“5 สิ่งที่ SME ต้องคิด เพื่อก้าวต่อจาก COVID-19” โดย ทีเอ็มบีและธนชาต

“5 สิ่งที่ SME ต้องคิด เพื่อก้าวต่อจาก COVID-19” โดย ทีเอ็มบีและธนชาต

จากสถานการณ์ COVID-19 ที่กำลังคลี่คลาย SME ต้องรับมือและก้าวข้ามไปอย่างแข็งแกร่งที่สุด โดยในการเสวนาออนไลน์ SME Exclusive Talk ที่จัดขึ้นเพื่อแบ่งปันประสบการณ์การรับมือและแผนในการก้าวต่อไปของ SME ได้ข้อสรุป 5 สิ่งที่เหล่าผู้ประกอบการ SME ต้องใช้ในการปรับตัวระหว่างสถานการณ์ รวมถึงใช้ในการวางแผนที่จะก้าวต่อไป

“5 สิ่งที่ SME ต้องคิด เพื่อก้าวต่อจาก COVID-19”

ปรับตัวให้ไวพร้อมรับทุกสถานการณ์เพิ่มช่องทางการขาย กระจายความเสี่ยงจริงใจต่อพนักงาน คู่ค้า และลูกค้าคำนึงถึงเงินทุนหมุนเวียนสำรองมุมมองในเชิงบวก

1) ปรับตัวให้ไวพร้อมรับทุกสถานการณ์ แน่นอนว่าธุรกิจส่วนใหญ่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 จะได้รับผลกระทบมากน้อยแตกต่างกันไปตามรูปแบบธุรกิจ แต่การปรับตัวให้ได้ในทุกสถานการณ์เป็นสิ่งที่สำคัญ โดยสามารถแบ่งได้เป็นการปรับตัวแบบระยะสั้นและระยะยาว ดังนี้

การปรับตัวระยะสั้น ได้แก่ การนำวัตถุดิบที่มีมาแปรเปลี่ยนเป็นสินค้าที่เข้ากับสถานการณ์ เช่น การทำหน้ากากอนามัยผ้า การผลิตเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ ทั้งนี้เพื่อให้ธุรกิจยังคงมีเงินหมุนเวียนในระบบและก้าวต่อไปได้ การเริ่มผันธุรกิจเข้าสู่วงการออนไลน์เป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงการปรับเปลี่ยนสิ่งต่าง ๆ ให้เข้ากับวิถี New Normal เช่น การปรับรูปแบบพื้นที่ร้านอาหาร หรือ ร้านค้า ตามมาตรการผ่อนคลายล็อกดาวน์ของภาครัฐ การปรับตัวระยะยาว ได้แก่ การปรับรูปแบบบรรจุภัณฑ์สินค้าที่เน้นด้านสุขอนามัย และสะดวกปลอดภัยต่อการจัดส่ง การออกแบบพื้นที่ภายในร้านค้าเพื่อให้ถูกต้องตามหลักอนามัย แต่ยังคงรองรับลูกค้าได้ในปริมาณใกล้เคียงกับช่วงเวลาก่อนการแพร่ระบาด ของ COVID-19 รวมไปถึงการตั้งรับหากเกิดสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันอีกในอนาคต เพื่อให้สามารถวางแผนธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2) เพิ่มช่องทางการขาย กระจายความเสี่ยง จากสถานการณ์ที่ผ่านมาพบว่า ธุรกิจที่มีช่องทางการขายทางเดียวหรือมีกลุ่มลูกค้าเฉพาะกลุ่มจะได้รับผลกระทบทางธุรกิจมากกว่ากลุ่มที่มีช่องทางการจัดจำหน่าย และกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย ดังนั้น การเพิ่มช่องทางการค้า เช่น ช่องทางออนไลน์ก็สามารถช่วยธุรกิจได้อย่างมาก การศึกษาเรียนรู้ระบบออนไลน์จึงเข้ามามีบทบาทในธุรกิจเพื่อเพิ่มช่องทางการขาย รวมถึงสร้างกลุ่มลูกค้าใหม่ เพราะไม่ควรที่จะฝากความหวังทั้งหมดไว้กับลูกค้าเพียงกลุ่มเดียวอีกต่อไป

3) จริงใจต่อพนักงาน คู่ค้า และลูกค้า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พนักงานบริษัทอาจเริ่มมีความรู้สึกไม่มั่นคงในอาชีพ เจ้าของธุรกิจควรเปิดเผยสถานการณ์ของธุรกิจในส่วนที่พนักงานสามารถรับรู้ได้ เพื่อให้พนักงานเกิดความมั่นใจและรู้สึกมีส่วนร่วม ในหลายองค์กรพบว่า หากพนักงานทราบสถานการณ์ที่ธุรกิจกำลังเผชิญอยู่ จะมีความพร้อมที่ช่วยเหลือกันให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ ผ่านการโยกย้ายบทบาทงาน หรือการลดเวลาทำงาน เป็นต้น

สำหรับคู่ค้า ควรมีการสื่อสารเพื่อช่วยเหลือแบ่งเบากันในส่วนที่สามารถช่วยเหลือได้ หรือหากทราบว่าคู่ค้าไม่สามารถที่จะทำธุรกิจต่อไปได้ ควรเตรียมหาคู่ค้ารายอื่นเพื่อสำรองได้ทันการ ในส่วนของลูกค้า หากสถานการณ์ส่งผลกระทบถึงการบริการ ซึ่งอาจจะล่าช้ากว่าปกติ หรือมีสิ่งที่ไม่เป็นไปตามที่ลูกค้าเคยได้รับ ผู้ประกอบการ SME จะต้องแจ้งลูกค้าเพื่อให้ได้รับทราบก่อนที่จะได้รับสินค้าและบริการ

4) คำนึงถึงเงินทุนหมุนเวียนสำรอง อีกสิ่งหนึ่งที่ SME ควรคำนึงถึงเสมอ คือ การรักษาสภาพคล่องทางการเงินให้เพียงพอ เพื่อประคับประคองธุรกิจให้ผ่านพ้นสถานการณ์ไปได้ รวมถึงเพื่อให้สามารถมีเงินหมุนเวียนสำหรับดำเนินกิจการต่อ

การวางแผนด้านเงินทุนหมุนเวียนจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง โดย SME ควรต้องติดตามข่าวสารเพื่อให้สามารถหาแหล่งเงินทุนสำรองยามคับขัน ไม่ว่าจะเป็นจากนโยบายช่วยเหลือของภาครัฐ หรือผลิตภัณฑ์จากธนาคารพาณิชย์ เป็นต้น

