ทีเอ็มบี – ธนชาต ชู “ซัพพลายเชน โซลูชัน” พยุงอุตสาหกรรมหลักของประเทศ

ทีเอ็มบี – ธนชาต ชู “ซัพพลายเชน โซลูชัน” พยุงอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ดึงพันธมิตรองค์กรใหญ่ช่วยคู่ค้า SME ก้าวผ่านวิกฤต

ทีเอ็มบีและธนชาต เดินหน้าชวนพันธมิตรองค์กรใหญ่ ช่วยเหลือคู่ค้า SME จับมือก้าวผ่านวิกฤตให้ฟื้นตัวโดยเร็ว ล่าสุดผนึกกำลังลูกค้าองค์กรใหญ่ “กลุ่มบุญรอดบริวเวอรี่ กลุ่มปตท.น้ำมันและการค้าปลีก กลุ่มมิตรผล และเอสซีจี” ยึดหลักซัพพลายเชน โซลูชัน ร่วมแรงสนับสนุนและช่วยเหลือคู่ค้าทั้งห่วงโซ่เพื่อให้อยู่รอดในยุค New Normal ตอกย้ำเป้าหมายการสร้างชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นให้แก่ลูกค้าทุกกลุ่ม

นายเสนธิป ศรีไพพรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ ทีเอ็มบี หรือ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศไทยในปีนี้มีแนวโน้มชะลอตัวลง ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์โควิด-19 ธุรกิจจำนวนมากประสบปัญหาขาดสภาพคล่องและต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่าย หนี้ภาคครัวเรือนและหนี้ภาคธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น ภาคธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยมี 6,662 บริษัท คิดเป็นประมาณ 58% ของสัดส่วนรายได้ต่อ GDP ในประเทศ ขณะที่ธุรกิจ SME มีผู้ประกอบการจำนวนมากกว่า 3 ล้านราย และมีการจ้างงานสูงถึง 82% ของการจ้างงานทั่วประเทศ ทำให้ผู้ประกอบการ SME ได้รับผลกระทบโดยตรงต่อการมีงานทำและรายได้ของครัวเรือนจำนวนมาก การเร่งให้ความช่วยเหลือ SME จึงเป็นหนึ่งในหน้าที่หลักลำดับแรกของธนาคาร

ทางธนาคารได้ออกมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ที่ได้รับผลกระทบมาโดยตลอด ตั้งแต่ไตรมาสแรกที่เกิดวิกฤตโควิด-19 โดยความช่วยเหลือจะมี 2 รูปแบบ ได้แก่ 1. มาตรการช่วยเหลือภายใต้โปรแกรมซัพพลายเชน และ 2. มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME โดยตรง เพื่อช่วยให้ทุกห่วงโซ่ซัพพลายเชนสามารถฟื้นตัวไปพร้อม ๆ กัน

1.มาตรการช่วยเหลือภายใต้โปรแกรมซัพพลายเชน
ทีเอ็มบีและธนชาต ในฐานะผู้นำแนวคิด Make REAL Change เชื่อว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยจะเป็นไปได้อย่างยั่งยืน บริษัททุกขนาดต้องเติบโตไปพร้อม ๆ กัน จึงให้ความสำคัญกับซัพพลายเชน โซลูชัน มากว่า 10 ปี เริ่มต้นจากการให้แหล่งเงินทุนแก่เครือข่ายคู่ค้า ซึ่งก็คือ ธุรกิจขนาดกลางและเล็กจำนวนมาก ทุกวันนี้มีพันธมิตรรายใหญ่ที่อยู่ภายใต้โปรแกรมซัพพลายเชน 100 ราย ซึ่งมีคู่ค้าธุรกิจ SME อีก จำนวน 1,200 ราย ด้วยเหตุนี้ ธนาคารจึงนำหลักการซัพพลายเชนมาช่วยเหลือ SME โดยชวนพันธมิตรองค์กรรายใหญ่ให้มาช่วยเหลือคู่ค้ารายเล็ก และเป็นเรื่องน่ายินดีที่พันธมิตรองค์กรรายใหญ่ได้ตอบรับสนับสนุนแนวคิดของธนาคาร

