SCB EIC ชี้หลายปัจจัยกดดันมูลค่าการส่งออกอาจอยู่ที่ -12.9%

SCB EIC ชี้หลายปัจจัยกดดันมูลค่าการส่งออกไทยปี 2020 อาจต่ำกว่าคาดการณ์เดิมที่ -12.9%

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินมูลค่าการส่งออกสินค้าสำคัญปี 2020 มีแนวโน้มใกล้เคียงกับที่เคยคาดไว้ แต่ตัวเลขส่งออกในภาพรวมอาจต่ำกว่าคาดการณ์เดิมที่ -12.9% เนื่องจากการส่งออกทองและอาวุธที่มีมากในช่วงที่ผ่านมา โดยหากพิจารณาการส่งออกที่หักลบผลของทองและอาวุธ ในช่วง 4 เดือนแรกของปี พบว่ามูลค่าการส่งออกหดตัวถึง -4.2%YOY ซึ่งเป็นอัตราหดตัวที่สอดคล้องกับที่ EIC เคยคาดไว้

อย่างไรก็ดี ในช่วง 4 เดือนแรก การส่งออกทองคำที่ขยายตัวมากถึง 350%YOY เช่นเดียวกับการส่งกลับอาวุธที่เพิ่มขึ้นมาก ทำให้มูลค่าการส่งออกรวมในช่วง 4 เดือนแรกยังขยายตัวได้ที่ 1.2%YOY ดังนั้น จึงทำให้ EIC คาดว่าการหดตัวของมูลค่าส่งออกโดยรวมทั้งปี 2020 อาจมีการหดตัวน้อยกว่าที่เคยคาดไว้

การส่งออกในช่วง 1–2 เดือนข้างหน้ามีแนวโน้มหดตัวระดับสูง เนื่องจากตรงกับช่วง lockdown ของหลายประเทศทั่วโลก โดยการหยุดชะงักของกิจกรรมเศรษฐกิจในหลายประเทศ ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการ ปิดเมือง (lockdown) ทำให้เกิดปัญหาด้าน supply chain disruption ในระดับสูง โดยเฉพาะการขนส่งทางเรือและอากาศ ภาวะการค้าโลกจึงได้รับผลกระทบอย่างมาก สะท้อนจากการส่งออกของหลายประเทศสำคัญที่มีทิศทางหดตัวในระดับสูง และจากเครื่องชี้ leading indicator ด้านการส่งออกในส่วนของ PMI: Export orders และ WTO trade barometer ยังให้ภาพที่ตรงกันว่า ในระยะข้างหน้า การส่งออกมีแนวโน้มลดลงในระดับสูงอย่างรวดเร็ว อ่านเพิ่มเติม

เมื่อ บจ. เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ควรทำอย่างไร

เมื่อ บจ. เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ควรทำอย่างไร

ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของหลายอุตสาหกรรม ซึ่งอาจทำให้มีบริษัทจดทะเบียนบางบริษัทจำเป็นต้องตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ โดยยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางเพื่อขอฟื้นฟูกิจการ

หลายท่านเกิดคำถามว่า เมื่อบริษัทเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการแล้ว ต้องมีหน้าที่อย่างไรในฐานะบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

ก่อนอื่น ต้องเข้าใจว่าบริษัทจดทะเบียนมีหน้าที่ต่อผู้ถือหุ้น โดยจะต้องเปิดเผยข้อมูลสำคัญให้ทราบโดยทั่วถึงกัน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลงบการเงิน ข้อมูลสำคัญที่มีผลต่อราคาหุ้น มติที่ประชุมกรรมการบริษัท มติที่ประชุมผู้ถือหุ้น รวมทั้งข้อมูลอื่นๆ ที่มีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจของผู้ลงทุน ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ ยึดเป็นหลักการสำคัญในการดูแลผู้ลงทุน เพื่อให้มีข้อมูลที่เพียงพอในการพิจารณาตัดสินใจลงทุน