5) มุมมองเชิงบวก สิ่งสำคัญที่สุดในสถานการณ์ลักษณะนี้ คือ มุมมองเชิงบวกของผู้ประกอบการ เพราะการคิดบวกเพื่อตั้งรับกับสถานการณ์ในเชิงรุก จะสามารถทำให้ธุรกิจข้ามผ่านอุปสรรคทั้งหลายได้ง่ายขึ้น

การปรับความท้าทายให้เป็นโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงทำสิ่งใหม่ ๆ แม้ว่าจะยากลำบาก แต่จิตใจที่เข้มแข็งของผู้ประกอบการจะสามารถพลิกมุมมองและดึงศักยภาพการบริหาร รวมถึงยังเป็นขวัญและกำลังใจให้พนักงานพร้อมเดินเคียงข้างไปด้วยกัน

หากมองหาข้อดีเชิงบวกจากสถานการณ์ ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีเพื่อเตรียมระบบหลังบ้านให้พร้อมอีกครั้ง สามารถมองเห็นโอกาสใหม่ ๆ หรือแม้แต่เกิดการเปลี่ยนแปลงในลักษณะชั่วข้ามคืน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้ธุรกิจ SME ดำเนินต่อได้อย่างมั่นคงขึ้น ไม่ว่าจะพบกับสถานการณ์ใดในอนาคตก็ตาม

แทงบอล

CCP มั่นใจปีนี้รายได้เข้าเป้าตามงานใหญ่ภาคตอ.เดินหน้า

CCP มั่นใจปีนี้รายได้เข้าเป้าตามงานใหญ่ภาคตอ.เดินหน้า – อัตรากำไรสุทธิพุ่งเท่าตัว

นายอาทิตย์ ทีปกรสุขเกษม กรรมการผู้จัดการ บมจ.ผลิตภัณฑ์คอนกรีตชลบุรี (CCP) เปิดเผยว่า บริษัทมั่นใจว่ารายได้ปีนี้จะทำได้ตามเป้าหมาย 2.6 พันล้านบาท เนื่องจากทิศทางผลประกอบการช่วงครึ่งปีหลังจะปรับตัวดีขึ้นกว่าช่วงครึ่งปีแรก หลังจากโครงการลงทุนเมกะโปรเจ็คต์ด้านโครงสร้างพื้นฐานภายใต้โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ทยอยเดินหน้าก่อสร้าง และโครงการของหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะภาคตะวันออกมีการก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง อาทิ งานถนน รวมถึงงานของภาคเอกชน อย่างนิคมอุตสาหกรรม ก็มีการก่อสร้างกันอย่างต่อเนื่อง

สัดส่วนรายได้ในปีนี้มาจากงานภาครัฐ 80% และภาคเอกชน 20% ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีปริมาณงานในมือ (Backlog) มูลค่าราว 1,800 ล้านบาท ที่จะทยอยรับรู้รายได้ในระยะเวลา 1 ปี 6 เดือน โดยจะรับรู้รายได้ภายในปีนี้ราว 60% ส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้รายได้ในหน้า ในขณะเดียวกันบริษัทจะยังคงติดตามงานและเข้าประมูลงานใหม่ๆ เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องทั้งภาครัฐและเอกชน

ขณะที่บริษัทคาดว่าอัตรากำไรสุทธิปีนี้จะอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 5% จากปีก่อนที่ 2.42% หลังจากในไตรมาส 1/63 ที่ผ่านมาทำได้แล้ว 5.56% เป็นผลมาจากการที่บริษัทเน้นการรับงานที่การแข่งขันต่ำ และไม่เน้นแข่งขันด้านราคาเพื่อรักษาระดับการทำกำไรให้เหมาะสม

นายอาทิตย์ กล่าวอีกว่า สำหรับผลประกอบการในไตรมาส 2/63 มั่นใจว่าจะดีกว่าช่วงไตรมาส 2/62 แต่ยอมรับว่าจะชะลอลงจากไตรมาส 1/63 จากผลการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ภาครัฐต้องใช้มาตรการปิดเมือง (Lockdown) ส่งผลให้คำสั่งซื้อหายไปชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันทุกอย่างเริ่มกลับเข้าสู่ปกติแล้ว หลังจากรัฐบาลพยายามเร่งลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนต่อไปได้

“ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และมีการปิดเมือง (Lockdown) ส่งผลแรงงานต่างชาติในอุตสาหกรรมก่อสร้างหายไปบางส่วน ทำให้งานก่อสร้างมีการชะลอตัว และคำสั่งซื้อสินค้าหายไป แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบันเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และคำสั่งซื้อเข้ามาจำนวนมาก ซึ่งได้รับปัจจัยหนุนจากการเร่งลงทุนของภาครัฐบาล เราจึงคาดว่าทิศทางผลประกอบการในครึ่งปีหลังจึงมีแนวโน้มดีกว่าครึ่งปีแรก”นายอาทิตย์ กล่าว

แผนการดำเนินธุรกิจของ CCP ในช่วงครึ่งปีหลัง ยังคงมุ่งเน้นกลยุทธ์การบริหารจัดการต้นทุน เพิ่มความสามารถในการทำกำไร และพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูปร่วมกับลูกค้า เพื่อรองรับงานโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และเดินหน้าติดตามโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการขยายฐานลูกค้า ทั้งในกลุ่มสถาปนิก ผู้รับเหมารายย่อย โครงการขนาดกลาง-เล็ก ที่มีความต้องการใช้งานคอนกรีตสำเร็จรูปเพื่องานก่อสร้าง Land Scape ซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดขายสินค้าคอนกรีตสำเร็จรูป กลุ่มบล็อกกำแพง บล็อกกันหน้าดิน บล็อกปูพื้น ที่ช่วยแก้ปัญหางานก่อสร้าง การขาดแคลนแรงงาน และยังช่วยลดต้นทุนทำให้งานเสร็จรวดเร็ว

ส่วนงานเอกชน มุ่งเน้นเข้ารับงานนิคมอุตสาหกรรมที่ยังมีการทยอยก่อสร้างต่อเนื่อง ขณะที่ภาพรวมการเติบโตของกลุ่มผู้ประกอบการรับเหมา และผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ขยายตัวค่อนข้างน้อย

สำหรับธุรกิจคอนกรีตผสมเสร็จ (Ready Mix) หลังจากที่ได้ปรับโมเดลธุรกิจ ส่งผลให้บริษัทสามารถขยายฐานลูกค้าใหม่ ยอดขายปรับตัวดีขึ้นและความสามารถในการทำกำไรเพิ่มขึ้น ซึ่งเห็นได้จากผลการดำเนินการช่วงที่ผ่านมา

แทงบอล

หุ้นโซลปิดบวก 0.80% นลท.คาดหวังว่าประเทศต่างๆออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ภาวะตลาดหุ้นเกาหลีใต้ : หุ้นโซลปิดบวก 0.80% รับความหวังรัฐบาลกระตุ้นศก.

ดัชนีคอมโพสิตตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปิดบวกในวันนี้ เนื่องจากนักลงทุนมีความคาดหวังว่า ประเทศต่าง ๆ จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

ดัชนีคอมโพสิตตลาดหุ้นเกาหลีใต้ (KOSPI) เพิ่มขึ้น 17.43 จุด หรือ 0.80% ปิดที่ 2,201.19 จุด มีปริมาณการซื้อขายปานกลางที่ 561 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่า 10.1 ล้านล้านวอน (8.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) มีจำนวนหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในสัดส่วน 483 ต่อ 362

แทงบอล

S&P/ASX 200 ปิดบวก 22.70 จุด หุ้นริโอทินโตพุ่งหลังเผยยอดส่งออกแร่เหล็ก

ภาวะตลาดหุ้นออสเตรเลีย : S&P/ASX 200 ปิดบวก 22.70 จุด จากแรงซื้อท้ายตลาด

ดัชนีหุ้นออสเตรเลียปิดบวกในวันนี้ จากแรงซื้อช่วงท้ายตลาด โดยหุ้นริโอทินโตพุ่งขึ้นหลังบริษัทเผยยอดส่งออกแร่เหล็กที่แข็งแกร่ง

ดัชนี S&P/ASX 200 ปิดที่ 6,033.60 จุด เพิ่มขึ้น 22.70 จุด, +0.38% ดัชนี ALL ORDINARIES ตลาดหุ้นออสเตรเลียปิดวันนี้ที่ 6,144.90 จุด เพิ่มขึ้น 21.90 จุด, +0.36%

ตลาดหุ้นออสเตรเลียพลิกกลับมาปิดในแดนบวก หลังจากที่ปรับตัวลดลงในการซื้อขายระหว่างวันโดยถูกกดดันจากอัตราว่างงานเดือนมิ.ย. ที่พุ่งสูงแตะระดับสูงสุดในรอบ 22 ปี และจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นในรัฐวิกตอเรีย

แทงบอล

ILINK ทยอยส่งมอบรถไฟฟ้า APM จำนวน 6 ขบวน มูลค่างาน 2,099 ลบ.

ILINK ทยอยส่งมอบรถไฟฟ้า APM จำนวน 6 ขบวน มูลค่างาน 2,099 ลบ.ในท่าฯสุวรรณภูมิ

บมจ.อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น (ILINK) แจ้งว่า ตามที่บริษัทชนะการประกวดราคางานจัดซื้อพร้อมติดตั้งงานระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (APM) โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ(ปีงบประมาณ 2554 – 2560)ของบมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT) มีมูลค่าของสัญญาจ้าง 2,099,900,000 บาท โดยบริษัทจ้างบริษัท ซีเมนส์ โมบิลิตี้ จำกัด จากประเทศออสเตรียในการจัดหารถไฟฟ้าไร้คนขับ Automatic People Mover (APM) สำหรับใช้เชื่อมต่อขนส่งผู้โดยสารระหว่างอาคารผู้โดยสารหลักกับอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่1 (Satellite 1 : SAT-1) จำนวน 6 ขบวน (12 โบกี้)นั้น

ปัจจุบัน รถไฟฟ้าไร้คนขับ Automatic People Mover (APM) ขบวนแรก (2 โบกี้) ถูกจัดส่ง ณ ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรีเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2563 โดยบริษัทจะทยอยส่งมอบให้ครบท้ง 6 ขบวนและ Consortium ไออาร์ทีวี (IRTV) จะทำการติดตั้งรถไฟฟ้า APM นี้ซึ่งมีมูลค่างาน 900,000,000 บาท โดยคาดว่าจะสามารถทดสอบและพร้อมเปิดใช้งานในปี 2564 เป็นต้นไป

แทงบอล

กรุงศรี ออโต้ เปิดตัว iCreate ยกระดับบริการขอสินเชื่อออนไลน์

กรุงศรี ออโต้ เปิดตัว iCreate ยกระดับบริการขอสินเชื่อออนไลน์ สร้างประสบการณ์ใหม่ที่งาน Motor Show 2020

“กรุงศรี ออโต้”นำโดยนางกฤติยา ศรีสนิท (ที่ 4 จากซ้าย) ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) พร้อมคณะผู้บริหาร

กรุงศรี ออโต้เปิดตัวนวัตกรรม ‘iCreate’ ยกระดับบริการขอสินเชื่อยานยนต์ออนไลน์ในงาน Motor Show 2020 โดยลูกค้าที่สนใจขอสินเชื่อรถยนต์ใหม่ “กรุงศรี นิว คาร์” สามารถรับบริการกับเจ้าหน้าที่กรุงศรี ออโต้ผ่าน iCreate เพียงยื่นบัตรประชาชน ระบบจะนำข้อมูลส่วนตัวของผู้สมัครลงในแบบฟอร์มขอสินเชื่อออนไลน์ พร้อมถ่ายรูปยืนยันตัวตน และกรอกรหัส OTP เพื่อดำเนินการขออนุมัติสินเชื่อได้ทันทีโดยไม่ต้องกรอกใบสมัคร ทำให้กระบวนการขอสินเชื่อสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ด้วยข้อมูลลูกค้าที่ถูกต้องและแม่นยำ

กรุงศรี ออโต้พร้อมให้บริการสินเชื่อยานยนต์ในงานบางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 ระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม – 26 กรกฎาคม 2563 ณ บูธกรุงศรี ออโต้ด้านหน้าอาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 อิมแพค
เมืองทองธานี

แทงบอล

 

 

BDMS จับมือ”วิริยะประกันภัย” ดึงคนไทยเข้าถึงบริการการแพทย์ระดับสากล

BDMS จับมือ”วิริยะประกันภัย” ดึงคนไทยเข้าถึงบริการการแพทย์ระดับสากล

นางนฤมล น้อยอ่ำ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) เปิดเผยว่า บริษัทได้ร่วมมือกับบมจ.วิริยะประกันภัย ดำเนินโครงการ Viriyah Healthcare by BDMS “คุ้มครอง คุ้มค่า ราคาเพื่อคนไทย” ด้วยการนำศักยภาพมาตรฐานการรักษาพยาบาลในระดับสากลของโรงพยาบาลเครือทั่วประเทศเข้าร่วม โดยกำหนดเป้าหมายให้คนไทยมีสุขภาพที่ดี ทั้งยังมีโอกาสและทางเลือกในการเข้ารับบริการทางการแพทย์มาตรฐานระดับสากลในโรงพยาบาลเอกชนได้ง่ายยิ่งขึ้น