ธนาคารได้ดำเนินการช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มธุรกิจในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งอุตสาหกรรมอุปโภคบริโภค พลังงาน วัสดุก่อสร้าง และอุตสาหกรรมด้านการเกษตร ได้แก่ การให้ความช่วยเหลือคู่ค้า SME ของกลุ่มบุญรอดบริวเวอรี่ฯ กลุ่ม ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก ผ่าน 2 มาตรการ มาตรการแรก เป็นการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยของคู่ค้า หรือ ดีลเลอร์ SME กว่า 400-500 ราย มูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท เพื่อให้มีเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มเติมและสามารถประคองธุรกิจได้ในสถานการณ์เช่นนี้ ส่วนมาตรการที่สองคือ การให้เงินทุนหมุนเวียน (Soft Loan) เพิ่มเติมกับดีลเลอร์กว่า 60 ราย วงเงิน 150 ล้านบาท เพื่อให้คู่ค้า SME มีเงินทุนหมุนเวียนในการจ้างพนักงาน จ่ายค่าน้ำ-ค่าไฟ ค่าเช่า และอื่น ๆ รวมถึงเอสซีจี ที่ทางธนาคารได้ร่วมมือและพร้อมให้การสนับสนุนด้านการเงินแก่ดีลเลอร์ด้วยดีมาโดยตลอด เป็นต้น อ่านเพิ่มเติม

FPT จะขายสินทรัพย์เข้ากองทุน FTREIT พร้อมแต่งตั้ง CEO ใหม่

FPT จะขายสินทรัพย์เข้ากองทุน FTREIT มูลค่า 3.8-4.0 พันลบ. – ตั้ง CEO ใหม่

บมจ.เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) (FPT) แจ้งว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวานนี้ (18 มิ.ย.) อนุมัติการเสนอขายทรัพย์สินให้แก่ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรม เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (FTREIT) โดยบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ อินดัสเทรียล (ประเทศไทย) จำกัด (FPIT) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย จะเสนอขายทรัพย์สินมูลค่าประมาณ 3,800-4,000 ล้านบาท ให้แก่ FTREIT ภายในวันที่ 28 ก.พ.64

ทรัพย์สินดังกล่าว ประกอบด้วย ทรัพย์สินที่เป็นโรงงานและคลังสินค้า ได้แก่ อาคารโรงงานจำนวนประมาณ 23 โรงงาน พื้นที่ใช้สอยประมาณ 76,425 ตารางเมตร และคลังสินค้าจำนวนประมาณ 33 ยูนิต พื้นที่ใช้สอยประมาณ 83,550 ตารางเมตร ขณะที่ทรัพย์สินดังกล่าวมีมูลค่าตามบัญชีประมาณ 1,900 ล้านบาท ณ วันที่ 18 มิถุนายน 2563

นอกจากนี้คณะกรรมการยังอนุมัติการยกเลิกและแก้ไขสัญญาเช่าช่วงที่ดินและสัญญาบริการ ระหว่าง FPIT กับ บริษัท ชัยนันท์-บางพลี พาร์คแลนด์ จำกัด โดย FPIT ได้ทำสัญญาเช่าช่วงที่ดินและสัญญาบริการบนที่ดินบางส่วนของโฉนดที่ดินเลขที่ 4495 (สัญญาเช่าช่วงที่ดิน 4495) และโฉนดที่ดินเลขที่ 4496 (สัญญาเช่าช่วงที่ดิน 4496) ตั้งอยู่ที่ต.บางเสาธง อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ กับบริษัท ชัยนันท์-บางพลี พาร์คแลนด์ จำกัด โดยชัยนันท์-บางพลี พาร์คแลนด์ ประสงค์จะเจรจาตกลงกับ FPIT เพื่อขอยกเลิกสัญญาเช่าช่วงที่ดิน 4495 และแก้ไขสัญญาเช่าช่วงที่ดิน 4496 และชัยนันท์-บางพลี พาร์คแลนด์ จะเข้าทำสัญญาเช่าช่วงที่ดินและสัญญาบริการใหม่กับ FTREIT โดยตรง