ดังนั้น เมื่อบริษัทเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ก็ยังคงมีหน้าที่และแนวทางการปฏิบัติเหมือนบริษัทจดทะเบียนอื่นๆ คือต้องเปิดเผยข้อมูลต่าง ๆ และที่เพิ่มเติมขึ้นมาคือการรายงานข้อมูลเกี่ยวกับการเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ อาทิ การยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง เมื่อศาลพิจารณารับคำร้อง สาระสำคัญของแผนฟื้นฟูกิจการ และเมื่อศาลอนุมัติแผนฟื้นฟูกิจการ เป็นต้น อ่านเพิ่มเติม

ธนาคารกรุงเทพ ลดดอกเบี้ยเงินกู้ทั้ง 3 ประเภท เพื่อสนับสนุนกลไกภาครัฐ

ธนาคารกรุงเทพ ลดดอกเบี้ยเงินกู้ทั้ง 3 ประเภท เหลือต่ำสุด 5.25% เพื่อสนับสนุนกลไกภาครัฐ ลดต้นทุนและแบ่งเบาภาระลูกค้าประชาชน

ธนาคารกรุงเทพ ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทั้ง 3 ประเภท เหลือต่ำสุด 5.25% โดยเอ็มแอลอาร์ เหลือ 5.25% เอ็มโออาร์ เหลือ 5.875% และเอ็มอาร์อาร์ เหลือ 5.75% เพื่อสนับสนุนกลไกภาครัฐ และช่วยเหลือลูกค้าผู้ประกอบการและประชาชนลดต้นทุนทางการเงินรับมือโรคโควิด 19 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

นายสุวรรณ แทนสถิตย์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อ 3 ประเภท ลงเหลือต่ำสุด 5.25% โดยเอ็มแอลอาร์ (MLR) หรืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Minimum Loan Rate) เหลือ 5.25% เอ็มโออาร์ (MOR) หรืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate) เหลือ 5.875% และเอ็มอาร์อาร์ (MRR) หรืออัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate) เหลือ 5.75% โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 อ่านเพิ่มเติม

ธอส.ทุกสาขาลงทะเบียนเข้าแพลตฟอร์มไทยชนะ อำนวยความสะดวกให้ลูกค้า

ธอส.ทุกสาขาลงทะเบียนเข้าแพลตฟอร์มไทยชนะ อำนวยความสะดวก และเพิ่มความความปลอดภัยจากโควิด-19 ให้ลูกค้า

นายกมลภพ วีระพละ รองกรรมการผู้จัดการ และรักษาการกรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า เพื่อเป็นการสนับสนุนมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ของภาครัฐภายหลังศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ได้ประกาศมาตรการผ่อนปรนระยะที่ 2 นั้น ธอส. จึงกำหนดให้ที่ทำการสาขาทุกแห่งทั่วประเทศร่วมลงทะเบียนแพลตฟอร์มไทยชนะ ผ่านเว็บไซต์ www.ไทยชนะ.com และนำ QR Code ที่ได้รับหลังลงทะเบียนสำเร็จ มาติดตั้งบริเวณประตูทางเข้า-ออก สำหรับให้ลูกค้าที่มาใช้บริการเช็คอิน กรอกเบอร์โทรศัพท์ จากนั้นเมื่อใช้บริการเสร็จให้สแกน QR Code อีกครั้งเพื่อเช็คเอาท์พร้อมทำแบบประเมินสาขาของธนาคาร ได้ตั้งแต่วันพุธที่ 20 พฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ลูกค้าว่าจะได้รับความปลอดภัย เนื่องจากธนาคารได้จำกัดจำนวนผู้เข้าใช้บริการไม่ให้เกิดความหนาแน่น พร้อมกับยึดหลักของมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) อ่านเพิ่มเติม

คลัง มั่นใจสัปดาห์นี้จ่ายเงิน 5,000 บ. ครบ 14.5 ล้านคน

คลัง ยันสัปดาห์นี้จ่ายเยียวยา 5,000 บ.ครบ 14.5 ล้านคน ด้าน”อุตตม”เตรียมลงพื้นที่ติดตามจ่ายเงินเยียวยาเกษตรกรด้วยตัวเอง

นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าการจ่ายเงินเยียวยา 5000 บาทตามโครงการเราไม่ทิ้งกันว่า ขณะนี้มีผู้ผ่านเกณฑ์รับเงินเยียวยา5000 บาทจำนวน 15 ล้านคน สัปดาห์นี้จะจ่ายครบ 14.5 ล้านคน ส่วนที่เหลือจะทยอยจนครบต่อไป