บริษัทได้ยึดถือใน 4 ปณิธานหลักในการดำเนินงาน ประกอบด้วย ศักยภาพความพร้อมในการให้บริการของโรงพยาบาลในเครือข่าย BDMS ทั้ง 47 แห่งทั่วประเทศไทย, ประสบการณ์ของบุคลากรทางการแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน รวมถึงการเชื่อมโยงและแบ่งปันความรู้ความชำนาญการทางการแพทย์กับโรงพยาบาลต่างประเทศชั้นนำในแต่ละด้าน, ความล้ำหน้าด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย และความใส่ใจด้านงานบริการของทีมบุคลากรทางการแพทย์ที่เข้าใจความต้องการของผู้ป่วย ล้วนเป็นสิ่งที่บริษัทต้องการมอบให้แก่คนไทยทุกคน

“เราไม่เคยหยุดที่จะแสวงหาพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อส่งมอบศักยภาพบริการทางการแพทย์ที่เรามี จึงเป็นที่มาของความร่วมมือขึ้นในครั้งนี้ผ่านประกันสุขภาพของโครงการ Viriyah Healthcare by BDMS” นางนฤมล กล่าว

นางนฤมล กล่าวอีกว่า บริษัทได้รับความไว้วางใจจากธุรกิจประกันภัยสุขภาพทั้งในและต่างประเทศให้เป็นพันธมิตรที่ร่วมพัฒนาการบริการทางการแพทย์ให้แก่ผู้ที่ตระหนักและห่วงใยด้านสุขภาพ โดยล่าสุดได้รับความไว้วางใจจาก PING AN HEALTH บริษัทประกันรายใหญ่ที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดของจีน เดินหน้าขยายบริการสุขภาพมาตรฐานระดับสากลให้กับสมาชิกรองรับแผนส่งเสริมสุขภาพของจีนในปี 2573 และในครั้งนี้นับเป็นโอกาสอันดีภายใต้ความร่วมมือกับวิริยะประกันภัย หนึ่งในผู้นำด้านธุรกิจประกันภัยสุขภาพของไทย นำเสนอประกันภัยสุขภาพวิถีใหม่ Viriyah Healthcare by BDMS ที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้คนไทยมีโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้สะดวกยิ่งขึ้นด้วยเครือข่ายโรงพยาบาลของ BDMS ที่ครอบคลุมทั่วประเทศไทย

ด้านนายเกรียงศักดิ์ โพธิเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.วิริยะประกันภัย เปิดเผยว่า ปัจจุบันคนไทยส่วนมากยังไม่สามารถเข้าถึงหลักประกันสุขภาพได้ ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงได้หารือร่วมกับ BDMS เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมให้คนไทยมีโอกาสถือครองกรมธรรม์ประกันภัยสุขภาพฉบับแรกกันถ้วนหน้า ด้วยวิถีใหม่ของประกันสุขภาพที่สอดรับกับภาวะเศรษฐกิจหลังโควิด-19 และรายได้ของประชาชนส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ด้วยประกันภัยสุขภาพ Viriyah Healthcare by BDMS

“สาระสำคัญของความร่วมมือในครั้งนี้มุ่งไปที่การออกผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพแบบใหม่ขึ้นมารองรับความต้องการด้านสุขภาพ โดยวิริยะประกันภัยได้ตั้งโจทย์ไว้ว่าจะทำอย่างไรให้เบี้ยประกันภัยเข้าถึงคนไทยได้ง่ายยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถตัดสินใจซื้อความคุ้มครองได้ทันที จึงเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้ร่วมนำเสนอสู่คนไทยในครั้งนี้ ที่ตอบโจทย์การรักษาพยาบาลที่หลากหลายครอบคลุมค่ารักษาพยาบาล เป็นความคุ้มครองแบบเหมาจ่ายรายปีไม่จำกัดจำนวนครั้งในแต่ละปี และได้รับผลประโยชน์ใหม่ต่อเนื่องทุกปี เริ่มต้นคุ้มครองอายุตั้งแต่ 16-60 ปี คุ้มครองต่อเนื่องถึง 80 ปี ทั้งยังกำหนดค่าเบี้ยประกันที่ต่ำ ให้สอดรับกับรายได้ของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไทยในปัจจุบัน”นายเกรียงศักดิ์ กล่าว

แทงบอล

พลัส ฯ ชู 6 ทำเลบ้านเดี่ยวตอบโจทย์เรียลดีมานด์หนุนตลาดแนวราบยังแรงปีนี้

พลัส ฯ ชู 6 ทำเลบ้านเดี่ยวตอบโจทย์เรียลดีมานด์หนุนตลาดแนวราบยังแรงปีนี้

นางสาวสุวรรณี มหณรงค์ชัย รองกรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนากลยุทธ์และบริหารสินทรัพย์ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยหลังการระบาดโควิด-19 พบว่ากลุ่มลูกค้าที่เริ่มต้นในการสร้างครอบครัวให้ความสนใจในการเลือกซื้อบ้านแนวราบมากขึ้น ตลอดจนให้ความสำคัญเรื่องฟังก์ชั่นและการดีไซน์ที่ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และสุขอนามัย ตอบโจทย์การอยู่อาศัยวิถีใหม่ (New Normal)

ฝ่ายวิจัยและพัฒนาของพลัสฯ ได้ทำการสำรวจทำเลที่อยู่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครและบริเวณโดยรอบ พบทำเลที่มีศักยภาพเหมาะสำหรับเป็นแหล่งอยู่อาศัยแห่งใหม่ เอื้อต่อการเดินทางเชื่อมต่อสู่ใจกลางเมือง มีสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งใกล้รถไฟฟ้า ทางด่วน และห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ซึ่งมี 6 ทำเลที่น่าสนใจ ดังนี้

1.บางนา (บางเสาธง-บางพลี-บางบ่อ) ถือเป็นทำเลทองแห่งที่อยู่อาศัยในอนาคต มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งโรงเรียนนานาชาติ mixed-used ขนาดใหญ่อย่าง Mega City Bangna และ Bangkok Mall สามารถเดินทางสู่ใจกลางเมืองด้วยการคมนาคมหลากหลายช่องทาง ทั้งทางยกระดับบูรพาวิถีเชื่อมต่อทางด่วนเฉลิมมหานคร และมอเตอร์เวย์ รวมทั้งยังมีรถไฟฟ้า MRT สายสีเหลือง ตัดผ่านเส้นบางนาตราดที่จะเปิดใช้ปลายปี 64 และในอนาคตยังมีรถไฟฟ้ารางเบา สายบางนา-สุวรรณภูมิ ที่เชื่อมต่อ BTS สายสีเขียวอ่อน มีโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ทำเลนี้ได้รับความนิยมมีโครงการเปิดใหม่อย่างคึกคักโดยเฉพาะโครงการบ้านเดี่ยวในช่วงราคา 3-5 ล้านบาท ส่งผลให้ราคาที่ดินย่านบางเสาธงและบางบ่อมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยปีละ 6.73% ราคาที่ดินในช่วงปี 59-62 โดยมีราคาที่ดินเฉลี่ยที่ 50,000 บาทต่อตารางวา

