สมาคมธนาคารไทยหนุนนโยบาย ธปท. เชื่อช่วยระบบแบงก์พาณิชย์

สมาคมธนาคารไทยหนุนนโยบาย ธปท. เชื่อช่วยระบบแบงก์พาณิชย์แข็งแกร่งระยะยาว เป็นเสาหลักดันเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัว

นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ธนาคารพาณิชย์จัดทำแผนบริหารจัดการระดับเงินกองทุนสำหรับระยะ 1-3 ปีข้างหน้า โดยคำนึงถึงแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต และศักยภาพของลูกหนี้ในการทำธุรกิจภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 คลี่คลาย และในระหว่างที่ธนาคารพาณิชย์จัดทำแผนบริหารจัดการระดับเงินกองทุนใหม่นี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยขอให้ธนาคารพาณิชย์งดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานในปี 2563 รวมถึงงดการซื้อหุ้นคืนนั้น เป็นมาตรการเพื่อให้มั่นใจว่า ธนาคารพาณิชย์จะรักษาระดับเงินกองทุนให้เข้มแข็งและรองรับการดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ การงดจ่ายเงินปันผลข้างต้นนั้น จะเป็นเฉพาะเงินปันผลเฉพาะกาล ไม่ใช่การจ่ายเงินปันผลรายปีที่ธนาคารพาณิชย์ยังพิจารณาจ่ายได้ตามสมควร นอกจากนี้ แนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าว ถือว่าสอดคล้องกับความเห็นและแนวทางที่เสนอโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ธนาคารกลางยุโรป และธนาคารกลางอังกฤษ ที่มองว่าธนาคารพาณิชย์ควรให้น้ำหนักกับการสะสมทุนให้เข้มแข็งเพื่อรองรับเหตุการณ์เสี่ยงในภาวะวิกฤตระดับโลก (Pandemic) ในปัจจุบัน ตลอดจนเพื่อให้สามารถทำหน้าที่หลักในการให้สินเชื่อกับภาคธุรกิจและครัวเรือน และรับมือกับภาระการตั้งสำรองสำหรับหนี้ด้อยคุณภาพที่จะเพิ่มขึ้น ด้วยการงดกิจกรรมอื่น ๆ ที่กระทบต่อเงินกองทุน อาทิ การจ่ายเงินปันผล หรือการซื้อหุ้นคืน แม้ระบบธนาคารพาณิชย์ทั้งในสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร จะมีสัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงในปี 2563 สูงถึงร้อยละ 18.4 และกว่าร้อยละ 20 ตามลำดับ ก็ตาม นอกจากนี้ IMF ยังมองว่าทางเลือกดังกล่าวจะส่งผลดีต่อผู้ถือหุ้นและนักลงทุนผ่านผลตอบแทนที่มีโอกาสเพิ่มขึ้น เมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

สำหรับประเทศไทยในปัจจุบัน ระบบธนาคารพาณิชย์ไทย มีระดับเงินกองทุนที่เข้มแข็ง โดย ณ สิ้นเมษายน 2563 ที่ผ่านมา มีเงินกองทุนทั้งสิ้น 2,616,162 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่ร้อยละ 18.9 ซึ่งนับว่ามีความเข้มแข็งกว่าเกณฑ์เงินกองทุนที่ต้องดำรงขั้นต่ำของ ธปท.ที่ร้อยละ 11.0 (ระดับเงินกองทุนขั้นต่ำที่ร้อยละ 8.5 และ Conservation Buffer ร้อยละ 2.5) และสูงกว่ามาตรฐานสากลของ Basel Committee on Banking Supervision (BCBS) ที่ร้อยละ 10.5 ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ก็มีการวางแผนเพื่อบริหารจัดการเงินกองทุนเป็นปกติประจำอยู่แล้ว

นอกจากนี้ ระบบธนาคารพาณิชย์ไทยก็ยังมีสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง ซึ่งเพียงพอสำหรับการดำเนินธุรกิจตามปกติ รวมไปถึงรองรับการชำระคืนเงินฝากแก่ประชาชน ตลอดจนหุ้นกู้ให้แก่นักลงทุน โดยระบบธนาคารพาณิชย์ไทยมีสินทรัพย์สภาพคล่องที่ใกล้เคียงเงินสด อาทิ พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทยและพันธบัตรรัฐบาลถึง 4.38 ล้านล้านบาท ซึ่งเพียงพอที่จะรองรับความต้องการถอนเงินและใช้เงินในระยะสั้นจากทั้งภาครัฐและเอกชน (Liquidity Coverage Ratio: LCR) อีกทั้งยังสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทยถึง 1.8 เท่า  อ่านเพิ่มเติม