สำหรับการเปิดรับเรื่องร้องทุกข์จากพี่น้องประชาชนจากธนาคารของรัฐ 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย และธกส.ในวันแรกนั้น ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ยังคงมีประชาชนมาร้องทุกข์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราจะเปิดจนถึงวันที่ 29 พ.ค. อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการลงพื้นที่ทบทวนสิทธิ์นั้นจบแล้ว ซึ่งสามารถดำเนินการแล้วเสร็จถึง 95-96% อ่านเพิ่มเติม

สศช.-สศค.ร่วมแถลง GDP ธปท.แถลงผลงานแบงก์พาณิชย์

สศช.-สศค.ร่วมแถลง GDP Q1/63 และคาดการณ์ปี 63-64/คนร.ถกแผนฟื้นฟูฯ การบินไทย/ธปท.แถลงผลงานแบงก์พาณิชย์

ติดตามการแถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาสแรก ปี 2563 และแนวโน้มปี 2564 จากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) หลังมีการยอมรับว่าตัวเลขปีนี้น่าจะออกมาติดลบแน่นอน

  • นายธาริฑธิ์ ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายตรวจสอบและวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงผลการดำเนินงานระบบธนาคารพาณิชย์ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2563
  • บมจ.ศุภาลัย (SPALI) แถลงข่าวออนไลน์เปิดแผนตลาดแนวราบรับ New Normal พร้อมเปิดโครงการใหม่ย่านรังสิต “ศุภาลัย พาร์ควิลล์ รังสิต คลอง 4”
  • สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย และ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จัดเสวนาผ่านเฟซบุ๊ก เพจ “ห่วงใย Thai Business” หัวข้อ CFO ชวนคุย EP.5 l “ธุรกิจขายตรง กับ Social Distancing” โดย พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด และบริษัทในเครือ และ CEO Talk พลิกวิกฤต EP8 ในหัวข้อ “เรียนรู้แนวทางการดูแลคน และการปรับตัวเพื่อรับมือสถานการณ์โควิด” กับ นายพสุ เดชะรินทร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อ่านเพิ่มเติม

ชวนหลบภัยลงทุน “สินทรัพย์ทางเลือก” หนี เศรษฐกิจ ซบ-ปัจจัยลบทุบตลาดทุน

นายสาห์รัช ชัฏสุวรรณ เปิดเผยว่า ปี 63 เศรษฐกิจ ทั่วโลกยังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงทั้งความขัดแย้งระหว่างประเทศ โรคระบาด ส่งผลให้ ธนาคารกลางทั่วโลกต่างทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง

นายสาห์รัช ชัฏสุวรรณ ผู้อำนวยการสายการตลาดและที่ปรึกษาการลงทุน บลจ.ทิสโก้ เปิดเผยว่า ปี 63 เศรษฐกิจทั่วโลกยังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยง ทั้งความขัดแย้งระหว่างประเทศ โรคระบาด ส่งผลให้ ธนาคารกลางทั่วโลกต่างทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ กดผลตอบแทนจากตราสารหนี้ระยะยาวทรงตัวในระดับต่ำ ทำให้การลงทุนสินทรัพย์ทางเลือก เช่น ในทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานกลับมาน่าสนใจ เนื่องจากมีการจ่ายปันผลในระดับที่ดีและสม่ำเสมอ แม้จะมีความผันผวนสูงกว่าตราสารหนี้ แต่ก็ต่ำกว่าการลงทุนในหุ้น โดยช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา REITs ในไทยจ่ายปันผลเฉลี่ยมากกว่า 4% ต่อปี

“ทั้งนี้ บลจ.ทิสโก้ เปิดเสนอขายกองทุนเปิด ทิสโก้ พร็อพเพอร์ตี้ แอนด์ อินฟราสตรัคเจอร์ เฟล็กซิเบิ้ล (TTHREIT) เพื่อหาผลตอบแทนที่ดีให้นักลงทุน โดยกอง TTHREIT เป็นกองทุนรวมผสม ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของ REITs กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์”  อ่านเพิ่มเติม

