฟอร์เนียซึ่งชู้รักของเธอเปิดกิจการร้านค้าอยู่ เมื่อตกเย็น ฝนที่กระหน่ำลง

มาทำให้เธอขับรถหลงไปยังถนนอีกเส้นหนึ่งและได้เข้าพักกับโรงแรมขนาดเล็ก 12 ห้องที่ไร้แขกเข้าพักชื่อว่า เบทส์ โมเต็ล และยังมีบ้านไม้หลังใหญ่ตั้งอยู่บนเนินใกล้ ๆ เจ้าของเป็นชายหนุ่มแนะนำตัวเองว่านอร์แมน เบทส์

(แอนโทนี เพอร์กินส์) ทั้งคู่โอภาปราศรัยกันอย่างดีและมาเรียนก็ได้ทราบว่าเขามีแม่ที่ชราพักอาศัยอยู่ด้วยกันที่บ้านไม้แห่งนั้น เธอขอตัวเข้าพักในห้องหมายเลข 1  ขณะกำลังมีความสุขกับการอาบน้ำฝักบัวอยู่นั้น ก็มีผู้หญิงลึกลับเข้ามาใช้มีดจ้วงแทงมาเรียนแบบไม่ยั้งจนเสียชีวิตและฆาตกรก็หนีไปโดยไม่แตะต้องเงินแม้แต่น้อย

อย่างไรก็ตามบริษัทของเธอก็ได้ส่งนักสืบมาติดต่อกับน้องสาวของมาเรียนคือไลล่า แครน (วีรา ไมล์)และแซมเพื่อตามหามาเรียน และนักสืบเป็นคนแรกที่ตามจนพบร่องรอยของมาเรียนในโรงแรมของเบทส์ ทว่าขณะที่เขาเข้าไปในบ้านไม้หลังนั้นเขาก็ถูกฆาตกรคนเดิม ใช้มีดอันเดิมแทงจนตกบันไดเสียชีวิต ไลลาและแซมไม่ได้รับ

การติดต่อจากนักสืบตามที่นัดหมายไว้ทางโทรศัพท์จึงตัดสินใจไปค้นหามาเรียนและก็ได้พบความลับอันน่ากลัวในโรงแรมและบ้านแห่งนั้น…

ฮิตช์ค็อกตัดสินใจให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นขาวดำทั้งที่ภาพยนตร์ในปลายทศวรรษที่ 50 และ 60 เริ่มกลายเป็นสีกันไปเกือบหมดก็เพราะไม่ต้องการให้ภาพยนตร์สยดสยองจนเกินไปและเป็นการประหยัดค่าทำภาพยนตร์ไปในตัวทว่ากลับทำให้ภาพยนตร์ดูลึกลับน่ากลัวด้วยท่านเซอร์เก่งกาจในการสร้างบรรยากาศให้คนดูรู้สึกกดดันไม่ว่า

บ้านไม้ 3 ชั้นของเบทส์ซึ่งถูกสร้างมาเพื่อถ่ายทำภาพยนตร์ซึ่งเป็นเงาตะคุ่มๆ ดูไม่น่าไว้ใจ หรือแสงเงาต่างๆ จากเครื่องประดับภายในโรงแรมเช่นนกที่ถูกสตาฟฟ์ไว้ดูเหมือนกำลังโผเข้าคุกคามมนุษย์ (ซึ่งฮิตช์ค็อกได้พัฒนาเป็นเรื่อง The Birds ในปี 1963) คนที่ชอบดูภาพยนตร์ไทยก็จะบอกได้ว่าคนทำเรื่องเดอะชัตเตอร์ได้รับแรง

บันดาลใจจากฮิตช์ค็อกในการสร้างบรรยากาศหลอน ๆ ได้อย่างไม่ปิดบัง (การที่แม่เก็บศพของแสงดาวไว้ก็คือมรดกของฮิตช์ค็อกนั้นเอง) สิ่งหนึ่งที่ทำให้ภาพยนตร์ดูน่ากลัวเป็นทวีคูณก็คือเสียงสีไวโอลินที่ดังถี่ขึ้นขณะที่ภาพยนตร์เข้าถึงจุดสุดยอดทางอารมณ์ อันนี้เป็นผลงานของเบอร์นาร์ด แฮร์มันน์ นักแต่งเพลงคู่บุญของฮิตช์ค็อกที่แต่งเพลงให้ภาพยนตร์ของเขาหลายเรื่อง

