SPALI ร่วมทุนโครงการ Seaside มูลค่า 405 ล้านเหรียญดอลลาร์ออสเตรเลีย

SPALI ร่วมทุนโครงการ Seaside ในออสเตรเลียตะวันตก  405 ล้านเหรียญดอลลาร์ออสเตรเลีย เล็งเปิดอีกแห่งปลายปี

นายประศาสน์ ตั้งมติธรรม กรรมการที่ปรึกษา บมจ. ศุภาลัย (SPALI) ผู้ดูแลโครงการลงทุนต่างประเทศ เปิดเผยว่า ช่วงต้นปี 63 บริษัทตัดสินใจขยายการลงทุนในประเทศออสเตรเลียเพิ่มเติมในรัฐ Western Australia ซึ่งในอดีตเคยเป็น Investment Corridor ของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่คึกคักจนถึงปี ค.ศ.2014 โดยบริษัทเข้าร่วมลงทุนในโครงการ Seaside ในย่าน Madora Bay มูลค่าโครงการประมาณ 405 ล้านเหรียญดอลลาร์ออสเตรเลีย เป็นการต่อยอดความร่วมมือกับบริษัท Satterley Property Group Pty Ltd และอีกหนึ่งโครงการในย่าน Eglinton ร่วมกับบริษัท Peet Limited บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงยาวนานกว่า 125 ปี มูลค่าโครงการโดยรวมประมาณ 484 ล้านเหรียญดอลลาร์ออสเตรเลีย

โครงการ Seaside อยู่ในย่าน Madora Bay, Perth รัฐเวสท์เทิร์นออสเตรเลีย ห่างจากย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ของเมืองเพิร์ทไปทางใต้ราว 65 กิโลเมตร และห่างจากย่านศูนย์กลางเมือง Madora เพียง 7 กิโลเมตร ลักษณะโครงการเป็นโครงการประเภทจัดสรรที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยรอบโครงการเพื่อรองรับการอยู่อาศัยที่สำคัญ อาทิ Shopping Center, Golf Course, Public Primary School ผู้อยู่อาศัยจะสามารถเดินทางเชื่อมต่อกับถนนสายหลักอย่าง Mandurah Road และ Kwinana Freeway และเข้าถึงพื้นที่ชายหาดจากพื้นที่ส่วนกลางของโครการได้อย่างสะดวกสบาย ซึ่งที่ดินแปลงดังกล่าวของโครงอาจถือได้ว่าเป็นที่ดินรอการพัฒนาติดชายหาดผืนสุดท้ายในบริเวณนี้

พื้นที่โครงการมีขนาด 893 ไร่ จัดสรรเป็นที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยเบื้องต้นจำนวนทั้งสิ้น 1,750 แปลง ในปัจจุบันนี้โครงการได้ยื่นขออนุมัติผังจัดสรรเฟสแรกแล้ว และจากศักยภาพการพัฒนาที่ดินตามแผนโครงสร้างท้องถิ่น (Madora Bay North Local Structure Plan) นั้น โครงการ Seaside สามารถพัฒนาพื้นที่อยู่อาศัยขนาดตั้งแต่ 120 ตารางเมตร ไปจนถึงขนาด 450 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้นโดยประมาณอยู่ที่ 3.74 ล้านบาท ซึ่งเป็นขนาดและราคาที่สามารถตอบรับอุปสงค์ของผู้อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่นี้ได้เป็นอย่างดี บริษัทฯ คาดว่าจะเปิดการขายและเริ่มก่อสร้างได้ในไตรมาส 3/63

นอกจากนี้ บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการในย่าน Eglinton ปลายปี 63 อีกหนึ่งโครงการบนพื้นที่ขนาด 1,000 ไร่ ห่างชายหาดเพียง 1.1 กิโลเมตร ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมือง Perth รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ติดกับถนนสายหลักได้แก่ Marmion Avenue และ Pipidinny Road ซึ่งตัดผ่านด้านหน้าโครงการ ทั้งยังอยู่ใกล้กับ Eglinton Town Centre และ Train Station ซึ่งปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการพัฒนาส่วนต่อขยาย ด้านในโครงการมีการออกแบบเขตทางเท้าและพื้นที่ภูมิสถาปัตย์ภายใต้กรอบแนวคิด “ความเป็นมิตรต่อผู้อยู่อาศัย” และจากการเป็นทำเลเพื่อการพักอาศัยติดชายทะเลที่กำลังเป็นที่นิยม พร้อมกับการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ทั้งระบบขนส่งมวลชนและพื้นที่สาธารณะ ย่าน Eglinton จึงถือได้ว่าเป็นทำเลศักยภาพที่จะเจริญเติบโตเป็นอย่างสูงในอนาคตอันใกล้

ปัจจุบัน โครงการมีการยื่นขออนุมัติผังจัดสรรเฟสแรกและได้รับอนุมัติแล้วเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา เป็นที่คาดว่าการเปิดขายต่อสาธารณะจะเกิดขึ้นในไตรมาส 4/63 อนึ่ง รัฐบาลเวสเทิร์นออสเตรเลียได้ประกาศนโยบายให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ซื้อที่อยู่อาศัยประมาณหลังละ 44,000 ออสเตรเลียดอลลาร์ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากโควิด 19 ซึ่งจากปัจจัยสนับสนุนดังกล่าวจะส่งผลบวกต่อโครงการทั้งสองโครงการเป็นอย่างดี