ASAP โชว์รายได้เติบโต แม้เจอวิกฤต COVID-19 ชูพอร์ตรถเช่าระยะยาวแข็งแกร่ง

ASAP โชว์รายได้ไตรมาส 1/63 เติบโต แม้เจอวิกฤต COVID-19 ชูพอร์ตรถเช่าระยะยาวแข็งแกร่ง ปรับแผนลดลงทุนสอดคล้องสถานการณ์ ช่วยบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น

‘ซินเนอร์เจติค ออโต้ เพอร์ฟอร์มานซ์’ หรือ ASAP โชว์ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/63 เติบโตได้ต่อเนื่อง จากความแข็งแกร่งของพอร์ตรถยนต์ให้เช่าระยะยาวสร้างรายได้ประจำและสม่ำเสมอได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่แนวโน้มครึ่งปีแรก คาดกระทบจากปัจจัยลบไม่มากนัก แม้รถยนต์เช่าสั้นที่สนามบินต้องหยุดให้บริการชั่วคราว ระบุกระทบสัดส่วนรายได้ 7-8% เท่านั้น พร้อมปรับแผนลงทุนและลดต้นทุนการดำเนินงานเพื่อรับมือ COVID-19 เต็มที่

นายทรงวิทย์ ฐิติปุญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเนอร์เจติค ออโต้ เพอร์ฟอร์มานซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASAP ผู้ประกอบธุรกิจรถยนต์ให้เช่าระยะยาวแบบครบวงจรสำหรับลูกค้านิติบุคคล รถยนต์ให้เช่าระยะสั้นและรถยนต์ให้เช่าพร้อมคนขับภายใต้แบรนด์ asap (เอแซ็ป) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2563 (มกราคม-มีนาคม)ว่า บริษัทฯ ยังรักษาอัตราการเติบโตที่ดีได้ตามแผนงาน โดยมีรายได้จากการขายและการบริการ จำนวน 844.14 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 743.08 ล้านบาท ซึ่งมีปัจจัยการเติบโตมาจากกลุ่มธุรกิจรถยนต์ให้เช่าระยะยาวภายใต้แบรนด์ asap ที่มีสัดส่วนรายได้คิดเป็นกว่า 80-90% ของรายได้ทั้งหมด โดยได้รับความไว้วางใจใช้บริการจากฐานลูกค้าเดิม ซึ่งช่วยสร้างความมั่นคงของรายได้ประจำและสม่ำเสมอให้แก่บริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง อ่านเพิ่มเติม

จับตาโลกการเงินภายหลังไวรัสโควิด–19 ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย

สถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ในไทยที่เริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น จากจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศที่เพิ่มขึ้นช้าลง และเริ่มมีการคลาย lock down เพื่อให้คนสามารถกลับไปดำเนินชีวิตเฉกเช่นที่ผ่านมา ธนันธร มหาพรประจักษ์ ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย 

ธนาคารแห่งประเทศไทย
ธนาคารแห่งประเทศไทย

วิถีชีวิตของเราคงไม่เหมือนเดิม และจะต้องก้าวเข้าสู่ new normal จากการเว้นระยะห่างทางสังคม (social distancing) เพื่อลดการสัมผัส (contactless) มากขึ้น หนึ่งใน new normal ที่หลายๆคนพูดถึงคือ สังคมไร้เงินสด รวมถึงการเข้ามาของ สินทรัพย์ดิจิทัล ที่มีโอกาสเกิดได้เร็วขึ้น แอดมินจึงอยากชวนท่านผู้อ่านมองไปข้างหน้าและคิดถึงความเป็นไปได้ของโลกการเงินในระยะข้างหน้า

ในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศเตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการหยิบจับและสัมผัสธนบัตรและเหรียญ เนื่องจากธนบัตรและเหรียญสามารถเป็นแหล่งแพร่เชื้อได้โดยงานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่าไวรัสโควิด-19 จะอยู่บนผิวกระดาษได้นานถึง 5-9 วัน ส่งผลให้การใช้เงินสดลดลง นอกจากนี้ การเปลี่ยนพฤติกรรมของคนที่หันมาใช้จ่ายซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นจากกระแสการทำงานที่บ้านและการเว้นระยะห่างทางสังคม รวมถึงการขอรับความช่วยเหลือต่างๆของภาครัฐที่ต้องทำผ่านช่องทางออนไลน์ทั้งหมด ปัจจัยเหล่านี้ล้วนแต่ส่งผลเร่งให้การเข้าสู่สังคมไร้เงินสดอาจเกิดได้เร็วขึ้น