MBKET ชง ผถห.ต่ออายุโครงการออกหุ้นกู้ 1 หมื่นล้านบาท

MBKET ชง ผถห.ต่ออายุโครงการออกหุ้นกู้ 1 หมื่นลบ.พร้อมแผนออกหุ้นกู้อนุพันธ์-DW

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) (MBKET) แจ้งว่าที่ประชุมคณะกรรมการเมื่อวานนี้ (22 มิ.ย.) อนุมัติให้เรียกประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2563 ในวันที่ 14 ส.ค.63 โดยมีวาระการประชุมที่สำคัญ ได้แก่ พิจารณาอนุมัติการต่ออายุโครงการออกและเสนอขายหุ้นกู้ จำนวนไม่เกิน 10,000 ล้านบาท หรือในเงินสกุลอื่นในจำนวนเทียบเท่า (ณ ขณะใดขณะหนึ่ง) อายุไม่เกิน 3 ปี

รวมทั้งพิจารณาอนุมัติการออกและเสนอขายหุ้นกู้อนุพันธ์ (Structured Notes) มูลค่ารวมไม่เกิน 4,200 ล้านบาท อายุไม่เกิน 3 ปี โดยหลักทรัพย์อ้างอิง หรือดัชนีอ้างอิง อาจเป็น SET50 Index, SET100 Index, SET Index หรือ หลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นหลักทรัพย์รายตัว กลุ่มของหลักทรัพย์ หรือดัชนีหลักทรัพย์อื่น  อ่านเพิ่มเติม

สอวช. เผยตัวเลขการลงทุน R&D ไทย รอบสำรวจปี 62 เติบโตพุ่ง 1.11% ต่อจีดีพี

สอวช. เผยตัวเลขการลงทุน R&D ไทย รอบสำรวจปี 62 เติบโตพุ่ง 1.11% ต่อจีดีพี คาดหลังประเทศเผชิญโควิด ตัวเลขปรับตัวลดลงอยู่ที่ 1.09% ต่อจีดีพี

สอวช. เผยตัวเลขการลงทุน R&D ไทย รอบสำรวจปี 62 เติบโตพุ่ง 1.11% ต่อจีดีพี คาดหลังประเทศเผชิญโควิด ตัวเลขปรับตัวลดลงอยู่ที่ 1.09% ต่อจีดีพี จากภาคเอกชนลดงบประมาณการลงทุน ชี้ ปี 70 แตะเป้า 2% ได้ หากรัฐขึ้นมาเป็นผู้นำอัดมาตรการส่งเสริมการลงทุนเต็มสูบ

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สอวช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยตัวเลขการลงทุนวิจัยและพัฒนาโดยรวมของไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2554 ในรอบการสำรวจปี 2562 พบว่า เมื่อปี 2561 ประเทศไทยมีการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) จำนวนทั้งสิ้น 182,357 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1.11 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี โดยขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 17.5 ทั้งนี้ ตัวเลขการลงทุนดังกล่าวแบ่งเป็นการลงทุนของภาคเอกชน 142,971 ล้านบาท และเป็นการลงทุนจากภาครัฐ 39,385 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนโดยประมาณร้อยละ 78 และร้อยละ 22 ตามลำดับ

ดร. กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า การเติบโตของตัวเลขการลงทุนวิจัยและพัฒนาของประเทศ ในรอบการสำรวจปี 2562 เป็นตัวเลขที่น่าพึงพอใจ โดยหากพิจารณาเฉพาะการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชน พบว่า มีการลงทุนเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 0.87 ต่อจีดีพี โดยเพิ่มจากรอบสำรวจปีก่อนหน้าที่ภาคเอกชนมีการลงทุน 123,942 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.80 ต่อจีดีพี ส่วนการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของภาครัฐ พบว่า มีการลงทุนเพิ่มขึ้นร้อยละ 27 ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 0.24 ต่อจีดีพี โดยเพิ่มจากรอบสำรวจปีก่อนหน้าที่ภาครัฐมีการลงทุน 31,201 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.20 ต่อจีดีพี ส่วนในด้านบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนานั้น พบว่า มีบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนา 159,507 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 15 หรือคิดเป็น 24 คน ต่อประชากร 10,000 คน ซึ่งแบ่งเป็นบุคลากรที่อยู่ในภาครัฐร้อยละ 33 และอยู่ในภาคเอกชนร้อยละ 67 สำหรับปี 2562 ซึ่งจะเป็นรอบการสำรวจปี 63 นั้น คาดว่าการลงทุนด้านR&D ของประเทศไทยจะขยายตัวแตะหลัก 2 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1.21 ของจีดีพี