นอกจากนี้ลักษณะเด่นประการหนึ่งของฮิตช์ค็อกซึ่งสะท้อนมาในเรื่องนี้คือให้ผู้ร้ายเป็นคนดูดีมีเสน่ห์ อย่างเช่น Shadow of Doubt ,Rope, Strangers on a Train อย่าง Psycho ภาคหนังสือนั้น นอร์แมน เบทส์ที่จริงเป็นชายร่างอ้วนฉุอายุประมาณเกือบ 40 ท่าทางเหมือนคนปัญญานิ่ม  (ดังนั้น Psychoในเวอร์ชั่นใหม่ของกัส แวนแซนท์เมื่อปี 1998 จึงซื่อสัตย์ต่อนวนิยายมากกว่าแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไรนัก เพราะคนยังติดภาพของเบทส์

ตามแบบฮิตช์ค็อก) แต่ในภาคภาพยนตร์ ฮิตช์ค็อกกลับให้เบทส์เป็นชายหนุ่มอายุประมาณ 20  ต้นๆ ผอมสูงหน้าตาหล่อคม พูดจาฉะฉาน แต่เราต้องยกย่องเพอร์กินส์ ผู้รับบทเบทส์ที่สามารถเปล่งประกายของความผิดปกติทางจิตออกมาได้ เช่นชอบกินลูกกวาดไปด้วยคุยไปด้วย ซึ่งนิสัยเช่นนี้เพอร์กินส์คิดขึ้นมาเองไม่ใช่คนเขียน

บท รวมไปถึงมาเรียนซึ่งเป็นหัวขโมยก็เป็นคนสวยและมีเสน่ห์ทางเพศ ในขณะที่ตำรวจในเกือบทุกเรื่องของฮิตช์ค็อกดูลึกลับไม่น่าไว้ใจอย่างเช่นตอนที่มาเรียน จอดรถและนอนหลับในรถตอนกลางวัน เนื่องจากขับรถอย่างยาวนานในช่วงกลางคืน ฮิตช์ค็อกได้สร้างความตื่นเต้นให้กับคนดู ซึ่งเผลอเอาใจช่วยมาเรียนโดยการให้ตำรวจ

ทางหลวงมาสะกิดให้เธอตื่น ถึงแม้จะไม่มีการจับกุม แต่ตำรวจซึ่งใส่แว่นดำท่าทางไม่น่าไว้ใจคนนั้นก็ตามมาเรียนไปด้วยความสงสัยว่าทำไมเธอจึงลุกลี้ลุกลนเช่นนั้น แต่เขาก็หยุดตามเมื่อมาเรียนเอารถของเธอไปขายแลกกับรถเก่าที่เต้นท์รถและขับรถต่อไป สิ่งนี้ย่อมทำให้ภาพยนตร์ของฮิตช์ค็อกมีเสน่ห์กว่าภาพยนตร์ทั่วไปเพราะจะ

ทำให้เกิดการได้ลุ้นของคนดูระหว่างฝ่ายคนชั่วที่ชาญฉลาดและฝ่ายคนดีที่มีลักษณะแบบพื้นๆ แต่ลักษณะหนึ่งของภาพยนตร์กระแสหลักที่ฮิตช์ค็อกไม่สามารถฝืนได้ก็คือ ผู้ร้ายตอนจบต้องติดคุกหรือตาย และตำรวจก็จะมาสะสางคลายปมในตอนจบ และที่แน่ๆ  ฮิตช์ค็อกแทบไม่ให้พระเอกของเขาเป็นตำรวจเท่าไรนัก