2.พระราม 2 (บางขุนเทียน-สมุทรสาคร) ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาการคมนาคมทั้งทางยกระดับบางขุนเทียน-ปากท่อ และรถไฟฟ้าสายสีม่วง เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ ซึ่งการมาของรถไฟฟ้าจะทำให้เกิดการเชื่อมต่อของการเดินทางฝั่งพระนคร ฝั่งธนบุรี และสมุทรปราการเข้าด้วยกัน ทำให้กลายเป็นอีกทำเลที่มีโครงการใหม่ๆเกิดขึ้นมาก อีกทั้งอยู่ในระดับราคาที่จับต้องได้ง่ายที่ 3-5 ล้านบาท สำหรับราคาที่ดินของทำเลพระราม 2 เติบโตต่อเนื่องในช่วงปี 59-62 โดยมีราคาเฉลี่ยที่ดิน 44,000 บาทต่อตารางวา เติบโตเฉลี่ยที่ปีละ 9.77% ซึ่งนับว่าสูงกว่าหลายพื้นที่

3.รังสิต -ลำลูกกา เป็นอีกหนึ่งทำเลทองที่อยู่อาศัยศักยภาพ อยู่ในเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเขียวอ่อนส่วนต่อขยายที่จะให้บริการถึงสถานีคูคตในปี 64 และสายสีแดงเข้ม บางซื่อ-รังสิต ที่มีส่วนต่อขยายไปถึงธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต อานิสงส์จากรถไฟฟ้า 2 สายนี้ทำให้ทำเลนี้ได้รับความสนใจจากคนที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยอย่างมาก ซึ่งยังมี supply ราคา 3-5 ล้านบาทเหลืออยู่เยอะ ถือว่าเป็นราคาที่น่าสนใจมากใน location ที่จะมีรถไฟฟ้าสายหลักอย่างสายสีเขียวอ่อนผ่านเข้ามาในอนาคต โดยปัจจุบันพบว่าราคาที่ดินจะขยับตัวสูงขึ้นมากกว่า 10%

นอกจากนี้พบว่าบริเวณใกล้เคียงกับสถานีคูคต ราคาที่ดินมีการเติบโตเฉลี่ยปีละ 7.45% ซึ่งสูงกว่าราคาที่ดินเฉลี่ยของตลาดโดยรวม โดยราคาที่ดินเฉลี่ยอยู่ที่ 71,000 บาทต่อตารางวา ส่วนโซนรังสิตก็ถือเป็นพื้นที่ที่ยังไม่มีบ้านเดี่ยวในระดับราคาสูงกว่า 10 ล้านบาท และมากกว่าครึ่งหนึ่งของยูนิตทั้งหมดมีราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่ขายดีที่สุด โดยขายได้ถึง 75%

4.บางใหญ่ เป็นอีกหนึ่งทำเลทองที่มีความโดดเด่น เพราะมีเส้นทางหลักเข้าตัวเมืองหลากหลาย ทั้ง ถนนกาญจนาภิเษก ถนนรัตนาธิเบศร์ ถนนบางบัวทอง-สุพรรณบุรี ถนนชัยพฤกษ์ ถนนบางกรวย-ไทรน้อย และยังมีรถไฟฟ้าสายสีม่วง มีโครงการสร้างมอเตอร์เวย์บางใหญ่-กาญจนบุรี มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตามราคาที่ดินทำเลนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 53,250 บาทต่อตารางวา โดยเติบโตปีละ 7-10% แต่ที่ดินทำเลบางใหญ่ก็มีความต้องการสูงต่อเนื่อง ส่วนบ้านเดี่ยวที่ขายดีจะอยู่ในช่วงราคา 3-5 ล้านบาท ซึ่งมียอดขายสูงถึง 75% และส่วนใหญ่แล้วบ้านในแถบนี้จะมีราคาต่ำกว่า 7 ล้านบาท โดยบ้านเดี่ยวราคา 5-7 ล้านบาท จะปิดการขายได้เร็วมาก คิดเฉลี่ยขายได้เดือนละ 4-5 ยูนิต

5. แจ้งวัฒนะ-ปากเกร็ด เป็นทำเลที่รองรับการอยู่อาศัยของคนเมือง เป็นพื้นที่ขยายออกมาจากกรุงเทพฯ มีการคมนาคมที่สะดวก ทั้งทางด่วนศรีรัช และในอนาคตอันใกล้จะมีรถไฟฟ้าสายสีชมพูเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีเขียวอ่อนที่สถานีวัดพระศรีมหาธาตุ ที่มีกำหนดเปิดให้บริการในปี 64 มีสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยครบครัน ทั้งศูนย์ประชุม-แสดงสินค้า ศูนย์กีฬา โรงพยาบาล โรงเรียน สวนสาธารณะ และศูนย์ราชการ ด้วยเหตุนี้ทำให้ราคาที่ดินเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 10% โดยมีราคาเฉลี่ย 75,800 บาทต่อตารางวา ในช่วงปี 59-62 ในย่านนี้บ้านเดี่ยวราคา 5-7 ล้านบาท ได้รับการตอบรับสูง สามารถปิดการขายได้มากถึง 51% ตามมาด้วยบ้านราคา 7-10 ล้านบาท ที่ขายได้เฉลี่ยเดือนละ 2-3 ยูนิต

6.พัฒนาการ-ประเวศ เป็นอีกทำเลที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นอย่างน่าสนใจเพราะเป็นทำเลที่มีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ทั้งสวนหลวง ร.9 และศูนย์กีฬาบึงหนองบอน อีกทั้งเดินทางเข้าศูนย์กลางธุรกิจและเชื่อมไปยังสนามบินสุวรรณภูมิได้ง่ายด้วยถนนหลายสายและรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ จึงทำให้เป็นทำเลที่ได้รับความนิยมมีทั้งโครงการทั้งคอนโดมิเนียม ทาวน์โฮม และบ้านเดี่ยว นอกจากนี้ยังมีรถไฟฟ้าสายสีเหลืองที่กำลังจะเปิดให้บริการในปี 64 ซึ่งรถไฟฟ้าสายสีเหลืองมีจุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีเขียวอ่อน สีน้ำเงิน และสีส้ม ยิ่งทำให้ย่านนี้มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง ส่วนราคาที่ดินเฉลี่ย 70,667 บาทต่อตารางวา เติบโตเฉลี่ยปีละ 5.54% โครงการที่ได้รับความนิยมอยู่ในระดับราคา 5-7 ล้านบาท รองลงมาคือราคา 10-20 ล้านบาท