สำหรับรายละเอียดสัญญาดังกล่าว ประกอบด้วย สิทธิการเช่าช่วงบางส่วนของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 4495 และโฉนดที่ดินเลขที่ 4496 ต.บางเสาธง อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ และสิทธิการเช่าช่วงอาคารคลังสินค้า รวมถึงทรัพย์สินอื่น ๆ อันเป็นส่วนควบของที่ดินดังกล่าว คงเหลือประมาณ 19 ปี เพื่อดำเนินธุรกิจอาคารคลังสินค้าให้เช่าในโครงการเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โลจิสติกส์ เซ็นเตอร์ (บางพลี 2) (เนื้อที่ที่ดินที่เช่าช่วงรวมประมาณ 139 ไร่ 3 งาน 14.1 ตารางวา) อ่านเพิ่มเติม

เปิดตัวรองเท้าวิ่ง HOKA ONE ONE Carbon X มอบสิทธิพิเศษที่ “REV RUNNR”

เคทีซีร่วมเปิดตัวรองเท้าวิ่ง HOKA ONE ONE Carbon X มอบสิทธิพิเศษที่ “REV RUNNR”

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมเปิดตัวรองเท้าวิ่ง “HOKA ONE ONE Carbon X” รองเท้าวิ่งรุ่นใหม่มาพร้อมนวัตกรรมฝังแผ่นคาร์บอน เพื่อรองรับแรงกระแทก น้ำหนักเบา และมีแรงส่งดีในขณะวิ่ง มอบสิทธิพิเศษเอาใจสมาชิก เมื่อช้อปรองเท้ารุ่นใหม่ที่ร้าน “REV RUNNR” หรือทางเว็บไซต์ www.rev.co.th รับฟรี HOKA Buff 1 ผืน มูลค่า 590 บาท และรับส่วนลด 15% หรือรับเครดิตเงินคืน 15% ทางเว็บไซต์ เมื่อ ช้อปผ่านบัตรเครดิต KTC-REV ครบทุก 1,000 บาทต่อเซลส์สลิป ร่วมกับคะแนน KTC FOREVER ทุก 1,000 คะแนน นอกจากนี้ยังจะได้รับส่วนลด 13% หรือรับเครดิตเงินคืน 13% ทางเว็บไซต์ เมื่อช้อปสินค้าผ่านบัตรเครดิตเคทีซีทุกประเภทครบทุก 1,000 บาท ร่วมกับคะแนน KTC FOREVER ทุก 1,000 คะแนนพร้อมเลือกรับบริการผ่อนชำระ 0% นาน 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน – 7 กรกฎาคม 2563

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ KTC PHONE โทรศัพท์ 02 123 5000 หรือสมัครบัตรเครดิตได้ที่ศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขาทั่วประเทศ อ่านเพิ่มเติม

ก.ล.ต. แนะเช็คลิสต์ 5 ข้อก่อนซื้อ”หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน”

ก.ล.ต. แนะเช็ค ลิสต์ 5 ข้อ ก่อนซื้อ”หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน”

ลิสต์ 5 ข้อ

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แนะนักลงทุนต้อง เช็คลิสต์ 5 ข้อ ก่อนตัดสินใจลงทุนในหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน (perpetual subordinated bond) ที่มีหลายบริษัทเสนอขายแก่ผู้ลงทุนและเป็นที่สนใจมาก เพราะให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นกู้ปกติ แต่หุ้นกู้ดังกล่าวก็มีลักษณะที่ซับซ้อนและความเสี่ยงที่มากกว่าหุ้นกู้ทั่วไป

สำหรับการตรวจสอบ 5 ข้อดังกล่าว ประกอบด้วย การทำแบบประเมินความเสี่ยงก่อนลงทุน โดยเจ้าหน้าที่การตลาดที่ขายหุ้นกู้จะให้ผู้ซื้อลงนามรับทราบความเสี่ยงการซื้อหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนก่อนซื้อ ,เงินที่นำมาลงทุนเป็นเงินสำหรับลงทุนได้ในระยะยาวมาก ,ศึกษา factsheet และลักษณะของหุ้นกู้ (features) และเงื่อนไขต่าง ๆ ให้ครบถ้วน เช่น การไถ่ถอนคืนก่อนกำหนด การจ่ายดอกเบี้ย , รู้เครดิตเรทติ้ง และรู้วิธีขายคืน