Psycho ประสบความสำเร็จสูงสุดทั้งเงินและกล่อง ทำให้ฮิตช์ค็อกกลายเป็นมหาเศรษฐีไปในพริบตา ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้รับการจัดอันดับจากหลายสถาบันให้เป็นภาพนตร์สยองขวัญที่ดีที่สุดตลอดกาลแม้แต่ The Silence of The Lambs (1991) ขวัญใจของใครหลายคน ก็มิอาจเอาชนะได้ และฉากหลายฉากเช่นการฆ่ามา

เรียนในห้องน้ำกลายเป็นตำนานหนึ่งของวัฒนธรรมประชานิยมแบบอเมริกัน ภาพยนตร์แนวฆาตกรรมยังลอกเลียนแบบกลยุทธ์เช่นนี้มาใช้กันจนถึงทุกวัน แม้ Psycho จะถูกเสนอเข้าชิงรางวัลออสการ์แค่ 4  สาขาและพลาดหมดได้ก็ยังมีคนทำภาคต่ออีก 3 ภาคซึ่งได้รับการโจมตีว่าด้อยกว่าภาคแรกทั้งสิ้น Psycho ภาคแรกยังมีอิทธิพล

ต่อภาพยนตร์หลายเรื่องที่คนรุ่นใหม่จะรู้จักกันดีก็ได้แก่เรื่อง Identity , Secret Window หรือ Vacancy  ทั้งในทศวรรษที่ 80 เมื่อไม่นานมานี้ก็มีการสร้างเป็นภาพยนตร์ทางโทรทัศน์อย่าง Bates Motel ซึ่งบรรยายชีวิตของเบทส์และแม่ในช่วงเหตุการณ์ก่อนภาพยนตร์ Psycho ที่สำคัญ ภาพยนตร์แนวสยองขวัญที่แอบอิงแนวคิดของท่านเซอร์ก็จะมีมาอีกเรื่อยๆ ในอนาคต แม้ว่าผู้ชมจะสามารถพอเดาจุดจบของเรื่องได้บ้างก็ตาม

ภาพยนตร์ของฮิชต์ค็อกยังเป็นสัญลักษณ์ของความอ่อนล้าของระบบเซ็นเซอร์ภาพยนตร์อเมริกันซึ่งเคยเข้มงวดอย่างมากในทศวรรษที่ 40 และ 50  ภาพการฆ่าอย่างโหดเหี้ยมเห็นเลือดหรืออวัยวะบางส่วนของผู้หญิงโดยเฉพาะของมาเรียนตอนถูกมีดแทงขณะอาบน้ำ (ที่จริงไม่มีการสัมผัสกันระหว่างมีดกับเนื้อตัวของผู้แสดงแต่ด้วย

ความสามารถในการจัดมุมกล้องและการตัดต่อทำให้ดูสมจริง) ซึ่งทำให้คนดูถึงกลับลมจับในโรงภาพยนตร์ แน่นอนว่าย่อมถูกประณามก่นด่าโดยกลุ่มเคร่งศาสนา หรือรวมไปถึงพวกต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีในปลายทศวรรษที่ 60 ด้วยว่าเป็นการแสดงออกถึงการเกลียดผู้หญิงแบบสุดโต่งของฮิตช์ค็อก เช่นเดียวกับบุคลิกด้านลบของผู้หญิง

ในเรื่องนี้ที่นอกจากมาเรียนซึ่งเป็นคนละโมบ ขี้ขโมย แล้วยังรวมถึงแม่ของนอร์แมน เบทส์ซึ่งแม้จะไม่มีภาพของเธอเลยแต่ก็แสดงถึงความเป็นแม่ที่รักและครอบงำลูกมากเกินไป

แต่ Psycho กลับถูกออกฉายจนเป็นภาพยนตร์สุดคลาสสิกและยังเป็นเหมือนกับตัวจุดประกายให้ฮอลลีวู้ดกล้าสร้างภาพยนตร์ประเภทเลือดกระฉูด เนื้อกระจาย มากขึ้นและในปลายทศวรรษที่ 60  สถาบันภาพยนตร์อเมริกันก็นำระบบจัดเรตติ้งให้กับผู้ชม อันนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของแผนกเซ็นเซอร์ไทยที่ใช้กรรไกรตัดแหลกหรือ