“ที่อยู่อาศัยประเภทแนวราบนี้ เป็นตลาดที่รองรับกลุ่มที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) โดยที่ผ่านมามีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะตลาดกลุ่มนี้ปกติจะมีการซื้อขายเพื่อเก็งกำไรน้อยมาก จึงไม่ใช่กลุ่มหลักที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์วิกฤติต่าง ๆ อีกทั้งในปีนี้เป็นปีที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ออกแคมเปญสนับสนุนการขายและสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ซื้อมากกว่าปกติ รวมถึงอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ จึงน่าจะเป็นแรงกระตุ้นให้กลุ่ม Real Demand ตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยในช่วงนี้ แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็ต้องมีการวางแผนพิจารณาการพัฒนาโครงการให้ดี เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของตลาดอย่างเหมาะสม ให้ซัพพลายและดีมานด์มีความสมดุลกัน”นางสาวสุวรรณี กล่าว

แทงบอล

ธอส.เผยผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรกปี 2563 ปล่อยสินเชื่อใหม่ เพิ่มขึ้น 12.99%

ธอส.เผยผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรกปี 2563 ปล่อยสินเชื่อใหม่ 100,981 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.99%

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เผยแม้เศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบจากปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019(COVID-19) แต่ผลการดำเนินงานสิ้นสุดไตรมาสที่ 2 ของปี 2563 ธนาคารยังคงสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ ได้ถึง 100,981 ล้านบาท จำนวน 62,116 บัญชี เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 12.99% ทำให้ ณ สิ้นไตรมาสที่ 2/2563 เทียบกับ ณ สิ้นปี 2562 ธนาคารมียอดสินเชื่อคงค้างรวม 1,256,305 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.89% สินทรัพย์รวม 1,300,881 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.52% เงินฝากรวม 1,060,970 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.76% หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) จำนวน 56,827 ล้านบาท คิดเป็น 4.52% ของยอดสินเชื่อรวม ส่วนแผนงานสำคัญครึ่งปีหลัง ของปี 2563 เดินหน้าปล่อยสินเชื่อและดูแลลูกค้าหลังสิ้นสุดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือตามโครงการ “ธอส.ช่วยคนไทย ร่วมสร้างชาติ” ยกบริการขึ้นดิจิทัลเพิ่มขึ้นตามแผน GHB New Normal Services และจำหน่ายสลากออมทรัพย์ ชุด “พิมานมาศ” หน่วยละ 50,000 บาท ให้ครบ 1,000,000 หน่วย

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงาน ณ ไตรมาสที่ 2 ของปี 2563 ว่า ตามที่ภาวะเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ต้นปี 2563 ได้รับผลกระทบจากปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งมีผลต่อเศรษฐกิจโลกรวมถึงเศรษฐกิจไทยมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ ธอส. ธนาคารบ้านของคนไทย ในฐานะสถาบันการเงินของรัฐที่มีพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” ยังคงเป็นสถาบันการเงินที่มีความเข้มแข็งและมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล ธนาคารแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการธนาคาร โดยนายปริญญา พัฒนภักดี ประธานกรรมการธนาคาร ได้จัดทำมาตรการช่วยเหลือลูกค้าเพื่อบรรเทาผลกระทบ พร้อมกับการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวหลังจากการแพร่ระบาดเริ่มคลี่คลาย ด้วยการจัดทำผลิตภัณฑ์สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2563 ธอส.สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้เป็นจำนวน 100,981 ล้านบาท 62,116 บัญชี เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 12.99% คิดเป็น 50% ของเป้าหมายปล่อยสินเชื่อใหม่ปี 2563 ที่จำนวน 210,000 ล้านบาท โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2563 ธนาคารปล่อยสินเชื่อใหม่ที่มีวงเงินกู้ไม่เกิน 2 ล้านบาท สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลางได้จำนวน 40,504 ราย

ทำให้ ณ สิ้นไตรมาสที่ 2/2563 เทียบกับ ณ สิ้นปี 2562 ธนาคารมียอดสินเชื่อคงค้างรวมทั้งสิ้น 1,256,305 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.89% สินทรัพย์รวม 1,300,881 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.52% เงินฝากรวม 1,060,970 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.76% หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) จำนวน 56,827 ล้านบาท คิดเป็น 4.52% ของยอดสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2562 ที่มี NPL อยู่ที่ 4.09% หรือเพิ่มขึ้น 0.43% และมีกำไรสุทธิจำนวน 4,831 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 14.87% เนื่องจากธนาคารได้ตั้งสำรองเพิ่มขึ้นเพื่อความมั่นคงและเตรียมความพร้อมกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในอนาคต และรองรับการจัดทำมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ผ่านโครงการ ธอส. ช่วยคนไทย ร่วมสร้างชาติ ครอบคลุมความช่วยเหลือทั้งการพักชำระเงินต้น พักชำระดอกเบี้ย และลดดอกเบี้ย เป็นต้น ซึ่งล่าสุด ณ วันที่ 16 กรกฎาคม 2563 เวลา 9.00 น. มีลูกค้าแจ้งความประสงค์เข้ามาตรการแล้วจำนวน 490,725 บัญชี วงเงินสินเชื่อ 488,024 ล้านบาท ขณะที่อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) ยังอยู่ที่ระดับแข็งแกร่งโดย ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 อยู่ 15.35% ซึ่งสูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย

“สาเหตุสำคัญที่ทำให้สินเชื่อปล่อยใหม่ของธนาคารยังคงขยายตัวได้ดี คือ อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ และการจัดทำโปรโมชั่นกระตุ้นการขายของโครงการที่อยู่อาศัย ถือเป็นโอกาสที่ดีในการมีที่อยู่อาศัยของลูกค้าประชาชนที่ไม่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 รวมถึงมาตรการสนับสนุนของภาครัฐผ่านโครงการต่าง ๆ อาทิ มาตรการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของ ธอส. กรอบวงเงินรวม 50,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 2.5% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก มียอดอนุมัติสินเชื่อ 27,870 ราย เต็มกรอบวงเงิน 50,000 ล้านบาท โครงการบ้านดีมีดาวน์ ซึ่งรัฐลดภาระในการซื้อที่อยู่อาศัยให้แก่ประชาชน โดยสนับสนุนเงินดาวน์จำนวน 50,000 บาทต่อราย ซี่งมีประชาชนที่ได้รับเงินโอนเรียบร้อยแล้ว 19,549 ราย ขณะที่โครงการบ้านล้านหลัง ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ปรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขกรณีลูกค้ารายย่อย โดยเพิ่มราคาซื้อขายและวงเงินกู้เป็นไม่เกิน 1.2 ล้านบาท จากเดิม 1 ล้านบาท ล่าสุดมีลูกค้าที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อแล้ว 29,931 ราย วงเงินสินเชื่อ 21,362 ล้านบาท ภายใต้กรอบวงเงินโครงการ 50,000 ล้านบาท ภายในปี 2564”นายฉัตรชัย กล่าว

นายฉัตรชัย ยังกล่าวต่ออีกว่า เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังยังเผชิญกับปัญหาจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ต่อเนื่องจากในช่วงครึ่งปีแรก กระทรวงการคลังจึงได้เปิดให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจปรับเป้าหมายผลการดำเนินงานในปี 2563 อีกครั้ง ซึ่งคณะกรรมการธนาคารได้มีมติเห็นชอบให้ปรับเป้าหมายสินเชื่อปล่อยใหม่เพื่อเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาจากเดิม 210,000 ล้านบาท ลดลงเหลือ 170,000 ล้านบาท และกำไรสุทธิลดลงจาก 13,177 ล้านบาท เหลือ 8,227 ล้านบาท สอดคล้องกับการตั้งสำรองที่สูงขึ้นเพื่อรองรับสถานการณ์หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPLs หลังจากสิ้นสุดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ของธนาคารในวันที่ 31 ตุลาคม 2563 โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าที่พักชำระเงินต้นและพักชำระดอกเบี้ย ซึ่งในเดือนสิงหาคมหรือก่อนสิ้นสุดระยะเวลาของมาตรการจำนวน 30 วัน เจ้าหน้าที่ธนาคารจะทยอยติดต่อลูกค้าเพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการประเมินความสามารถในการ ชำระหนี้ในอนาคต และหาแนวทางช่วยเหลือให้ลูกค้ากลับมามีสถานะบัญชีปกติให้มากที่สุดต่อไป

นอกจากนี้ ธอส. ยังพบว่า จากการที่ลูกค้าของธนาคารมีความต้องการและเกิดความคุ้นเคยที่จะใช้บริการผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้นเห็นได้จาก ณ วันที่ 14 กรกฎาคม 2563 ธนาคารมีจำนวนลูกค้าที่สมัครใช้บริการ Application : GHB ALL และยังใช้งานอยู่จำนวน 656,783 บัญชี เพิ่มขึ้นจาก ณ สิ้นปี 2562 ที่มีจำนวนลูกค้าใช้งานอยู่ 242,180 บัญชี และปัจจุบันลูกค้ามีการทำธุรกรรมการโอนเงินและชำระหนี้เงินกู้ผ่าน GHB ALL จำนวน 509,123 รายการ เพิ่มขึ้นจาก ณ สิ้นปี 2562 ที่มีการทำธุรกรรมจำนวน 375,981 รายการ หรือเพิ่มขึ้น 35.4% ดังนั้น เพื่อเป็นการรองรับพฤติกรรมของยังลูกค้าและการแข่งขันของธุรกิจสถาบันการเงินที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ธนาคารจึงได้จัดทำแผน GHB New Normal Services ด้วยการนำบริการทางการเงินและสินเชื่อไปให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัลเพิ่มเติมผ่าน Application : GHB ALL และเว็บไซต์ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ www.ghbank.co.th โดยแบ่งระยะเวลาดำเนินการออกเป็น 2 เฟส ประกอบด้วย

เฟสที่ 1 บริการทางด้านการเงินและสินเชื่อ อาทิ สมัครใช้บริการ GHB ALL ด้วยตนเอง เปิดบัญชีใหม่ ชำระเงินผ่อนดาวน์ทรัพย์ NPA ขอ Statement บัญชีเงินฝาก เปลี่ยนแปลงที่อยู่จัดส่งเอกสาร/การติดต่อ ซื้อสลากออมทรัพย์ การนัดหมายเข้าทำธุรกรรม ขอยอดปิดบัญชีเงินกู้ นัดหมายขอรับโฉนด ขอหนังสือรับรองดอกเบี้ยเงินกู้ ขอใบแทนใบเสร็จ และการประมูลทรัพย์ NPA Online ซึ่งจะเปิดให้บริการลูกค้าได้ภายในวันที่ 16 กันยายน 2563 ส่วนเฟสที่ 2 จะเพิ่มบริการ อาทิ ชำระค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เช่น ค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ ค่าประเมินราคาหลักประกัน การรับเงินค่าธรรมเนียมคืนตามโปรโมชั่น การรับเงินของขวัญปีใหม่ที่ธนาคารมอบให้ลูกค้าตามจำนวนที่กำหนด ขอหนังสือรับรองดอกเบี้ยเงินฝาก ขอตรวจข้อมูลเครดิตบูโร การกู้เพิ่ม และการขอหนังสือรับรองเพื่อเบิกค่าเช่าบ้านตามสิทธิสวัสดิการ ซึ่งจะให้บริการลูกค้าได้ภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2563

ในด้านแผนการบริหารจัดการด้านเงินฝากเพื่อรองรับการปล่อยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ โดยการจำหน่ายสลากออมทรัพย์ ชุด “พิมานมาศ” หน่วยละ 50,000 บาท ให้ได้ตามเป้า 1,000,000 หน่วย ภายในเดือนกันยายน 2563 โดยล่าสุดจำหน่ายไปแล้วกว่า 380,000 หน่วย ซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลตอบแทนดีสำหรับผู้ที่ต้องการออมเงินในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ และมีโอกาสถูกรางวัลสูง ฝากครบ 3 ปี จะได้รับเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยคิดเป็นผลตอบแทน 0.9% ต่อปี ออกรางวัลทุกเดือน หมวดละ 10 รางวัล มูลค่ารางวัลละ 50,000 บาท ทุกหน่วย มีโอกาสในการถูกรางวัล 0.01% สูงกว่าสลากทั่วไป และยังสามารถถูกรางวัลซ้ำได้ทุก ๆ เดือน รวมถึงมีโอกาสลุ้นรางวัล Jackpot หมวดละ 2 รางวัล มูลค่ารางวัลละ 500,000 บาททุกไตรมาส หากถูกรางวัลมูลค่า 50,000 บาท จำนวน 1 ครั้ง ขณะที่ดอกเบี้ยและเงินรางวัลที่ผู้ฝากได้รับจากสลากออมทรัพย์ ธอส. ยังได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