จากการระบาดของโควิด-19 ในปี 2563 ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนได้รับผลกระทบจนอาจจำเป็นต้องลดงบประมาณด้าน R&D ลง ส่วนภาครัฐนั้นไม่ได้รับผลกระทบเนื่องจากได้รับการจัดสรรงบประมาณเรียบร้อยแล้ว ทำให้ในภาพรวมการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของทั้งประเทศคาดว่าจะปรับตัวลดลงเหลือประมาณ 1.66 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 1.09 ของ GDP อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวได้ในปี 2564  อ่านเพิ่มเติม

APP รับปีนี้รายได้แค่ทรงตัวจากเดิมคาดโตกว่า 15% หลังโควิดกระทบ

APP รับปีนี้รายได้แค่ทรงตัวจากเดิมคาดโตกว่า 15% หลังโควิดกระทบ เชื่อ H2/63 ฟื้น

นายประภาส ตั้งอดุลย์รัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แอพพลิแคด (APP) คาดรายได้ในปีปี 63 จะทรงตัวจากปีก่อนที่มีรายได้ 734.97 ล้านบาท จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 15% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้การลงทุนของภาคเอกชนมีการชะลอไปทั้งในส่วนของภาคการผลิตและภาคการก่อสร้าง
อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่าผลประกอบการได้ผ่านจุดต่ำสุดของปีนี้ไปแล้ว โดยเชื่อว่าช่วงครึ่งปีหลังจะฟื้นตัวได้หลังจากที่ประเทศไทยสามารถดูแลไม่ให้มีผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศต่อเนื่องมาถึง 28 วันแล้ว ขณะเดียวกันผู้ประกอบการที่ลงทุนอยู่ในหลายประเทศเริ่มย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีศักยภาพมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการจากญี่ปุ่น ซึ่งรัฐบาลของญี่ปุ่นสนับสนุนให้กระจายฐานการผลิตไปยังต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของการย้ายฐานการผลิต จึงเชื่อว่าจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้บริษัทมีการเติบโตตามไปด้วย
ในส่วนของธุรกิจในประเทศอินโดนีเซีย ที่ผ่านมาถือว่ามีการเติบโตที่ค่อนข้างดีจากการย้ายฐานการผลิตของผู้ประกอบการจากหลายประเทศ แต่ปัจจุบันก็ชะลอตัวเช่นเดียวกับในประเทศไทย เนื่องจากผลกระทบการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากการแพร่ระบาดยังมีอยู่ค่อนข้างมาก แต่เชื่อว่าหากสถานการณ์คลี่คลายลง ผลประกอบการจะกลับมาเติบโตได้ ซึ่งในปีนี้ยืนยันว่าผลประกอบการของบริษัทในอินโดนีเซียจะไม่ขาดทุนแน่นอน  อ่านเพิ่มเติม

“RBF” ตบเท้าเข้า SET100 ขานรับพื้นฐานธุรกิจที่มั่นคง และมีการเติบโต

“อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย ( RBF )” เดินหน้าเข้า SET100 รับผลบวกพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่ง และผลการดำเนินงานมีการเติบโตอย่างสดใส

ดร.สมชาย รัตนภูมิภิญโญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) หรือ RBF เปิดเผยว่า ในขณะนี้หุ้น RBF ได้ถูกนำเข้าสู่ดัชนี SET100 โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้มีการประกาศผลการคัดเลือกหลักทรัพย์ที่ใช้สำหรับคำนวณดัชนี SET50, SET100. sSET, SETCLMV, SETHD, SETTHSI และ SETWB ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2563 (1 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม)

สำหรับบริษัทเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายวัตถุที่ใช้เป็นส่วนผสมในอาหาร (Food Ingreadients) ให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมเป็นหลัก รวมถึงผลิตตามคำสั่งซื้อ (Made to order) นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสินค้าของบริษัท ได้แก่ “อังเคิลบาร์นส์” “เบสท์ โอเดอร์” “ก๊อปจัง” “Haeyo” “Angelo” และ “Aroi Mak Mak”  อ่านเพิ่มเติม