สร้างภาพเบลอแม้แต่แค่ตอนปืนจ่อหัวหรือมีดโกนปาดคอจนกลายเป็นการทำลายตัวภาพยนตร์ไปแนวคิดสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้ซึ่งมาเฉลยในตอนจบของเรื่องโดยจิตแพทย์ (ดูน่าเบื่อเหมือนการบรรยา

วิชาการ) ซึ่งทำให้ตัวละครในภาพยนตร์และทุกคนในโรงภาพยนตร์อึ้งกันทั่วหน้าก็คือทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ที่ว่าด้วยปมโอดิปุส (Oedipus complex) นั้นคือปมที่ลูกชายในวัยเด็กเกิดความรักและความปรารถนาจะ

ครอบครองผู้เป็นแม่ ส่วนพ่อนั้นเป็นคู่แข่งที่เขาต้องพยายามเลียนแบบเพื่อเอาชนะ แต่เมื่อเด็กชายโตขึ้นก็จะสามารถคลี่คลายความรู้สึกเช่นนี้ไปให้กับคนอื่นแทน อย่างเช่นกรณีของเบทส์นั้น พ่อของเขาเสียชีวิต แม่ของเขาจึงรักและทะนุถนอมเขาแบบไข่ในหิน ในโลกของเบทส์ที่มีแค่เขาและแม่  (หากอยากจะเห็นเป็นรูปเป็นร่าง

ลองไปหา Psycho 4: The Beginning มาดูได้) แต่แล้วโลกของเขาก็มีผู้รุกรานนั้นคือแฟนใหม่ของแม่ทำให้เบทส์รับไม่ได้จึงใช้ยาพิษฆ่าแม่และแฟนเสีย ด้วยความเสียใจ จิตของเบทส์จึงมีการแบ่งตัวตนออกเป็น 2 ส่วนโดยส่วนหนึ่งคือภาพจำลองของแม่เขาขึ้นมา ในความคิดของเบทส์ แม่ของเขายังคงอยู่ เขาจึงเก็บศพของแม่ไว้

อันเป็นส่วนหนึ่งของจุดไคล์แม็กซ์ที่ทำให้คนดูตกตะลึงกันทั้งโรงและจิตส่วนของแม่ก็ได้เข้ามาลุกล้ำจิตของเขาในบางครั้ง ทั้งคู่มีการสนทนากัน ในภาพยนตร์ซึ่งมีเสียงของแม่แทรกมานั้นแท้ที่จริงคือเสียงที่ดัดของเบทส์เอง

เมื่อเบทส์ได้พบกับมาเรียนชายหนุ่มเกิดความต้องการทางเพศกับหล่อน ทำให้จิตส่วนของแม่เกิดความอิจฉาเลยบงการให้ร่างของเบทส์ ไปฆ่ามาเรียนและฆ่าทุกคนที่ลุกล้ำเข้าในโลกของเขาและเธอ ภาพยนตร์จึงหลอกคนดูได้ตั้งแต่ต้นคือมาเรียนตอนมาเข้าพักในโรงแรมได้ยินเสียงของหญิงชรากำลังทะเลาะกับเบทส์ ทุกคนจึง

เข้าใจว่าเขาอาศัยอยู่กับแม่และแอบเอาใจช่วยเบทส์และมาเรียนให้พ้นจากหญิงชราผู้ชั่วร้าย ฆาตกรที่ใส่ชุดผู้หญิงทำให้ทุกคนเข้าใจว่าเป็นแม่ของเบทส์ทั้งที่เป็นเบทส์ที่เอาชุดของแม่มาใส่ และเมื่อเบทส์มาพบศพของมาเรียนเข้าจึงทำการกลบเกลื่อนหลักฐานโดยการเอาศพใส่รถของเธอและนำไปทิ้งลงน้ำเสีย คนจึงเข้าใจว่าเขา