“การผนึกกำลังร่วมกันระหว่าง ศุภาลัย และพันธมิตรได้แก่ Peet Group และ Satterley นับเป็นโครงการที่ 9 และ 10 ในออสเตรเลียตามลำดับ ถือเป็นเครื่องตอกย้ำการขยายขีดความร่วมมือระหว่างบริษัทที่มีมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่บริษัทฯ เข้าไปลงทุนในประเทศออสเตรเลีย ด้วยการร่วมมือกับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีชื่อเสียงและมีความชำนาญในแต่ละภูมิภาค ตลอดจนจากความเป็นเจ้าตลาดของ Strategic Partners เอง ทำให้บริษัทสามารถปรับกลยุทธ์ในการพัฒนาโครงการให้ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับกลยุทธ์สำคัญในการบริหารผลตอบแทนและความเสี่ยงอย่างเหมาะสมสำหรับการเข้าไปลงทุนในต่างประเทศ” นายประศาสน์ กล่าวย้ำถึงความร่วมมือที่แข็งแกร่งกับพันธมิตรธุรกิจซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญของการลงทุนในต่างประเทศของบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง

แทงบอล

UWC ปรับโครงสร้างธุรกิจตัดขาย 3 โรงไฟฟ้าชีวมวล 851 ลบ.หันเน้นธุรกิจหลัก

UWC ปรับโครงสร้างธุรกิจตัดขาย 3 โรงไฟฟ้าชีวมวล 851 ลบ.หันเน้นธุรกิจหลัก

นายธีรชัย ลีนะบรรจง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอื้อวิทยา (UWC) เปิดเผยว่า บริษัทได้ปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งสำคัญด้วยการตัดขายธุรกิจโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก (Non Core) โดยบริษัทจะมุ่งเน้นธุรกิจเกี่ยวกับไฟฟ้าและเสาโทรคมนาคม ที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์กว่า 53 ปี เพื่อให้ผลประกอบการพลิกฟื้นกลับมามีกำไรให้ได้เร็วที่สุด

บริษัทได้ลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นโรงไฟฟ้าชีวมวลกับ บมจ.แอ๊บโซลูท คลีน เอ็นเนอร์จี้ (ACE) เพื่อขายโรงไฟฟ้า จำนวน 3 โรง ประกอบด้วย บริษัท ยูดับบลิวซี โกเมน ไบโอแมส จำกัด จังหวัดนครราชสีมา กำลังการผลิต 9.9 MW บริษัท ยูดับบลิวซี อำพัน ไบโอแมส จำกัด จังหวัดบุรีรัมย์ กำลังการผลิต 9.5 MW และบริษัท สตึก ไบโอแมส จำกัด จังหวัดบุรีรัมย์ กำลังการผลิต 7.5 MW โดยทั้ง 3 โรง มีกำลังการผลิตรวม 26.9 MW ในราคารวม 851 ล้านบาท โดยจะนำเสนอให้ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นอนุมัติในวันที่ 20 ส.ค.63 และจะทำการซื้อขายเสร็จสมบูรณ์ในวันที่ 21 ส.ค.63

การขายโรงไฟฟ้าชีวมวลทั้ง 3 แห่งนี้จะทำให้บริษัทสามารถลดภาระการค้ำประกันเงินกู้ของโรงไฟฟ้าที่มีกับธนาคารกว่า 320 ล้านบาท และจะสามารถนำเงินที่ได้จากการขายไปชำระคืนหุ้นกู้ จำนวน 300 ล้านบาท โดยจะเป็นการไถ่ถอนก่อนกำหนด ซึ่งจะทำให้บริษัทประหยัดดอกเบี้ยจ่ายเกือบ 10 ล้านบาท นอกจากนี้ จะทำให้บริษัทมีภาระหนี้สินและต้นทุนทางการเงินที่ลดลง รวมทั้งจะทำให้อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ลดลงจาก 3.38 เท่า เหลือเพียง 1.74 เท่า ส่งผลให้ฐานะการเงินและสภาพคล่องของบริษัทดีขึ้น

การจำหน่ายโรงไฟฟ้าทั้ง 3 โรงในครั้งนี้ เป็นการปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ โดยบริษัทได้หยุดการดำเนินธุรกิจที่ไม่สร้างผลกำไรตั้งแต่ปี 62 เป็นต้นมา อาทิ ธุรกิจพืชพลังงาน และก๊าซชีวภาพ ธุรกิจโรงไม้สับในกัมพูชา จนถึงการขายโรงไฟฟ้าชีวมวลทั้ง 3 แห่งในครั้งนี้ หลังจากนี้บริษัทจะสร้างการเติบโตและผลกำไรโดยเร็วที่สุด จากการมองเห็นโอกาสทางธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับระบบส่งไฟฟ้าและเสาโทรคมนาคมในต่างประเทศ ซึ่งจะสร้างรายได้และกำไรให้กับบริษัทได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

แทงบอล

สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ เผยลูกค้า 11.16 ล้านราย ที่ได้รับผลกระทบ COVID

สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ เผยลูกค้า 11.16 ล้านราย ที่ได้รับผลกระทบ COVID-19 ได้รับความช่วยเหลือผ่านมาตรการของแบงก์รัฐทั้ง 9 แห่ง

สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ เปิดเผยข้อมูลครึ่งปีแรก สถาบันการเงินของรัฐทั้ง 9 แห่ง ประกอบด้วย ธอส. ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. ธพว. ธสน. ธอท. บตท. และ บสย. เยียวยาช่วยเหลือลูกค้าประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ได้แล้วถึง 11.16 ล้านราย วงเงินสินเชื่อรวม 3,789,698 ล้านบาท โดยประเภทของสินเชื่อที่มีจำนวนผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือมากที่สุด คือ สินเชื่อเกษตร จำนวน 5.7 ล้านราย วงเงินสินเชื่อ 1,313,285 ล้านบาท โดยการ พักชำระหนี้ถือเป็นมาตรการที่ลูกค้าได้รับความช่วยเหลือมากที่สุดจำนวน 7.2 ล้านราย วงเงินสินเชื่อ 3,012,952 ล้านบาท

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ในฐานะประธานกรรมการสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ เปิดเผยว่า ตามที่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย รวมถึงรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าประชาชน ดร.อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ ธนาคารแห่งประเทศไทย จึงได้มีนโยบายให้สถาบันการเงินต่าง ๆ รวมถึงสถาบันการเงินของรัฐทั้ง 9 แห่ง ประกอบด้วย 1.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) 2.ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) 3.ธนาคารออมสิน 4.ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 5.ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) 6.ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) 7.ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย(ธอท.) 8.บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย (บตท.) และ 9.บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เร่งจัดทำมาตรการทางด้านการเงินเพื่อเยียวยาช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่มอย่างเร่งด่วนตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยสถาบันการเงินของรัฐหลายแห่งต่างจัดทำรายละเอียดของความช่วยเหลือที่ไม่น้อยกว่ามาตรการขั้นต่ำที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ครอบคลุมลูกหนี้ทั้งในกลุ่มลูกค้าประชาชนทั่วไปที่ประกอบอาชีพประจำ อาชีพอิสระ เกษตรกร รวมถึงผู้ประกอบการ SMEs และผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออก เป็นต้น โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2563 พบว่า มีจำนวนของลูกค้าที่ได้รับความช่วยเหลือแล้วถึง 11.16 ล้านราย วงเงินสินเชื่อรวม 3,789,698 ล้านบาท โดยประเภทของสินเชื่อที่ได้รับความช่วยเหลือมากที่สุด คือ สินเชื่อเกษตร จำนวน 5.7 ล้านราย วงเงินสินเชื่อ 1,313,285 ล้านบาท ขณะที่สินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อบุคคล ช่วยเหลือลูกค้าได้จำนวน 4.6 ล้านราย วงเงินสินเชื่อ 1,704,210 ล้านบาท และสินเชื่อประเภท SMEs (อาทิ ท่องเที่ยว ค้าส่ง/ค้าปลีก และอุตสาหกรรม) จำนวน 175,342 ราย วงเงินสินเชื่อ 723,044 ล้านบาท

“รูปแบบของมาตรการความช่วยเหลือที่สถาบันการเงินของรัฐจัดทำให้กับลูกค้าถือว่ามีความหลากหลายเพื่อให้เหมาะสมกับระดับความเดือดร้อนของลูกค้าประชาชนหรือผู้ประกอบการ โดยลูกหนี้ส่วนใหญ่ได้เข้ามาตรการ พักชำระหนี้ จำนวนถึง 7.2 ล้านราย วงเงินสินเชื่อ 3,012,952 ล้านบาท หรือเลือกเข้ามาตรการอื่น ๆ ที่เหมาะสมกับปัญหาและความต้องการของลูกค้าเอง อาทิ การขยายระยะเวลาการชำระหนี้เพื่อลดจำนวนเงินงวด การปรับลดอัตราดอกเบี้ย และการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เป็นต้น นอกจากนี้ยังให้ความช่วยเหลือให้สินเชื่อเพิ่มเติมทั้งลูกหนี้เดิมและลูกหนี้ใหม่ในอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน จำนวน 3 ล้านราย วงเงินสินเชื่อรวม 183,554 ล้านบาท แก่ประชาชนทั่วไปและผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งสามารถลดผลกระทบให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างมาก”นายฉัตรชัย กล่าว

สำหรับแนวทางการดำเนินงานของสถาบันการเงินของรัฐเพื่อช่วยเหลือลูกค้าในช่วงครึ่งปีหลังจะยังคงให้ความสำคัญกับการติดตามดูแลลูกค้าที่ได้รับผลกระทบอย่างใกล้ชิด แม้ปัจจุบันจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศไทยจะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และรัฐบาลได้ผ่อนคลายมาตรการควบคุมต่าง ๆ ลงเพื่อให้บรรยากาศทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในประเทศกลับมาฟื้นตัว แต่สถานการณ์ในอนาคตยังคงมีความไม่แน่นอน เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อในหลายประเทศยังคงสูงขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจและประชาชนบางส่วนยังไม่สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจหรือประกอบอาชีพได้ตามปกติ โดยสถาบันการเงินของรัฐพร้อมให้ความร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทยในการจัดทำมาตรการเพิ่มเติม เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ สามารถค้นหารายละเอียดของมาตรการได้ที่ www.เราไม่ทิ้งกัน-ด้านการเงิน.com ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อรวบรวม และเป็นช่องทางในการเข้าถึงข้อมูลมาตรการด้านการเงินของสถาบันการเงินของรัฐทุกแห่งในการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับลูกค้าประชาชนและกลุ่มผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดไวรัส COVID-19 ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ตรงความต้องการของลูกค้า ประชาชน และผู้ประกอบการ