รายงานของธนาคารเพื่อการชำระเงินระหว่างประเทศ (Bank of International Settlement; BIS) ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ระบุว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะนำไปสู่การเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในสังคม โดยคนจะหันมาใช้จ่ายด้วยเงินสดลดลง และเปลี่ยนมาใช้วิธีการชำระเงินผ่านช่องทางอื่นๆมากขึ้น ทั้งผ่านทางโทรศัพท์มือถือ บัตรเดบิต บัตรเครดิต รวมถึงช่องทางชำระเงินทางออนไลน์ ในรายงานยังประเมินว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ชี้ให้เห็นความสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินที่ดำเนินการได้อย่างยืดหยุ่น สามารถเข้าถึงได้ง่าย และรวดเร็วของธนาคารกลางมีความจำเป็นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม โครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวจะต้องได้รับการออกแบบให้พร้อมรับมือกับความเสี่ยงหลากหลายรูปแบบ อาทิ การแพร่กระจายของโรคระบาดต่างๆ และการโจมตีทางไซเบอร์ นอกจากนี้ BIS มองว่า ธนาคารกลางบางส่วนจะหันมาออกสกุลเงินดิจิทัลของตัวเองเพื่อให้ประชาชนทั่วไปใช้งาน (Retail Central Bank Digital Currency; Retail CBDCs) มากขึ้น สอดคล้องกับความเห็นจากธนาคารดอยซ์แบงก์ที่มองว่าการระบาดใหญ่ของไวรัสโควิด-19 ช่วยเร่งการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDCs) เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ประชาชน เช่น สกุลเงินดิจิทัลหยวนของธนาคารกลางจีนที่เร็วๆนี้จะเริ่มทดลองใช้ใน 4 เมืองหลักของจีน อ่านเพิ่มเติม

ล้วงกลยุทธ์ THG จับมือ RAM บุกต่างจังหวัด

เปิดดีลขายหุ้น ‘ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป’ ให้กับ ‘โรงพยาบาลรามคำแหง’ ผ่านปากเจ้าของตัวจริง ‘นายแพทย์บุญ วนาสิน’ หวังใช้ความเชี่ยวชาญพาร์ทเนอร์เป็น ‘เรือธง’ ลงทุนในบ้าน ! ขณะที่ THG รุกต่างประเทศเป็นหลัก ปีนี้ปรับทัพหนีโควิด-19 หันซบคนไข้ไทย !

ผมเป็นคนตัดขาย หุ้น ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป หรือ THG ในสัดส่วนของตัวเองให้กับ บมจ. โรงพยาบาลรามคำแหง หรือ RAM ประโยคเด็ดของ ‘นายแพทย์บุญ วนาสิน’ นักธุรกิจรุ่นลายคราม และประธานกรรมการ บมจ. ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป  ที่เกริ่นให้ ‘กรุงเทพธุรกิจ BizWeek’ ฟังเช่นนั้น สะท้อนผ่านล่าสุด RAM ถือหุ้น คิดเป็น 15.25% (ตัวเลข 6 พ.ค.2563)

โดยในช่วงที่ผ่านมีกองทุนในประเทศที่สนใจจะเข้าลงทุนใน ‘หุ้น THG’ หลายราย รวมทั้ง บมจ.โรงพยาบาลรามคำแหง หรือ RAM แสดงความสนใจเข้ามาลงทุนด้วย และปัจจุบันเข้ามาถือหุ้น THG คิดเป็น 15.25% จากเดิมที่ถืออยู่ 10%

‘ผมเป็นคนตัดขายหุ้น THG ส่วนของตัวเอง โดยโรงพยาบาลรามเข้าสนใจถือหุ้นเราสัดส่วนประมาณ 20% แต่ตอนนี้ขึ้นอยู่ที่ผมว่าจะมีหุ้นขายให้เขาไหม ณ ปัจจุบันกลุ่มหมอบุญเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ โดยถือหุ้น คิดเป็น 40%’ 