สำนักงาน ก.ล.ต. ระบุว่า หุ้นกู้นับเป็นหนึ่งในการลงทุนที่น่าสนใจในช่วงที่ภาวะดอกเบี้ยต่ำ เพราะไม่เน้นความหวือหวา และให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ แต่อาจแตกต่างกันไปตามความเสี่ยง ยิ่งช่วงนี้มีบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งทยอยออกหุ้นกู้ให้ดอกเบี้ยที่น่าดึงดูดใจอย่างมาก จึงขอให้ข้อคิดว่าอย่าดูแต่ผลตอบแทนอย่างเดียว แต่ให้พิจารณาความเสี่ยงอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงด้านดอกเบี้ย ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง และความเสี่ยงด้านเครดิตที่สะท้อนในเครดิตเรทติ้ง เช่น หากไม่มีเรทติ้ง (unrated) หรือเรทติ้งต่ำกว่าระดับที่ลงทุนได้ (non-investment grade) ความเสี่ยงยิ่งสูง จึงมักจะให้ดอกเบี้ยสูงเพื่อจูงใจ

ส่วนหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน เป็นหุ้นกู้อีกประเภทหนึ่งที่อยากให้ศึกษามาก ๆ ก่อนตัดสินใจลงทุน โดยหุ้นกู้ชนิดนี้มาพร้อมกับลักษณะพิเศษ ได้แก่  อ่านเพิ่มเติม

UAC ปลื้มนลท.ตอบรับดีขายหุ้นกู้ 300 ลบ. เตรียมนำเงินลงทุนขยายงาน

UAC ปลื้มนลท.ตอบรับดีขายหุ้นกู้ 300 ล้านบาท เตรียมนำเงินลงทุนขยายงาน

นายชัชพล ประสพโชค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.ยูเอซี โกลบอล (UAC) เปิดเผยว่า การเสนอขายหุ้นกู้ไม่เกิน 300 ล้านบาท อายุ 2 ปี อัตราดอกเบี้ย 5.5% ต่อปี ระหว่างวันที่ 15 -17 มิ.ย. ที่ผ่านมานั้น นักลงทุนให้การตอบรับที่ดี โดยสนใจจองซื้ออย่างมากมาย เป็นผลจากความเชื่อมั่นในการบริหารงานของคณะผู้บริหาร สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองวิสัยทัศน์ในการดำเนินงานที่มีอัตราการเติบโตออย่างต่อเนื่อง ประกอบกับแผนขยายการลงทุนด้านพลังงานที่ชัดเจน

สำหรับเงินที่ได้จากการขายหุ้นกู้ครั้งนี้ เตรียมเดินหน้าพัฒนาธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัทและมุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านให้บริการธุรกิจพลังงานสะอาดชั้นนำของประเทศ อ่านเพิ่มเติม

“ดีเฮ้าส์พัฒนา”ยื่นไฟลิ่งขาย IPO 217.20 ล้านหุ้น เข้า mai

“ดีเฮ้าส์พัฒนา”ยื่นไฟลิ่งขาย IPO 217.20 ล้านหุ้น เข้า mai –  พัฒนาโครงการตามแผน-คืนเงินกู้

นายสมภพ ศักดิ์พันธ์พนม ประธานกรรมการ บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด (APM) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บมจ. ดีเฮ้าส์พัฒนา (DHOUSE) เปิดเผยว่า ขณะนี้ DHOUSE ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (filing) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.63 เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งแรกต่อประชาชน (IPO) จำนวน 217.20 ล้านหุ้น คิดเป็น 25.86% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai)

วัตถุประสงค์การใช้เงินจากการระดมทุนครั้งนี้ เพื่อใช้เป็นเงินลงทุนในการพัฒนาโครงการตามแผนธุรกิจและแผนการตลาด, ชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน และ ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ ซึ่งจะใช้เงินในช่วง 63-64

DHOUSE ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย ประกอบด้วย บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม โฮมออฟฟิศ และอาคารพาณิชย์ด้วยประสบการณ์มากกว่า 10 ปี ในปัจจุบันมีโครงการใน จ.มหาสารคามเป็นหลัก และมีเป้าหมายที่จะขยายเข้าสู่พื้นที่จังหวัดอื่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือต่อไป

ณ วันที่ 31 มี.ค.63 บริษัทมีโครงการที่ขายหมดและปิดไปแล้ว 1 โครงการ และมีโครงการที่อยู่ในระหว่างดำเนินการ 4 โครงการ คือ เดอะแกรนด์ เรสซิเดนซ์, เดอะ แกรนด์ คาแนล, แกรนด์ บิซ และ พฤกภิรมย์ ศาลากลาง และโครงการในอนาคต 5 โครงการ