ดัชนีกลุ่มแบงก์ร่วงแรง 5.87% รับ Sentiment ลบจากธปท.สั่งงดปันผล

ดัชนีกลุ่มแบงก์ร่วงแรง 5.87% รับ Sentiment ลบจากธปท.สั่งงดปันผลระหว่างกาล-ซื้อหุ้นคืน

ดัชนีกลุ่มแบงก์ร่วง 5.87% มาอยู่ที่ 286.35 จุด ลดลง 17.88 จุด เมื่อเวลา 10.07 น. หุ้นในกลุ่มแบงก์ปรับตัวลงยกแผง นำโดยหุ้น BAY ร่วง 7.29% มาอยู่ที่ 22.90 บาท ลดลง 1.80 บาท มูลค่าซื้อขาย 14.95 ล้านบาท

หุ้น BBL ร่วง 6.93% มาอยู่ที่ 107.50 บาท ลดลง 8.00 บาท มูลค่าซื้อขาย 849.07 ล้านบาท

หุ้น CIMBT ร่วง 6.35% มาอยู่ที่ 0.59 บาท ลดลง 0.04 บาท มูลค่าซื้อขาย 1.62 ล้านบาท

หุ้น KBANK ร่วง 6.27% มาอยู่ที่ 89.75 บาท ลดลง 6.00 บาท มูลค่าซื้อขาย 1,242.93 ล้านบาท

หุ้น SCB ร่วง 5.83% มาอยู่ที่ 72.75 บาท ลดลง 4.50 บาท มูลค่าซื้อขาย 588.07 ล้านบาท

บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุในบทวิเคราะห์ฯว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขอให้ธนาคารพาณิชย์งดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลปี 63 และงดซื้อหุ้นคืน เพื่อรักษาระดับเงินกองทุนให้เข้มแข็ง แม้หุ้นแบงก์จะไม่ใช่ High yield stock และครึ่งปีแรกบริษัทต่าง ๆ คงไม่สามารถปันผลได้สูงเหมือนเดิม แต่เป็น Sentiment ลบต่อกลุ่มแบงก์ โดยเฉพาะ ธนาคารเกียรตินาคิน (KKP), บมจ.ทุนธนชาต (TCAP) ที่ได้ชื่อว่าปันผลสูงและจ่ายปีละ 2 ครั้ง หุ้นแบงก์จะกดดันตลาดจนกว่าจะเห็นความชัดเจนของทิศทางดอกเบี้ยจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 24 มิ.ย.นี้ อ่านเพิ่มเติม

JMART พุ่งแรง 11.00% โบรกฯเชียร์”ซื้อ”เล็งกำไร Q2/63 โตดีจากรับรู้กำไรพิเศษ

JMART พุ่งแรง 11.00% โบรกฯเชียร์”ซื้อ”เล็งกำไร Q2/63 โตดีจากรับรู้กำไรพิเศษ

หุ้น JMART ราคาพุ่งขึ้น 11.00% มาอยู่ที่ 11.10 บาท เพิ่มขึ้น 1.10 บาท มูลค่าซื้อขาย 204.30 ล้านบาท เมื่อเวลา 10.24 น. โดยเปิดตลาดที่ 10.10 บาท ราคาปรับตัวขึ้นสูงสุดที่ 11.10 บาท และราคาปรับตัวลงต่ำสุดที่ 10 บาท

บล.คิงส์ฟอร์ด ระบุในบทวิเคราะห์ฯแนะ”ซื้อ”หุ้น บมจ. เจ มาร์ท (JMART) ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 10.00 บาท แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/63 กำไรปกติไม่น่าจะอ่อนตัวมากนัก เนื่องจากการลดต้นทุนธุรกิจในช่วงที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

ขณะที่กำไรสุทธิมีแนวโน้มเติบโตได้ดีกว่าคาดทั้ง QoQ, YoY จากผลบวกการรับรู้กำไรพิเศษจาการตีมูลค่า J Fintech ราว 150-200 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากการลดสัดส่วนการลงทุนจาก 95.6% เป็น 47.7% ให้ผู้ถือหุ้นกลุ่มใหม่ KB จากเกาหลีใต้ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญทางด้าน Consumer Finance โดยหลังเข้ามาจะมี Synergy ช่วยให้ต้นทุนทางการเงินของ JMART ลดลง อ่านเพิ่มเติม