ถามว่าทำไมถึงเลือกขายหุ้น บมจ. ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป  ให้กับโรงพยาบาลรามคำแหง ‘หมอบุญ’ บอกว่า เพราะว่าต้องการให้โรงพยาบาลรามคำแหงเข้ามาช่วยเสริมเรื่องการลงทุนในประเทศ โดยในแผนธุรกิจของ บมจ. ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จะให้โรงพยาบาลรามคำแหงเป็นคนที่ขยายการลงทุนในต่างจังหวัด ซึ่งโรงพยาบาลรามคำแหงจะเป็นคนที่ดูในเรื่องทำเลการลงทุน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่บริษัทมีการลงทุนไปก่อนหน้านี้ไปแล้ว

เนื่องจากโรงพยาบาลรามคำแหงถนัดและเชี่ยวชาญและมีเครือข่ายโรงพยาบาลในต่างจังหวัดหลายแห่ง โดยที่ผ่านมาได้ร่วมมือกันหลายส่วนทั้ง ด้านบุคคลากรทางการแพทย์ , การซื้อยาเวชภัณฑ์ร่วมกัน หรือเครื่องมือในการแพทย์ ทำให้ช่วยลดต้นทุนในการดำเนินงานได้ดี ซึ่งทาง บมจ. ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป ไม่ค่อยถนัดการลงทุนในประเทศ ประกอบกับผู้บริหารโรงพยาบาลรามคำแหงเป็นคนรุ่นใหม่อีกด้วย

‘โรงพยาบาลรามคำแหงถือว่าเป็นพาร์ทเนอร์ที่ดีของเราเลย ตอนนี้เราก็ให้เขามาช่วยที่โรงพยาบาลธนบุรีมากขึ้น รวมทั้งการเลือกทำเลการขยายการลงทุนในต่างจังหวัดให้สิทธิโรงพยาบาลรามคำแหงเป็นคนเลือก’ 

ขณะที่ แผนธุรกิจในปี 2563 ‘หมอบุญ’ แจกแจงว่า ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนต้องปรับตัว โดยในส่วนของ ‘ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป’ นั้น บริษัทได้เตรียมการรับมือสถานการณ์โควิด-19 ไว้ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนม.ค.2563 โดยกระจายความเสี่ยงออกไปหารายได้อื่นๆ เข้ามาเสริม อย่าง การสั่งซื้อหน้ากากอนามัย ยา และเวชภัณฑ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

รวมถึงเตรียมเตียงเฝ้าระวังผู้ป่วย 270 เตียง แต่ใช้งานเพียง 20 กว่าเตียง และเตรียมห้อง ICU จำนวน 25 ห้อง โดยจะเพิ่มใหม่อีก 25 ห้อง ปัจจุบันมีผู้ใช้เพียง 3-4 ราย ซึ่งถือว่าผู้ป่วยน้อยกว่าที่คาดการณ์ โดยมองภาพรวมโรงพยาบาลเอกชนรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ได้ดีกว่าโรงพยาบาลรัฐบาล

ทั้งนี้ ภาพรวมการใช้บริการรักษาทางการแพทย์ในช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย. ที่ผ่านมา ปรับตัวลดลง 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน จากผลกระทบโควิด-19 ทำให้ลูกค้ากังวลการเข้ามาใช้บริการ รวมถึงลูกค้าต่างชาติที่ใช้บริการในโรงพยาบาลบำรุงเมืองหายไปประมาณ 50% อย่างไรก็ตามสัดส่วนดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบรายได้โดยรวม เพราะสัดส่วนรายได้ลูกค้าต่างชาติของ บมจ. ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป  มีประมาณ 3-4% เท่านั้น

สำหรับ ‘โครงการจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้’ (Jin Wellbeing County) ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เช่นกัน โดยภาพรวมยอดขายใหม่ต่อเดือนลดลงเหลือ 4-5 ยูนิต จากเป้าหมายเดิมกว่า 10 ยูนิต โดยปัจจุบันมียอดขาย (Presale) กว่า 150 ยูนิต มียอดโอนกรรมสิทธิ์ 109 ยูนิต และอีก 41 ยูนิต มูลค่า 205 ล้านบาท จะทยอยโอนและรับรู้รายได้ทั้งหมดในปีนี้