แทงบอล

PPM เบรกขยายกำลังการผลิตแผงโซลาร์หลังตลาดส่งออกแผงชะลอตัว

PPM เบรกขยายกำลังการผลิตแผงโซลาร์หลังตลาดส่งออกแผงชะลอตัว-เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว

บมจ.พรพรหมเม็ททอล (PPM) แจ้งว่า ตามที่บริษัทได้เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแบบระบุวัตถุประสงค์ให้แก่บุคคลในวงจำกัด 1 ราย คือ นายศุภจักร ไตรรัตโนภาส จำนวน 80,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท เสนอขายในราคาหุ้นละ 2.46 บาท รวมเป็นเงิน 196,800,000 บาท หลังหักค่าใช้จ่ายการเสนอขายหลักทรัพย์แล้วคงเหลือ 196,346,280 บาทนั้น

บริษัทได้ปรับเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ในการใช้เงินเพิ่มทุน ในข้อ 3.เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในธุรกิจติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในบริษัท โซลาร์ พีพีเอ็ม จำกัด (SPPM) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย จำนวน 120 ล้านบาท จากเดิมที่จะนำไปเพื่อขยายกำลังการผลิตใน SPPM โดยเป็นค่านำเข้าเครื่องจักร 115 ล้านบาท และค่าปรับปรุงอาคารโรงานเพื่อรองรับเครื่องจักรใหม่อีก 5 ล้านบาท

เนื่องจากเห็นว่าในปัจจุบันภาวการณ์ส่งออกโซลาร์เซลล์ชะลอตัว ประกอบกับเทคโนโลยีการผลิตแผ่นโซลาร์เซลล์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยในตลาดต่างประเทศนิยมใช้เทคโนโลยีแผ่นเซลล์ชนิด Half Cell ในขณะที่เครื่องจักรของ SPPM สามารถรองรับการผลิตได้เฉพาะแผ่นเซลล์ชนิด Full Cell จึงทำให้การรับจ้างประกอบแผงโซลาร์เซลล์ชนิด Full Cell ไม่คุ้มค่า ซึ่งกำลังการผลิตในปัจจุบันของ SPPM มีไว้เพื่อรองรับงานรับเหมาติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน และเพื่อจำหน่ายแผ่นโซลาร์เซลล์สำเร็จรูปให้กับลูกค้าผู้รับเหมาทั่วไป

จากเหตุผลข้างต้นทำให้บริษัทพิจารณาถึงการชะลอการลงทุนเพิ่มในการขยายกำลังการผลิตแผ่นโซลาร์เซลล์ด้านเครื่องจักรและโรงงาน ซึ่งทำให้ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์การใช้เงินเพิ่มทุนที่ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น

ทั้งนี้ เพื่อลดการสูญเสียโอกาสที่จะสร้างผลตอบแทนให้บริษัท และเมื่อพิจารณาถึงความจำเป็นของการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน บริษัทเห็นว่าหากมีการจัดสรรเงินที่ได้รับจากการเพิ่มทุน ข้อ 3.ใหม่ เพื่อให้บริษัทสามารถนำเงินคงเหลือมาใช้ในกิจการรับเหมาติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องอยู่ในปัจจุบัน โดยใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการจัดหาอุปกรณ์สำหรับการรับเหมาติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาโครงการต่างๆ อันจะทำให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดกับบริษัทและ SPPM

ส่วนวัตถุประสงค์การใช้เงินเพิ่มทุนตามข้อ 1. และข้อ 2. ยังเหมือนเดิม ดังนี้ ข้อ 1.เพื่อเสริมสภาพคล่องและลดต้นทุนทางการเงินของบริษัท 26.33 ล้านบาท และข้อ 2. เพื่อเสริมสภาพคล่องและขยายกำลังการผลิตในบริษัท พรีเมี่ยม เฟล็กซิเบิ้ล แพ็คเกจจิ้ง จำกัด (PFP) (บริษัทย่อย) โดยเป็นการนำเข้าเครื่องจักร 7.75 ล้านบาท ชำระหนี้ค่าวัตถุดิบ 31 ล้านบาท และเสริมสภาพคล่องภายในบริษัทย่อย 11.25 ล้านบาท