ช่วยเหลือแม่ของตัวเอง การที่เบทส์ผูกพันกับแม่จนเกินเหตุ (อันเป็นนัยบ่งบอกว่าเหมือนรักร่วมสายเลือดหรือ Incest)  แต่เกิดความรู้สึกทางเพศกับมาเรียนย่อมแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ใช่พวกรักร่วมเพศ และก็ไม่ใช่พวกที่มีความสุขที่ได้แต่งตัวเป็นผู้หญิงหรือ Tranvestism เพราะตัวตนของเขาไม่ได้รู้เรื่องหรือสัมผัสตัวตนของแม่เขาแม้แต่น้อย ในที่สุดหลังจากเบทส์ถูกจับขัง จิตของแม่ก็เข้าครอบงำจิตส่วนของเขาอย่างสิ้นเชิง

ผู้เขียนไม่ประทับใจเล็กน้อยที่ว่าแทนที่ภาพยนตร์จะขึ้น The End หลังจากใบหน้าของเบทส์ที่ถูกทับซ้อนโดยแม่ หายไปแต่กลับรอให้มีภาพของโซ่ที่ดึงรถของมาเรียนออกจากบึง ทำให้ภาพยนตร์ดูเชยๆ อย่างไรก็ไม่ทราบ แต่นั้นเป็นภาพยนตร์ในปี 1960 พอดีไม่ใช่ปี 2008 อาจเป็นความตั้งใจของฮิตช์ค็อกที่จะบอกว่าปมต่างๆ

ของภาพยนตร์ได้คลี่คลายแล้วอย่างสมบูรณ์แล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม Psycho ก็ยังยิ่งใหญ่ว่าภาพยนตร์ปัจจุบันที่เฟ้อไปด้วยเทคนิคคอมพิวเตอร์และเลือดเนื้อที่กระฉูดมากกว่าและคิดว่าในอนาคตคงจะหาภาพยนตร์ที่เทียบเท่ากับ Psycho ได้ยากเย็นนัก

เว็บดูหนังฟรี

ภาพยนตร์แอ็คชั่น – ระทึกขวัญสัญชาติอเมริกันThe Bourne Ultimatum

The Bourne Ultimatum

The Bourne Ultimatum

The Bourne Ultimatum เป็นภาพยนตร์โลดโผนสายลับระทึกขวัญ ลำดับที่ 3 ในภาพยนตร์

ชุด บอร์น กำกับโดยพอล กรีนกราส เขียนบทโดยโทนี กิลรอย, สก็อตต์ ซี. เบินส์และจอร์จ

นอลฟี โดยอิงจากนวนิยายชื่อเดียวกันของรอเบิร์ต ลัดลัม นำแสดงโดยแม็ตต์ เดม่อน, จูเลีย ส

ไตส์, เดวิด สตราแทรนและโจน แอลเลน เข้าฉายในปี 2007

เรื่องย่อ

พวกเรา พบบอร์น ดำรงชีวิต ในฐานะ ชาย ที่ไม่มี ชาติ หรือ อดีตกาล ด้วยเหตุว่าเคยได้รับ การ

ฝึกฝน อย่างมากซึ่ง เข จำไม่ได้ โดย ผู้ที่ เขาไม่เคยทราบว่าเป็นคนใดกันแน่ บอร์นก็เลย แปลง

เป็น มนุษย์ซึ่ง เป็นอาวุธ ร้ายแล้วก็ เปลี่ยนเป็นแผนการที่ หน่วยสืบราชการลับของสหรัฐอเมริกา

ตามร่องรอย ได้ ยากที่สุด นับตั้งแต่ ถูก ช่วย ขึ้นมา จากน้ำ ในสมุทร เมดิเตอร์เรเนี่ย น นอกริมฝั่ง

อิตาลี เมื่อหลายปีก่อนหน้านี้ บอร์นได้ออกตามหา เรื่องจริง ว่าเขา เป็น ผู้ใดกันรวมทั้งเพื่อค้นหา

ตัวผู้ที่สอนให้เขาฆ่าคน

ภายหลัง มาเรีย คนรัก ของเขา ตายไป เนื่องจากว่า ลูกกระสุนปืน นัดหมาย หนึ่งจากมือสังหาร