ทั้งนี้ ในเมืองไทย ‘กลุ่มผู้สูงอายุ’ ถือเป็นกลุ่มที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากประเทศไทยมีสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและกำลังเข้าสู่ Aging Society โดยคนกลุ่มนี้เมื่อติดเชื้อแล้วมีโอกาสที่อาการจะรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าประชากรในวัยอื่นๆ ดังนั้น บริษัทมีแนวโน้มว่าจะเกิดความต้องการผู้ให้บริการดูแลผู้สูงอายุในพื้นที่ที่มีมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเข้มงวด เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อ

โดยปัจจุบัน บมจ. ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป มีโครงการ Jin Wellbeing County และโรงพยาบาลธนบุรี บูรณา ที่มีบริการดูแลผู้สูงอายุในพื้นที่ Elderly Protection Zone และมีมาตรการคัดกรองผู้เข้า-ออกอย่างเข้มงวด

อย่างไรก็ตาม คาดว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 จะส่งผลต่อวิถีการดำรงชีวิตของประชาชนที่เป็น New Normal เกิดความระมัดระวังและมีวินัยในการรักษาสุขอนามัยเพิ่มขึ้น และลดการทำกิจกรรมนอกบ้านและรักษาระยะห่างทางสังคม จึงมีแนวโน้มเห็นการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์และการนำมาตรการใหม่ๆ มาปรับใช้เพื่อความปลอดภัยของคนไข้ อาทิ การพัฒนาเทคโนโลยีการฆ่าเชื้อ เทคโนโลยีที่ช่วยลดระยะเวลาในการอยู่โรงพยาบาล ฯลฯ ตลอดจนเกิดบริการใหม่ๆ เช่น Telemedicine, ส่งยาหรือฉีดวัคซีนที่บ้าน เป็นต้น เพื่อตอบสนองพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป

‘หมอบุญ’ เล่าต่อว่า สำหรับแผนการลงทุนเปิดโรงพยาบาลแห่งใหม่ในและต่างประเทศนั้น สำหรับ ‘โรงพยาบาลในประเทศ’ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด 2-3 แห่ง บริษัทจะชะลอโครงการต่างๆ ออกไปก่อน เนื่องจากผลกระทบจากโควิด-19

นอกจากนี้ บริษัทยังหันมาทำการตลาดในคนไข้คนไทย ตั้งแต่เดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้บริษัทต้องวางแผนใหม่ทั้งหมด สะท้อนผ่านโรงพยาบาลธนบุรี 1 ตอนนี้มีคนไข้คนไทยเพิ่มมากขึ้น ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากโรงพยาบาลศิริราชปิดให้บริการรักษาคนไข้ทั่วไป รับรักษาเฉพาะคนไข้ฉุกเฉิน ทำให้คนไข้เลือกมารับบริการที่โรงพยาบาลธนบุรี 1 มากขึ้นคิดเป็น 30-40% รวมทั้งบริษัทพยายามกระจายรายได้ออกไปหลายทาง ทั้งเครื่องมือการแพทย์ หน้ากาก น้ำยา ซึ่งเราเป็นตัวแทนขายของเมืองจีนรายใหญ่

ส่วน ‘โครงการลงทุนในต่างประเทศ’ ปัจจุบันยังเดินหน้าเจรจากับพันธมิตรต่อเนื่อง เพราะว่าในบางประเทศยังมีความต้องการอยู่ อย่าง ประเทศจีน , เวียดนาม เป็นต้น เพียงแต่ในปีนี้กระบวนการยังเจรจาอาจจะยืดออกไปบาง 2-3 เดือน เพราะติดปัญหาไม่สามารถเดินทางไปเจอกันได้ ซึ่งปัจจุบันเรามีดีลที่ดีมากอยู่ที่ปักกิ่ง ประเทศจีน