คณะกรรมการได้พิจารณาถึงแนวทางการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์การใช้เงินเพิ่มทุน โดยเห็นว่าวัตถุประสงค์การใช้เงินเพิ่มทุนที่ได้ระบุไว้เดิมนั้นมีความเสี่ยงที่จะไม่สามารถนำเงินที่ได้รับจากการเพิ่มทุนไปใช้ได้ เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันความจำเป็นในการใช้เงินเพิ่มทุนได้เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น วิธีการที่ดีที่สุดที่จะไม่ทาให้เงินเพิ่มทุนต้องสูญเสียโอกาสในการเพิ่มมูลค่า และจะส่งผลดีต่อบริษัท และผู้ถือหุ้น คือ การเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์การใช้เงินเพิ่มทุน เพื่อให้บริษัทสามารถนำเงินเพิ่มทุนไปใช้ในการดำเนินธุรกิจได้ตามความจำเป็นต่อไป

คณะกรรมการจึงเห็นควรให้นาเสนอเรื่องการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์การใช้เงินเพิ่มทุน เพื่อพิจารณาอนุมัติในที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจาปี 2563 โดยมีมติอนุมัติกำหนดวันประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2563 ในวันที่ 27 สิงหาคม 2563 เวลา 14.00 น. พร้อมอนุมัติกำหนดให้วันที่ 29 กรกฎาคม 2563 เป็นวันให้สิทธิผู้ถือหุ้น (Record Date) เข้าร่วมประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2563

แทงบอล

กลุ่มแบงก์ดีดตัวขึ้นรับปัจจัยบวก ธปท.ส่งสัญญาณลดเงินนำส่ง FIDF ลงอีกรอบ

กลุ่มแบงก์ดีดตัวขึ้นรับปัจจัยบวก ธปท.ส่งสัญญาณลดเงินนำส่ง FIDF ลงอีกรอบ

หุ้นแบงก์ดีดตัวขึ้นเกือบทั้งกลุ่ม โดยเฉพาะแบงก์ขนาดใหญ่ ตอบรับการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่งสัญญาณว่าอาจปรับลดเงินนำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) อีกรอบ

เมื่อเวลา 10.35 น. หุ้น BBL อยู่ที่ 108.00 บาท ปรับขึ้น 1.50 บาท (1.41%)

KBANK อยู่ที่ 92.50 บาท ปรับขึ้น 1.00 บาท (1.09%)

SCB อยู่ที่ 73.25 บาท ปรับขึ้น 1.00 บาท (1.37%)

บทวิเคราะห์ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า มีมุมมองเป็นบวกต่อประเด็นที่ ธปท.อาจต่ออายุการลดเงินนำส่ง FIDF จะช่วยลดต้นทุนทางการเงินของธนาคารลงได้ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่หดตัวลง โดยได้ทำ sensitivity หากปรับลดเงินนำส่ง FIDF ลงเหลือ 0.23% จาก 0.46% ในปี 65 ต่ออีก พบว่ากลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ได้ประโยชน์มากกว่าธนาคารขนาดเล็ก

โดย KTB ได้รับผลดีมากที่สุด กำไรสุทธิมี upside เพิ่ม +14% รองลงมาเป็น BBL ที่ +13% และ SCB ที่ +10% ส่วน KBANK +9% แต่อย่างไรก็ดี เราคาดว่า ธนาคารจะดำเนินงานอย่าง conservative ทำให้เราเชื่อว่า upside ดังกล่าวจะมีไม่มาก เพราะธนาคารจะนำไปตั้งสำรองฯเพิ่มขึ้น

ส่วนประเด็นเรื่องการไม่ต่ออายุมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่จะหมดอายุในเดือน ต.ค. 2563 เรามองว่าส่งผลดีต่อธนาคารในแง่ของกระแสเงินสดที่จะเข้ามา ทำให้ธนาคารไม่ขาดสภาพคล่อง ขณะที่เราเชื่อว่าแต่ละธนาคารจะจัดการกับลูกหนี้ที่มีปัญหาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การช่วยเหลือโดยการปรับโครงสร้างหนี้

เรายังคงน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มธนาคารเป็น “เท่ากับตลาด” ชอบ BBL (ซื้อ/เป้า 130.00 บาท) เพราะเป็นธนาคารที่ต้านทานภาวะเศรษฐกิจได้ดี และมีผลดีจากการรวมธนาคารเพอร์มาตาที่จะเพิ่ม upside ต่อประมาณการกำไรสุทธิในปี 64 ประมาณ 10%

ขณะที่บทวิเคราะห์ของ บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ระบุว่า ข่าว ธปท.ที่มีโอกาสปรับลดเงินนำส่งเข้ากองทุนFIDF ลงอีกจากปัจจุบันอยู่ที่ 0.23% ของฐานเงินฝาก ถือเป็นข่าวดี ช่วยลดต้นทุนทางการเงินของธนาคารทันที เพิ่มสภาพคล่องให้ธนาคาร รวมถึงธนาคารสามารถนำไปช่วยเหลือลูกหนี้โดยการลดดอกเบี้ยลง ช่วยพยุงฐานะให้ลูกหนี้สามารถประคองตัว หากภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวขึ้น จะทำให้ลูกหนี้สามารถอยู่รอดได้ไม่กลายเป็นหนี้ NPL และทำให้สถานะทางการเงินของธนาคารไม่ได้เลวร้ายตามไปด้วย ซึ่งถือเป็นปัจจัยหหนุนต่อกลุ่มธนาคาร