สั่งที่ บอร์น อยากได้มี เพียงแค่ การแก้เผ็ด เมื่อล้างแค้นได้เสร็จสิ่ง ที่เขาปรารถนา ก็คือ การ

ล่องหน ไป นิรันดร และก็ ลืมชีวิต ที่โดน ลักขโมย ไปแม้กระนั้น เรื่องราว ที่ ปรากฏ เป็นข่าว หน้า

หนึ่ง ใน หนังสือพิมพ์ ของลอนดอนฉบับหนึ่ง ซึ่งพรีเซนเทชั่น การมีตัวตน อยู่ ของเขาจบ ความ

มุ่งหวัง นั้น อย่างสิ้นเชิง แล้วก็บอร์น พบว่า เขา กลายเป็น วัตถุประสงค์ ขึ้นมาอีกรอบเวลานี้

ทรีดสโตน โครงการลับ ยอดเยี่ยม ที่ สร้างยอดเยี่ยม มือสังหาร ผู้นี้ ขึ้นมา ได้ถูกทำลายไปแล้ว

แต่ว่าแล้ว มัน ถูกถือ ขึ้นมา เริ่มใหม่ โดย เป็น โครงงานที่ ชื่อ กางล็คไบรเอ้อ ร์ ของกระทรวง

กลาโหม รวมทั้งได้ สร้างมือสังหาร ที่ผ่าน การฝึกอบรม แบบใหม่ ซึ่งถูก หลบซ่อน ให้ พ้น จาก

สายตา สามัญชนอเมริกัน แล้วก็คน ทั้งโลก สำหรับ พวกเขา แล้ว บอร์น เป็น ภัย รุกราม ที่ มี

ความรู้รอบด้าน ที่ มีค่า ตัว มากถึง $30 ล้าน รวมทั้งเป็น ผู้ที่ จะต้อง ถูก ก่จัดสำหรับบอร์น แล้ว

พวกเขา เป็น เพียงแค่ตัวเชื่อม โยง กับ ชีวิต ที่ เขาพยายาม จะลืม ให้ได้

บอร์น มาถึง สุด สาย จุดหมาย คราวนี้ เขา จะ ไม่ หยุด เพียงแค่ การ ได้ คำมั่นสัญญาปากเปล่า

จาก สมัยก่อน หัวหน้า ของเขา ไหมต่อให้ จะ ฆ่า ผู้ที่ ออกตามล่า ตัว เขาอย่าง ไม่ยินยอม หยุด

หย่อนยาน เพราะเหตุว่า ไม่มี อะไร จะ เสีย อีกแล้ว บอร์นจะ ใช้ทุกๆสิ่งทุกๆอย่าง ที่ เขา เคย ได้

รับ การฝึกอบรมมาและก็ ทุกสัญชาตญาณ ที่ พวกนั้น เคย สอน เขา เพื่อ ตามล่า ผู้ผลิต เขา ขึ้น

มา รวมทั้งจัดแจง ปิดบัญชี ทั้งหมดทั้งปวงความปรารถนา ของ เขา พา เขา เดินทางจาก

มอสโคว์, กรุงปารีส แล้วก็มาดริดไป ถึง ลอน ดอน และก็ แทนเจียร์ เขา จะต้อง หลีกเลียง

ล่อลวง เอาชนะ พวกกางล็คไบรเอ้อ ร์ เจ้าหน้าที่รัฐ รวมทั้งตำรวจ ท้องที่ ด้วย เล่ห์กล ใน ทุกฝีก้

า วที่ เดินไปบน ทางนี้ เพื่อตามหาศาตอบ ของ ปริศนา ที่ตาม หลอก เขามาตลอดรวมทั้งการ

เดินทาง ของ บอร์น จะ นำ เขา ไป ยัง ที่ ซึ่งเรื่อง ทุกๆสิ่งทุกๆอย่างเริ่ม แล้วก็ ที่ซึ่ง มาถึง จุดสิ้น

สุด ซึ่งก็คือถนน ของ นครนิวยอร์ก สิ ตี้

ดูหนังออนไลน์