ส่วนการลงทุนใน ‘ประเทศเมียนมา’ ปัจจุบันถือว่าแนวโน้มดีขึ้นมาก โดยตอนนี้มีจำนวนคนไข้มาใช้บริการเพิ่มมากขึ้นจากเดิม สะท้อนผ่านคนไข้นิยมมาคลอดบุตรจากเดิมอยู่ที่ 2 คนต่อเดือน กลายมาเป็น 30 คนต่อเดือน และคาดว่าในเดือนมิ.ย. นี้ อาจจะมี ‘กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA)’ จากเดิมคาดว่าจะเป็นปลายปีนี้แต่ทั้งปียังไม่มีกำไรสุทธิ

ท้ายสุด ‘หมอบุญ’ ทิ้งท้ายไว้ว่า สำหรับภาพรวมของผลการดำเนินงานทั้งปีนี้ ต้องยอมรับว่าปรับตัวลดลงจากปีก่อน อย่างแน่นอน เนื่องจากผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งเราพยายามจะควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายเพื่อลดผลกระทบให้มากที่สุด

โควิด-19 วิกฤติการเงินรุนแรงสุด!

‘ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วและไม่คาดฝัน ! สำหรับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (โควิด-19)’   

‘นายแพทย์บุญ วนาสิน’ ประธานกรรมการ บมจ. ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป เล่าให้ฟังว่า หากจำคำให้สัมภาษณ์ของผม (หมอบุญ) จะบอกเสมอว่า ‘วิกฤติการเงิน’ ตามสถิติจะเกิดขึ้นในทุกรอบ 10 ปี แต่ครั้งนี้ผ่านมา 12 ปีแล้ว แต่ยังมองไม่เห็นสัญญาณว่าจะเกิดวิกฤติขึ้น บ่งชี้ผ่านประเทศขนาดเศรษฐกิจใหญ่อย่าง สหรัฐฯ จีน หรือแม้แต่ ยุโรป ทุกประเทศยังมีอัตราการเติบโตที่ดีต่อเนื่อง

แต่แล้วสิ่งที่ทุกคนไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นคือ ‘โควิด-19’ ซึ่งเป็นวิกฤติครั้งใหญ่มากที่มีความรุนแรงและรวดเร็วมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา โดยมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจทุกภาคส่วน และที่สำคัญวิกฤติครั้งนี้ทุกคนตั้งรับและปรับตัวกันไม่ทัน !

มองกลับมาที่ประเทศไทย คาดว่าปี 2563 ตัวเลขของ ‘ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ จีดีพี’ ไทยจะในระดับ ‘ติดลบ 8-10%’ โดยไตรมาส 1 ปี 2563 คาดว่าจีดีพีจะติดลบ 5-6% เนื่องจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก ขณะที่ส่งออกก็ยังไม่ดีมาก

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ในประเทศไทยที่มีอัตราลดลงอย่างต่อเนื่อง ถือว่ารัฐบาลสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ดีจากความเข้มงวดในการบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์ปิดเมือง ควบคุมการเดินทางเข้า-ออกประเทศ และการติดตามกลุ่มเสี่ยง ส่งผลให้ประเทศไทยได้รับการประเมินความสามารถในการรับมือกับโรคระบาดได้ดีเป็นอันดับ 6 ของโลก

ทั้งนี้ ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่สามารถนิ่งนอนใจได้ว่าโควิด-19 จะไม่กลับมาระบาดอย่างรวดเร็วอีกครั้ง เนื่องจากยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง เช่น การเข้าสู่ฤดูฝน ผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการ เป็นต้น โดยคาดว่าหลัง COVID-19 โรงพยาบาลควรเตรียมความพร้อมด้านมาตรการความปลอดภัยและบริการทางการแพทย์เพื่อรองรับความต้องการของประชาชนที่มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไป

ส่วนการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์และการปิดเมือง ควรดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยยังคงต้องมีมาตรการป้องกันและการรักษาระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) อย่างเข้มงวด

ขณะที่ความต้องการด้านการรักษาพยาบาลภายในประเทศและจากกลุ่มเมดิคอลทัวร์ริสซึม มั่นใจว่ายังคงมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง เพราะแพทย์ไทยมีศักยภาพด้านการรักษาพยาบาลและมีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆ ในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงค่าบริการที่สมเหตุสมผล จึงถือว่าศักยภาพของการแพทย์ไทยมีความพร้อมให้บริการแก่ชาวต่างชาติอย่างเต็มที่อีกด้วย