บริษัทเตรียมขยายธุรกิจในช่วง 1-5 ปีข้างหน้า โดยมีโครงการพัฒนาที่ดินที่มีอยู่ใน จ.มหาสารคาม เป็นที่อยู่อาศัยประเภทต่างๆ ตามที่เคยดำเนินการมา และยังมีโครงการจะสร้างคอนโดมิเนียม Low rise ด้วย โดยโครงการตามแผนงาน ได้แก่ U Park เป็นบ้านเดี่ยว รวม 249 ยูนิต ราคาขายเริ่มต้น 1.79 ล้านบาท ตั้งอยู่บนพื้นที่ 40 ไร่ใน อ.กันทรวิชัย มูลค่าโครงการ 607.07 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดขายในไตรมาส 4/64  อ่านเพิ่มเติม

AUCT มั่นใจรายได้ปี 63 โตตามปริมาณรถเข้าประมูลเพิ่มหลังศก.ชะลอทำ NPL พุ่ง

AUCT มั่นใจรายได้ปี 63 โตตามปริมาณรถเข้าประมูลเพิ่มหลังศก.ชะลอทำ NPL พุ่ง

นายสุวิทย์ ยอดจรัส กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.สหการประมูล (AUCT) เปิดเผยว่า บริษัทคาดรายได้ปี 63 จะเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีรายได้ 812.58 ล้านบาท เนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจชะลอตัวลง ส่งผลให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ปรับตัวเพิ่มขึ้น จึงมีรถถูกนำออกมาประมูลมากขึ้น ซึ่งเป็นผลบวกต่อบริษัทในช่วงครึ่งปีหลัง และ มีโอกาสที่จะดีไปตลอดทั้งปี สำหรับรถที่เตรียมเข้าสู่ระบบประมูลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมีทั้งรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ รวมถึงรถด้านการเกษตร ซึ่งเพิ่มขึ้นมาถึง 100%

และแม้ว่าการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จะมีผลกระทบกับการประมูลในสถานที่จริง แต่บริษัทได้มีการปรับกลยุทธ์มาเป็นการประมูลผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีและมีผู้เข้าร่วมประมูลมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มของรายย่อยที่สมัครเข้ามาประมูลเพิ่มขึ้นมากกว่า 30% ทำให้บริษัทมุ่งเน้นเพิ่มประสิทธิภาพในการประมูลในระบบอออนไลน์เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อและผู้ขาย ทำให้เกิดความคล่องตัวในการประมูล การชำระเงิน และการดำเนินงานโดยรวม “ในช่วงไตรมาส 1/63 ที่ผ่านมาจะเห็นว่ารายได้มีการเติบโต แต่กำไรลดลง 12% เป็นผลมาจากการใช้มาตรฐานบัญชีใหม่ที่เข้ามาเป็นผลกระทบ อ่านเพิ่มเติม

SUPER เผยตลท.คัดชื่อเข้าดัชนี SETCLMV ตอกย้ำแผนขยายโรงไฟฟ้าในภูมิภาค

SUPER เผยตลท.คัดชื่อเข้าดัชนี SETCLMV ตอกย้ำแผนขยายโรงไฟฟ้าในภูมิภาค

นายจอมทรัพย์ โลจายะ ประธานคณะกรรมการ บมจ ซุปเปอร์ เอนเนอร์ยี คอร์เปอเรชั่น (SUPER) เปิดเผยว่า การที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้คัดเลือกให้ SUPER เป็นหนึ่งในหลักทรัพย์ที่ใช้สำหรับคำนวณดัชนี SETCLMV ในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 (1 กรกฎาคม-31 ธันวาคม 2563) นับเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการขยายการลงทุนโรงไฟฟ้าของบริษัท โดยเฉพาะการลงทุนโรงไฟฟ้าในประเทศเวียดนาม ที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ในมือรวม 1,457.72 เมกะวัตต์ (MW) แบ่งเป็น โครงการโซลาร์ฟาร์ม 1,036.72 เมกะวัตต์ และวินด์ฟาร์ม 421 เมกะวัตต์