“ขณะที่ด้านบุคลากรและสาขาของธนาคาร ยืนยันว่าไม่มีแผนที่จะปรับลดจำนวนพนักงานและผู้ปฏิบัติงานของธนาคารซึ่งปัจจุบันมีอยู่กว่า 5,000 คน และไม่ลดสาขาที่มีกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ แต่จะมุ่งพัฒนาศักยภาพของบุคลากรให้มีความสามารถที่จะรองรับการให้บริการรูปแบบใหม่ให้ได้มากยิ่งขึ้น และเชื่อมั่นว่าหากสถานการณ์ของ COVID-19 เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องธนาคารจะสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่เพื่อช่วยให้ประชาชนให้ได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองได้ไม่น้อยกว่า 170,000 ล้านบาท หรือปล่อยได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายเดิมที่กำหนดไว้ที่ 210,000 ล้านบาทให้ได้มากที่สุด เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวได้เร็วยิ่งขึ้นต่อไป”นายฉัตรชัย กล่าว

แทงบอล

PTTGC เจรจาพันธมิตรใหม่ร่วมทุนปิโตรฯในสหรัฐ หลัง DAELIM ถอนตัว

PTTGC เจรจาพันธมิตรใหม่ร่วมทุนปิโตรฯในสหรัฐ หลัง DAELIM ถอนตัว ยันไม่กระทบเป้าสรุปแผนใน H2/64

นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) เปิดเผยว่า บริษัทจะเดินหน้าโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ในสหรัฐตามแผนงาน แม้ล่าสุด Daelim Industrial Co.,Ltd. (DAELIM) พันธมิตรจากเกาหลีใต้จะขอถอนตัวจากแผนร่วมทุน 50% ในโครงการ โดยหลังจากนี้บริษัทจะเจรจากับผู้ที่สนใจรายใหม่ให้เข้ามาเป็นพันธมิตรร่วมทุน เบื้องต้นแผนการลงทุนยังไม่เปลี่ยนแปลงเนื่องจากมองว่าเป็นโครงการที่ดี และคาดว่าจะสรุปแผนงานทั้งหมดได้ตามเป้าหมายในช่วงครึ่งหลังของปี 64

“โครงการอเมริกาเราก็ delay อยู่แล้ว จะตัดสินว่าจะทำหรือไม่ทำประมาณครึ่งหลังปี 64 เพราะว่าโควิดต้อง delay ข่วงนี้ก็ถือโอกาสเจรจาผู้รับเหมา หาเงิน โน่นนั่นนี่…(DAELIM) เขาขอถอน อันนั้นคือ fact แต่ก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรมาก เพราะที่ผ่านมามีคนอยากร่วมเยอะแยะ แต่เราไม่ได้คุยเพราะมี partner อยู่แล้ว ทีนี้พอเกาหลีเขาถอน เราก็กลับไป resume การคุยกับคนอื่นที่เขาสนใจ เนื่องจากโครงการ delay อยู่แล้ว ก็มีเวลาคุยไม่มีปัญหา ไม่ได้ทำให้ delay มากขึ้นหรือน้อยลง แต่อย่างไรเราไม่ทำคนเดียวอยู่แล้ว เราต้องหา partner”นายคงกระพัน กล่าว

ก่อนหน้านี้ PTTGC มีเป้าหมายการสร้างบ้านแห่งที่ 2 ผ่านโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ในสหรัฐ ซึ่งเป็นการร่วมทุนกับ DAELIM บริษัทยักษ์ใหญ่ในด้านธุรกิจก่อสร้างและเคมีภัณฑ์จากเกาหลีใต้ ฝ่ายละ 50% เพื่อผลิตเอทิลีน 1.5 ล้านตัน/ปี และ HDPE 1.5 ล้านตัน/ปี เนื่องจากสหรัฐมีศักยภาพการแข่งขันด้านวัตถุดิบและตลาดเติบโต แต่เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา บริษัททบทวนแผนลงทุนหลังจากเกิดวิกฤติโควิด-19 พร้อมเลื่อนการลงทุนที่ไม่จำเป็นออกไปก่อน รวมถึงการสรุปแผนโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ในสหรัฐเลื่อนจากไตรมาส 3/63 ไปเป็นปี 64

นายคงกระพัน กล่าวว่า การหาพันธมิตรร่วมทุนใหม่คงไม่ยากมาก เพราะที่ผ่านมามีผู้สนใจหลายราย ประกอบกับเป็นโครงการที่ดี โดยคาดว่าพันธมิตรใหม่จะเป็นบริษัทต่างชาติที่มีความเข้าใจธุรกิจปิโตรเคมี และมีความพร้อมในการลงทุน และบริษัทน่าจะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในโครงการ ซึ่งเบื้องต้นการออกแบบโรงงานเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการเจรจาหาผู้รับเหมาก่อสร้าง รวมถึงเงินกู้ที่ใช้ในโครงการ ซึ่งการเลื่อนระยะเวลาตัดสินใจลงทุนออกไปก็ทำให้มีเวลามากขึ้น ประกอบกับสถานการณ์โควิดที่เกิดขึ้นทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ลดลง ซึ่งจะส่งผลดีต่อมูลค่าก่อสร้างโครงการให้ลดลงด้วย

“โครงการไม่มีอะไรเปลี่นแปลง เป็นโครงการที่ดี แต่เราต้องระมัดระวังก็เลยต้องเลื่อนการตัดสินใจไปก่อน แล้วถือโอกาสเจรจาโน่นนั่นนี่ ค่าก่อสร้างก็ว่าไป การหา partner ก็ต้องเลือกดี ๆ เราสามารถทำคู่ขนานกันไปได้ไม่มีปัญหา วันนี้ก็ทำหลาย ๆ อย่างควบคู่กันไป มูลค่าลงทุนควรจะลดลงด้วยเพราะสถานการณ์โควิด และเศรษฐกิจโลกถดถอย ราคา Commodity เหล็ก ก็ควรจะลดลงเราก็ต้องไปเจรจา เราต้องเจรจาผู้รับเหมา เจรจาให้ถูกลงแน่ ๆ ไม่มากก็น้อย ตอนนี้ design เสร็จแล้ว ปรับที่ดินแล้ว แต่ยังไม่ได้จ้างผู้รับเหมาทำก่อสร้าง โชคดีที่มีโควิดก็จะได้ราคาถูกลง”นายคงกระพัน กล่าว

แทงบอล