อย่างไรก็ดี แม้ว่ายังไม่ได้ประกาศปรับลดเงินนำส่งกองทุนFIDF ลงจริง แต่ก็มีโอกาสที่จะเป็นไปได้ในอนาคต ถือเป็น sentiment เชิงบวกต่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ขณะที่ช่วงนี้เป็นช่วงที่กลุ่มธนาคารทยอยประกาศผลประกอบการ 2Q63 (ภายใน 21 ก.ค.63) ซึ่งคาดว่าไม่ค่อยดีนัก จึงแนะนำเพียงซื้อเก็งกำไรระยะสั้นไปก่อน

หุ้นแบงก์ที่เป็น Top Pick ของเราคือ BBL (TP:136) ถือเป็นหุ้นะนาคารขนาดใหญ่ที่มีเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง อีกทั้งมีเงินสำรองที่สูงมากเพียงพอที่จะรองรับ NPL ที่อาจจะเกิดขึ้นมาได้ในช่วงนี้ และ TISCO (TP:83) ซึ่งถือเป็นธนาคารที่มีความสามารถในการทำกำไรสูงสุด มีเงินกองทุนที่แข็งแกร่งและมีเงินปันผลสูง

แทงบอล

จีนกำหนดอัตราค่ากลางเงินหยวนแข็งค่าขึ้นวันนี้ที่ 6.9982 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ

จีนกำหนดอัตราค่ากลางเงินหยวนแข็งค่าขึ้นวันนี้ที่ 6.9982 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ

China Foreign Exchange Trading System (CFETS) รายงานว่า อัตราค่ากลางสกุลเงินหยวนในวันนี้แข็งค่าขึ้น 0.0014 อยู่ที่ระดับ 6.9982 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ในตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศของจีนนั้น เงินหยวนได้รับอนุญาตให้ปรับตัวขึ้นหรือลงไม่เกิน 2% จากอัตราค่ากลางของการซื้อขายแต่ละวัน

ทั้งนี้ อัตราค่ากลางสกุลเงินหยวนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ อิงกับราคาเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนัก ก่อนที่ตลาดอินเตอร์แบงก์จะเปิดทำการซื้อขายในแต่ละวัน

แทงบอล

ดัชนี Sensex เปิดบวก 281.70 จุด ในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นอื่นๆในเอเชีย

ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย : ดัชนี Sensex เปิดบวก 281.70 จุด ตามทิศทางภูมิภาค

ดัชนี Sensex ตลาดหุ้นอินเดียเปิดแดนบวก ในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นอื่นๆในเอเชีย โดยได้ได้แรงหนุนจากความคืบหน้าในการผลิตวัคซีนต้านโควิด-19 ของบริษัทโมเดอร์นา (Moderna) ซึ่งเป็นบริษัทของสหรัฐ

ดัชนี SENSEX ตลาดหุ้นอินเดียเปิดวันนี้ที่ 36,314.76 จุด เพิ่มขึ้น 281.70 จุด, +0.78%

หุ้น Axis Bank พุ่งขึ้น 3.34% หุ้น Tech Mahindra ขยับขึ้น 3.24% และหุ้น Infosys ปรับตัวขึ้น 2.83%

แทงบอล

S เปิดตัวบริการเดลิเวอร์รี่ร่วมกับ Food2gether ช่วยเหลือผู้เช่า

S เปิดตัวบริการเดลิเวอร์รี่ร่วมกับ Food2gether ช่วยเหลือผู้เช่า – ชุมชนรอบอาคาร

นางอรณีย์ พูลขวัญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาธุรกิจค้าปลีกและการพาณิชย์ บมจ. สิงห์ เอสเตท (S) เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ สิงห์ เอสเตท ได้ประกาศกลยุทธ์สำหรับกลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียล ซึ่งนำการพัฒนาแบบ Agile มาใช้ใน 5 ด้าน ได้แก่ Tool, Target, Business, Process และ Unite เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพร้อมทั้งใส่ใจคุณภาพชีวิต ในวันนี้เราได้สานต่อกลยุทธ์ด้าน Unite ด้วยการเปิดตัวบริการเดลิเวอรี่ร่วมกับ Food2gether ที่จะสนับสนุนและช่วยเหลือผู้เช่าและชุมชนโดยรอบให้กลับมาฟื้นตัวและเดินหน้าได้อีกครั้ง เนื่องจากในช่วงที่เกิดวิกฤตไวรัสโควิด-19 ธุรกิจร้านอาหารต่างได้รับผลกระทบสาเหตุลูกค้าไม่สามารถมาใช้บริการที่ร้านได้ รวมทั้งยังมีการทำงานจากที่บ้าน หรือ Work from home กันมากขึ้น เราจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบริการฟู้ดเดลิเวอรี่ที่ได้เปิดตัวในวันนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ผู้เช่าและชุมชนสามารถกลับมายืนได้อย่างเข้มแข็งอีกครั้ง