ทั้งนี้ SETCLMV เป็นดัชนีที่รวบรวมบริษัทจดทะเบียนของไทย ที่มีการทำธุรกิจในกลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งมีแนวโน้มอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดดเด่น โดยหลักเกณฑ์การเลือกหุ้นมาจาก มีสัดส่วนรายได้จาก CLMV ต่อรายได้รวมของบริษัทอย่างน้อย 10% มูลค่ารายได้จาก CLMV อย่างน้อย 100 ล้านบาท มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดอย่างน้อย 5,000 ล้านบาท มีสัดส่วนการกระจายหุ้นอย่างน้อย 20%

“เรามุ่งมั่นในการสร้างรายได้ และการขยายการลงทุนโรงไฟฟ้า ซึ่งประเทศในแถบ CLMV ก็อยู่ในแผนการปักหมุดของเรา โดยที่ผ่านมา SUPER ได้ขยายการลงทุนและการเข้าซื้อกิจการในประเทศเวียดนาม และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์กำลังการผลิต 550 เมกะวัตต์ ก็คาดจะสามารถ COD ได้ในช่วงปลายปีนี้ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม กำลังการผลิต 421 เมกะวัตต์ COD ได้ในช่วงภายในปี 2564 สนับสนุนรายได้ปีนี้เพิ่มเป็น 7,000 ล้านบาท และในปี 2564 เพิ่ม 1 หมื่นล้านบาท รวมทั้งเป้าหมายในการเป็นผู้นำด้านกำลังการผลิตสูงสุดที่เวียดนามในช่วงปลายปีนี้ด้วยเช่นกัน  อ่านเพิ่มเติม

MINT พร้อมเปิดรร.เต็มรูปแบบ ในเครือทั่วโลกจำนวน 535 แห่ง

MINT พร้อมเปิดรร.เต็มรูปแบบ ในเครือทั่วโลกจำนวน 535 แห่ง รับรัฐกระตุ้นท่องเที่ยวหลังโควิดคลี่คลาย

นายชัยพัฒน์ ไพฑูรย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาเชิงกลยุทธ์ บมจ.ไมเนอร์อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมความพร้อมของกลุ่มธุรกิจโรงแรมในเครือทั่วโลกจำนวน 535 แห่ง ที่จะกลับมาปฎิบัติการในรูปแบบ New Normal อีกครั้ง ด้วยการยกระดับมาตรการด้านสุขภาพและสุขอนามัยเพื่อความปลอดภัยห่างไกลจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 หลังจากที่สถานการณ์ปัจจุบันเริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น ทำให้ภาคการท่องเที่ยวในหลายประเทศเริ่มส่งสัญญาณบวกที่จะกลับมารองรับการเดินทางของนักท่องเที่ยวอีกครั้ง นอกจากนี้ภาครัฐของประเทศต่าง ๆ ได้ออกมาตรการช่วยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจและสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว ซึ่งจะเป็นแรงส่งเสริมให้ธุรกิจโรงแรมของบริษัทจะมีความแข็งแกร่งอีกครั้งอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ โรงแรมในเครือของบริษัทได้ทยอยกลับมาเปิดให้บริการตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม ดังนี้ โรงแรมในประเทศไทย จำนวน 28 แห่ง จำนวน 5,009 ห้อง สัดส่วนรายได้ 14% เริ่มทยอยเปิดกลับมาเปิดให้บริการ โดยเริ่มจากโรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ ในปลายเดือนพฤษภาคม โรงแรมในหัวหินในช่วงต้นเดือนมิถุนายน ส่วนโรงแรมบางแห่งในจังหวัดภูเก็ต เกาะสมุย พัทยาและขอนแก่นมีกำหนดกลับมาเปิดให้บริการในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม 2563

โรงแรมในภูมิภาคเอเชีย จำนวน 29 แห่ง จำนวน 2,988 ห้อง ไม่นับรวมโรงแรมในประเทศไทย สัดส่วนรายได้ 4% โดยโรงแรมในประเทศจีนและในประเทศเวียดนามประสบความสำเร็จในการกลับมาเปิดให้บริการแล้ว ตามการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียที่ส่งสัญญาณบวกตั้งแต่เดือนเมษายน ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจโรงแรมในเครือของไมเนอร์ที่ตั้งในภูมิภาคนี้ เพราะกลุ่มลูกค้าของโรงแรมมากกว่า 60% อยู่ในภูมิภาคเอเชีย