EP จะใช้เงินราว 300 ลบ. เข้าซื้อหุ้น 2 โรงไฟฟ้าพลังงานลมในเวียดนาม

EP จะใช้เงินราว 300 ลบ. เข้าซื้อหุ้น 2 โรงไฟฟ้าพลังงานลมในเวียดนามรวม 60 MW

บมจ.อีสเทอร์น พาวเวอร์ กรุ๊ป (EP) เตรียมใช้เงินราว 300 ล้านบาท เพื่อเข้าซื้อหุ้น 2 โครงการผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานลมในเวียดนาม ขนาดกำลังการผลิตรวม 60 เมกะวัตต์ (MW) โดยทั้ง 2 โครงการจะเข้าทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าเวียดนาม (EVN) ต่อไป

EP ระบุว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2563 อนุมัติให้บริษัท EPVN W1 (HK) Company Limited (EPVN W1) ซึ่งเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และบริษัทในกลุ่ม เข้าลงนามในสัญญาซื้อหุ้นกับกลุ่มผู้ขาย ประกอบด้วย บริษัท Tan Hoan Cau Corporation Joint Stock Company, Mai Van Hue และ Tran Thi Ha My รวมถึงบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท Huong Linh 3 Wind Power Joint Stock Company (Project Company HL3) ลงวันที่ 19 มิถุนายน 2563 (SPA HL3)

สำหรับการซื้อหุ้นทั้งหมดในบริษัท Huong Linh Fresh Energy Development Joint Stock Company (Target Company HL3) ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นที่ประเทศเวียดนาม โดยที่ Target Company HL3 ถือหุ้น 99.8% ใน Project Company HL3 ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการ Huong Linh 3 Wind Power Plant Project (โครงการ HL3) ที่มีขนาดกำลังการผลิตเท่ากับ 30 เมกะวัตต์

ทั้งนี้ EPVN W1 จะเข้าซื้อหุ้นสามัญของ Target Company HL3 จากผู้ขายสำหรับหุ้นทั้ง 100% ที่ราคา 4.8 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 150.34 ล้านบาท

พร้อมกันนี้อนุมัติให้ EPVN W1 ในฐานะผู้ซื้อ เข้าลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นระหว่างบริษัท Tan Hoan Cau Corporation Joint Stock Company, Mai Van Hue และ Tran Thi Ha My ร่วมกันในฐานะผู้ขาย และบุคคลอื่น ในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัท Huong Linh 4 Wind Power Joint Stock Company (Project Company HL4) ลงวันที่ 19 มิถุนายน 2563 (SPA HL4) สำหรับการซื้อหุ้นทั้งหมดใน บริษัท Huong Linh Reproduce Energy Development Joint Stock Company (Target Company HL4) ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นที่ประเทศเวียดนาม โดยที่ Target Company HL4 ถือหุ้น 99.8% ใน Project Company HL4 ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการ Huong Linh 4 Wind Power Plant Project (โครงการ HL4) ที่มีขนาดกำลังการผลิตเท่ากับ 30 เมกะวัตต์ อ่านเพิ่มเติม

กองทรัสต์ SHREIT เปิดรายงานความเห็น IFA ประกอบการพิจารณาในการประชุม

กองทรัสต์ SHREIT เปิดรายงานความเห็น IFA ประกอบการพิจารณาในการประชุม EGM 25 มิ.ย.นี้

ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แบบต่ออายุได้เพื่อธุรกิจโรงแรมและสิทธิการเช่า ‘สตราทีจิก ฮอสพิทอลลิตี้’ หรือ SHREIT แจ้งผู้ถือหน่วยทรัสต์ เตรียมจัดประชุม EGM ครั้งที่ 1/2563 ในวันที่ 25 มิถุนายนนี้ เปิดรายงานความเห็น ที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ (IFA) ต่อการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ชี้ราคาเสนอซื้อของ LT Rubicon Limited ที่ 118 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ถือเป็นราคาที่เหมาะสม

มร. คริสตอป วายบี แองเจโล่ ฟอซิเนสติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สตราทีจิก พร็อพเพอร์ตี้ อินเวสท์เตอร์ส จำกัด (“SPI”) ผู้จัดการกองทรัสต์อิสระที่บริหารโดยมืออาชีพ ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์SHREIT เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติให้จัดประชุมวิสามัญผู้ถือหน่วยทรัสต์ครั้งที่ 1/2563 ในวันที่ 25 มิถุนายน 2563 เพื่อพิจารณาอนุมัติขายหุ้น 100% ของบริษัท Strategic Hospitality Holding Limited (SHH) และบริษัท Strategic Hospitality Holding Limited 2 (SHH2) ที่กองทรัสต์SHREIT ถือหุ้น 100% ตามคำเสนอซื้อจาก LT Rubicon Limited

โดยที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ (IFA) ได้จัดส่งรายงานประเมินมูลค่าทรัพย์สินของกองทรัสต์SHREIT พร้อมให้ความเห็นต่อความสมเหตุสมผลในการเข้าทำธุรกรรม โดยประเมินจากภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกที่ยังมีความเปราะบาง และมีความผันผวนสูงจากปัจจัยต่างๆ รวมถึงผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ประกอบกับสินทรัพย์ของกองทรัสต์ฯ ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Hospitality ทำให้ได้รับผลกระทบต่อผลการดำเนินงานโดยตรง

การประเมินมูลค่าทรัพย์สิน จะใช้วิธีคิดลดกระแสเงินสด (Discounted Cash Flow Approach) ซึ่งจะได้มูลค่ากิจการที่เหมาะสมอยู่ในช่วงระหว่าง 76.88 – 99.77 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ดังนั้น IFA จึงมีความเห็นว่ามูลค่าเสนอซื้อตามคำเสนอซื้อของ LT Rubicon Limited ที่ 118 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นมูลค่าที่เหมาะสม เนื่องจากมีมูลค่าสูงกว่ามูลค่ากิจการที่ที่ปรึกษาการเงินอิสระประเมินได้ และมีมูลค่าสูงกว่ามูลค่าทรัพย์สินตามการประเมินของผู้ประเมินราคาทรัพย์สิน 106.8 ล้านเหรียญสหรัฐ อีกทั้ง ที่ปรึกษาทางการเงินอิสระได้คำนวณ โดยทดสอบการปรับมูลค่า ด้วยค่าใช้จ่ายและภาระภาษีที่เกิดขึ้นจากโครงสร้างบริษัทลงทุนผ่านไปจนถึงระดับชั้นของบริษัทโฮลดิ้ง

ดังนั้น เมื่อพิจารณาถึงประโยชน์ที่ผู้ถือหน่วยทรัสต์SHREIT จะได้รับจากการเข้าทำรายการ เงื่อนไขของการเข้าทำรายการ ประกอบกับข้อดี ข้อด้อย และความเสี่ยงต่างๆ แล้ว IFA มีความเห็นว่าการเข้าทำรายการในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ถือหน่วยทรัสต์ และมีความเหมาะสมทั้งด้านราคาและเงื่อนไขการทำรายการ ซึ่งหากผู้ถือหน่วยทรัสต์ตัดสินใจอนุมัติการเข้าทำรายการจำหน่ายสินทรัพย์และรายการที่เกี่ยวโยงกัน เห็นควรอนุมัติในวาระอื่นๆ ทุกวาระเช่นกัน ได้แก่ การอนุมัติการลดทุนชำระแล้วของกองทรัสต์ การอนุมัติให้เลิกกองทรัสต์ การชำระบัญชี และการแต่งตั้งผู้ชำระบัญชี เนื่องจากเป็นวาระที่สืบเนื่องกัน และจะมีผลใช้บังคับได้ก็ต่อเมื่อทุกวาระที่กล่าวไปได้รับการอนุมัติทุกวาระ อ่านเพิ่มเติม

IHL เปิดไลน์ผลิตเบาะหนังรถยนต์เต็มกำลังใน Q3/63 หลังออเดอร์เริ่มฟื้น

IHL เปิดไลน์ผลิตเบาะหนังรถยนต์เต็มกำลังใน Q3/63 หลังออเดอร์เริ่มฟื้น

นายองอาจ ดำรงสกุลวงษ์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ. อินเตอร์ไฮด์ (IHL) ประเมินว่า ภาพรวมของอุตสาหกรรมรถยนต์จะเริ่มมีทิศทางที่ดีในช่วงไตรมาส 3/63 เนื่องจาก บริษัทสามารถกลับมาเปิดไลน์การผลิตเบาะหนังรถยนต์ได้เต็มกำลังการผลิต ภายหลังที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย และสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ดี ประกอบกับรัฐบาลมีมาตรการผ่อนคลายเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้กิจการกิจกรรมต่างๆ สามารถกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติ

ด้านนายวศิน ดำรงสกุลวงษ์ กรรมการและผู้จัดการทั่วไป IHL กล่าวว่า บริษัทฯ ได้มีการปรับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้เข้ากับยุค New Normal โดยมีการปรับการนำเสนอสินค้า ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจเลือกสินค้าได้สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น อ่านเพิ่มเติม