โรงแรมในเครือ NH Hotel Group จำนวน 343 แห่ง จำนวน 51,151 ห้อง สัดส่วนรายได้ 67% จะกลับมาให้บริการอย่างเร็วที่สุด โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการโรงแรมประมาณ 60% ภายในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ หลังจากหลายประเทศในภูมิภาคยุโรปเริ่มมีมาตรการคลายล็อคดาวน์ หรือแม้แต่ออกประกาศการสิ้นสุดของการแพร่ระบาด

นายชัยพัฒน์ กล่าวว่า ภาครัฐของประเทศต่าง ๆ ได้ออกมาตรการช่วยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจและสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของโลก อาทิ รัฐบาลเวียดนามออกแคมเปญพิเศษเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวของคนในประเทศ เช่น การลดราคาโรงแรม-ที่พัก และตั๋วเครื่องบิน รัฐบาลไต้หวันได้วางแผนช่วยสมทบทุนธุรกิจในภาคการท่องเที่ยวที่รวมไปถึงส่วนลดค่าสาธรณูปโภค รวมถึงการให้เงินสงเคราะห์แรงงานในอุตสาหกรรมนี้ ส่วนประเทศนอร์เวย์ออกมาตรการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งใช้กับการขนส่งผู้โดยสารที่พัก กิจกรรมทางวัฒนธรรม และสถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่จนถึงสิ้นเดือนตุลาคมนี้ เป็นต้น

สำหรับประเทศไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เสนอแผนการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศของภาครัฐ ซึ่งในแผนนี้ประกอบด้วยมาตรการ อาทิ “เที่ยวปันสุข” โดยจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนซื้อบัตรกำนัลดิจิทัลสำหรับนำไปใช้เป็นค่าห้องพัก “เราไปเที่ยวกัน” ที่จะสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่พักและกิจกรรมของโรงแรม รวมถึงมาตรการ “กำลังใจ” เพื่อเป็นการตอบแทนบุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติงานแนวหน้าในการรับมือเชื้อไวรัสโควิด-19 ราว 1.2 ล้านคน โดยจะสนับสนุนงบประมาณศึกษาดูงานผ่านบริษัทนำเที่ยวในประเทศ

ล่าสุดมีมติยกเว้นค่าธรรมเนียมประกอบธุรกิจโรงแรม เพื่อช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม ตลอดจนนโยบายอื่น ๆ ที่จะมีในอนาคตอีกจำนวนมาก ซึ่งบริษัทมีแผนการจัดกิจกรรมทางการตลาดให้สอดคล้องกับมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของรัฐบาลไทยดังกล่าว เพื่อสนับสนุนการใช้จ่ายของกลุ่มลูกค้าคนไทยอย่างเหมาะสมต่อไป

“ไมเนอร์เชื่อมั่นว่าสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกจะเป็นในทิศทางที่ดีขึ้นตามลำดับ โดยภาคธุรกิจต่าง ๆ จะค่อย ๆ กลับมาฟื้นตัว ซึ่งเมื่อผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้นักท่องเที่ยวจะออกเดินทางมากขึ้นและเพื่อความปลอดภัยในด้านสุขอนามัยของลูกค้าอันเป็นหัวใจสำคัญ ธุรกิจโรงแรมในเครือทั้งหมด 530 โรงแรมทั่วโลกจะปฏิบัติตามคำสั่งและแนวทางจากรัฐบาลแต่ละประเทศและองค์การอนามัยโลก”นายชัยพัฒน์ กล่าว  อ่านเพิ่มเติม

ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 526.82 จุด รับยอดค้าปลีกสดใส – มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก : ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 526.82 จุด รับยอดค้าปลีกสดใส – มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 500 เมื่อคืนนี้ (16 มิ.ย.) ขานรับยอดค้าปลีกของสหรัฐที่ทำสถิติแข็งแกร่งสุดเป็นประวัติการณ์ นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลสหรัฐ และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รวมทั้งความคืบหน้าในการรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 อย่างไรก็ดี ดัชนีดาวโจนส์อ่อนตัวลงจากระดับสูงสุดในระหว่างวัน หลังจากนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟดเตือนว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอน

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 26,289.98 จุด เพิ่มขึ้น 526.82 จุด หรือ +2.04% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,124.74 จุด เพิ่มขึ้น 58.15 จุด หรือ +1.90% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 9,895.87 จุด เพิ่มขึ้น 169.84 จุด หรือ +1.75%

ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กเป็นไปอย่างคึกคัก ท่ามกลางปัจจัยบวกที่ล้นหลาม ซึ่งรวมถึงยอดค้าปลีกของสหรัฐที่พุ่งขึ้น 17.7% ในเดือนพ.ค. ทำสถิติทะยานขึ้นมากเป็นประวัติการณ์ และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 8.0% โดยได้รับแรงหนุนจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค หลังจากที่รัฐบาลผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์

ขณะเดียวกันตลาดได้รับปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยคณะทำงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเตรียมแผนการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน วงเงิน 1 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งมีเป้าหมายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวจากผลกระทบของโควิด-19 ขณะที่เฟดประกาศซื้อหุ้นกู้ภาคเอกชนวงเงิน 7.5 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในตลาด และจัดหาสินเชื่อให้กับบริษัทขนาดใหญ่ซึ่งได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงหนุนหลังจากนายคริส วิตตี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านการแพทย์ของอังกฤษ กล่าวว่า ผลการใช้ยา dexamethasone ซึ่งเป็นยาสเตียรอยด์ ในการรักษาชีวิตของผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่มีอาการรุนแรง ถือเป็นผลการทดลองที่มีความสำคัญมากที่สุดในขณะนี้ โดยรายงานระบุว่า การใช้ยา dexamethasone สามารถลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่รักษาตัวในโรงพยาบาลได้ถึง 1 ใน 3

ข่าวความคืบหน้าในการรักษาโรคโควิด-19 ช่วยหนุนหุ้นกลุ่มเวชภัณฑ์และธุรกิจสุขภาพ โดยหุ้นบริสตอล-ไมเยอร์ส สควิบบ์ พุ่งขึ้น 3.56% หุ้นจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน พุ่งขึ้น 2.32% หุ้นเมอร์ค แอนด์ โค พุ่งขึ้น 4% หุ้นไมแลน เอ็นวี ผู้ผลิตยา EpiPen ซึ่งใช้รักษาอาการแพ้ขั้นรุนแรง พุ่งขึ้น 1.45% หุ้น Abbvie พุ่งขึ้น 3.17 หุ้นแอ๊บบอต ลาบอแรตอรีส บวก 0.2%

หุ้นกลุ่มค้าปลีกพุ่งขึ้นขานรับรายงานยอดค้าปลีกที่แข็งแกร่งของสหรัฐ โดยหุ้นเมซีส์ อิงค์ พุ่งขึ้น 6.28% หุ้นนอร์ดสตรอม ทะยานขึ้น 12.91% หุ้นโฮม ดีโปท์ พุ่งขึ้น 3.5% หุ้นโคห์ลส์ คอร์ป พุ่งขึ้น 8.96% หุ้นเบด บาธ แอนด์ บียอนด์ ทะยานขึ้น 15.2%

หุ้นกลุ่มพลังงานดีดตัวขึ้นหลังจากราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้นกว่า 3% เมื่อคืนนี้ โดยหุ้นเอ็กซอน โมบิล พุ่งขึ้น 2.23% หุ้นเชฟรอน พุ่งขึ้น 3.07% หุ้นฮัลลิเบอร์ตัน พุ่งขึ้น 3.84% หุ้นอ็อคซิเดนเชียล ปิโตรเลียม ทะยานขึ้น 6.43% หุ้นเบเกอร์ ฮิวจ์ พุ่งขึ้น 3%

หุ้นแอปเปิล พุ่งขึ้น 2.65% แม้มีรายงานว่า หน่วยงานกำกับดูแลด้านการทุ่มตลาดของยุโรปได้เปิดฉากการตรวจสอบว่า แอปพลิเคชัน Apple Pay และ App Store ของบริษัทแอปเปิล อิงค์ ที่ติดตั้งบนมือถือนั้น เป็นการละเมิดกฎหมายด้านการแข่งขันหรือไม่ อ่านเพิ่มเติม