ทั้งนี้ Food2gether เป็นแพลทฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่จากบริษัท สปอทเวิร์คซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ให้บริการแล้วในหลายประเทศ และประสบความสำเร็จอย่างสูงโดยเฉพาะในสิงคโปร์ โดยมอบความสะดวกและเพิ่มทางเลือกในการสั่งอาหารให้กับคนในพื้นที่ ให้สามารถสั่งอาหารจากหลายร้านในศูนย์อาหารซันพลาซา และร้านอาหารในชุมชนที่เข้าร่วมโดยไม่จำกัดเมนูได้ในคราวเดียวกัน พร้อมทั้งมีฟีเจอร์ช่วยคัดสรรเมนูอาหารที่ดีและตอบโจทย์ลูกค้าให้สั่งอาหารได้ง่าย

นอกจากนี้ยังคิดค่าบริการที่ถูกกว่าและเป็นธรรมกับร้านค้าและลูกค้า รวมทั้งสะดวกเพราะไม่จำเป็นต้องติดตั้งแอปพลิเคชันหรือสมัครสมาชิก เพียงสแกน QR Code หรือเข้าไปที่เว็บไซต์ www.food2gether.com/sunplaza ก็สามารถสั่งอาหารล่วงหน้า และชำระเงินผ่าน QR Payment ได้ทันที จึงเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตแบบ New Normal ที่ลูกค้าไม่จำเป็นต้องเดินทางมาที่ร้าน อีกทั้งยังช่วยสร้างงานเพราะให้คนในชุมชนเป็นผู้ส่งอาหาร

ลูกค้าสามารถสั่งอาหารจากหลากหลายร้าน ไม่จำกัดเมนู พร้อมส่งความอร่อยถึงที่ สะดวกสุดๆ ในบิลเดียว ค่าส่งเพียง 10 บาท/บิล จากทุกร้านในศูนย์อาหารซันพลาซาและร้านอาหารโดยรอบที่เข้าร่วมโครงการ โดยในระยะทดลอง คือระหว่างวันนี้ – 9 ตุลาคม 2563 จะคิดค่าส่งเพียง 10 บาท ต่อ 1 บิล ในรัศมี 3 กิโลเมตร โดยแบ่งการจัดส่งอาหารเป็นรอบต่อวัน นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นสำหรับลูกค้าที่สั่งอาหารตั้งแต่ 200 บาทขึ้นไป รับฟรีทันทีถุงผ้าลายพิเศษ (มีจำนวนจำกัด)

“สิงห์ เอสเตท ได้นำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาใช้อย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีคุณภาพ และสร้างคุณค่าให้กับชีวิต โดยบริการฟู้ดเดลิเวอรี่ในครั้งนี้ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งในเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนผู้เช่า รวมทั้งแบ่งปันไปยังชุมชนรอบข้าง ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับทุกฝ่ายทั้งในด้านธุรกิจและการอยู่อาศัย รวมถึงรองรับการเปิดตัวโครงการอาคารสำนักงานแห่งใหม่อย่าง เอส โอเอซิส (S Oasis) และในอนาคตเรามีแผนที่จะขยายบริการฟู้ดเดลิเวอรี่นี้ไปยังอาคารสำนักงานแห่งอื่นๆ ของสิงห์ เอสเตท เพื่อสร้างสังคมของการอยู่ร่วมกันแบบเกื้อกูลตามกลยุทธ์ Agile Unite Development ที่เราได้วางไว้” นางอรณีย์ กล่าวทิ้งท้าย

แทงบอล

GBS ชี้หุ้นไทยกังวลโควิด-19 ระบาดรอบ 2 แนะเก็บหุ้น Defensive Stock

GBS ชี้หุ้นไทยกังวลโควิด-19 ระบาดรอบ 2 แนะเก็บหุ้น Defensive Stock – งบQ2ดี- ได้อานิสงส์แพ็กเกจ“เราเที่ยวด้วยกัน”

บล. โกลเบล็ก (GBS) ประเมินดัชนีหุ้นไทยลงต่อ เหตุกังวลการระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบสองในประเทศ บวกสถานการณ์ทางการเมืองไม่มั่นคง หลังปรับ ครม.ชุดใหม่ และคาดผลการดำเนินงานงวดครึ่งปีแรกของกลุ่มแบงก์ออกมาต่ำกว่าไตรมาสก่อนจึงให้กรอบดัชนีที่ระดับ 1,310 – 1,370 จุด แนะกลยุทธ์ลงทุนหุ้น Defensive Stock –งบQ2ดี –ได้อานิสงส์ แพ็กเกจ “เราเที่ยวด้วยกัน”

บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวลง เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในสหรัฐพุ่งขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดความกังวลว่ารัฐบาลอาจจะกลับมาใช้มาตรการล็อกดาวน์อีกครั้ง และกังวลเพิ่มขึ้นหากมีการระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบสองในประเทศไทย

อีกทั้งการเมืองในประเทศมีความเสี่ยงมากขึ้นจากการปรับครม.ชุดใหม่ ซึ่งนักลงทุนมีความกังวลว่าจะมีการเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจซึ่งจะกระทบ ความเชื่อมั่นต่อการลงทุน และในช่วงสัปดาห์นี้กลุ่มสถาบันการเงินจะทยอยประกาศผลการดำเนินงานงวดครึ่งปี 2563 ออกมา ซึ่งคาดว่าตัวเลขจะปรับตัวลดลง เมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้ว และช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ธนาคารออกมาตรการช่วยลูกหนี้ตามแนวนโยบายของธปท.ในการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 2 ครั้งในเดือนเม.ย. และเดือนพ.ค. และพักชำระหนี้ ยืดหนี้ให้กับลูกหนี้ จึงให้กรอบดัชนีที่ระดับ 1,310 – 1,370 จุด

นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก กล่าวถึง ปัจจัยเชิงบวกที่ส่งผลต่อจิตวิทยาการลงทุน อาทิ การทดลองวัคซีนในสหรัฐมีความคืบหน้าในทางที่ดี บริษัท Gilead Sciences Inc เปิดเผยผลการทดลองยา Remdesivir พบว่าสามารถลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อโควิด-19 ได้ถึง 62% ขณะที่รพ.จุฬา รายงายว่าวัคซีนโควิด-19 ที่ทดลองในลิงได้ผลดีมาก เตรียมทดสอบในมนุษย์ประมาณต.ค.-ธ.ค.63 และทางกระทรวงคมนาคมได้มีการรายงานว่าญี่ปุ่นแสดงความพอใจภาพการดำเนินนโยบายพัฒนาพื้นที่ EEC ของไทยที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติจริง และรัฐบาลไทยยืนยันว่าจะสามารถเปิดให้บริการโครงการต่างๆ ภายในปี 2568 ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นต่อภาครัฐและนักลงทุนของญี่ปุ่น และเอื้อต่อการลงทุนมากยิ่งขึ้น

อีกทั้งราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังจากสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ปรับคาดการณ์การเติบโตของความต้องการใช้น้ำมันในปี 2563 เพิ่มขึ้น 0.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากคาดการณ์ในเดือน มิ.ย. 63 เนื่องจากหลายประเทศผ่อนคลายมาตรการปิดเมือง แม้คาดว่าความต้องการใช้น้ำมันในปี 2563 จะหดตัวที่ระดับ 7.9 ล้านบาร์เรลต่อวันจากปี 2562

อย่างไรก็ตามยังคงต้องจับตาปัจจัยต่างๆ อาทิ การประชุมครม.รวมทั้งจีนเปิดเผยยอดนำเข้า ส่งออก และดุลการค้าเดือนมิ.ย. และอียูเปิดเผยการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนพ.ค. และความเชื่อมั่นทางศรษฐกิจเดือนก.ค. ส่วนสหรัฐเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมิ.ย.ในวันนี้ และในวันที่15 ก.ค. จะมีการเปิดให้ลงทะเบียนรับสิทธิโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ประชุมและแถลงมติอัตราดอกเบี้ย และสหรัฐ เปิดเผยดัชนีภาคการผลิตเดือนก.ค.จากเฟดนิวยอร์ก ราคานำเข้าและราคาส่งออกเดือนมิ.ย. การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนมิ.ย. สต็อกน้ำมันรายสัปดาห์ และรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ (Beige Book) จากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งจะรู้ผลในช่วงเช้าวันที่ 16 ก.ค. อีกทั้ง จีนเปิดเผย GDP 2Q63 อัตราว่างงาน ยอดค้าปลีก การผลิตภาคอุตสาหกรรม และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรในเดือนมิ.ย. และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ประชุมและแถลงมติอัตราดอกเบี้ย ส่วนสหรัฐก็จะมีการเปิดเผยยอดค้าปลีกเดือนมิ.ย. ดัชนีการผลิตเดือนก.ค. ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือนก.ค. และสต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเดือนพ.ค.

ดังนั้น ฝ่ายวิจัยได้ประเมินกลยุทธ์การลงทุน โดยนายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก แนะลงทุนในหุ้น Defensive Stock เช่น ADVANC, INTUCH, DIF, TTW, BEM, BTS, CHG และ BCH รวมทั้งหุ้นที่มีแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2 ดี เช่น WICE, TASCO และ CPF หุ้นที่ได้ประโยชน์จากแพ็กเกจ “เราเที่ยวด้วยกัน” เช่น ERW, CENTEL, BA และ ASAP

ส่วนราคาทองคำ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก ประเมินสัปดาห์นี้ราคาทองคำยังได้แรงหนุนจากการเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องของกองทุน SPDR และความกังวลการแพร่ระบาดรอบ 2 ของ COVID-19 สำหรับผู้ที่มีสถานะให้ถือสถานะที่มีเพื่อรันเทรน ส่วนผู้ที่รอซื้อเน้นซื้อจังหวะย่อตัว เราคาดกรอบราคาทองคำที่ 1,770 – 1,830 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือเทียบเท่าทองคำไทย 26,130-27,100 บาทต่อบาททองคำ

แทงบอล

SABINA ออกสินค้าคอลเลคชั่น YOU ARE YOU เอาใจลูกค้ากลุ่ม LGBTQ

SABINA ออกสินค้าคอลเลคชั่น YOU ARE YOU เอาใจลูกค้ากลุ่ม LGBTQ

นางสาวพิชชา ธนาลงกรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการตลาด บมจ.ซาบีน่า (SABINA) เปิดเผยว่า “ซาบีน่า” ในฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายชุดชั้นในสำหรับผู้หญิง ได้สร้างปรากฎการณ์ใหม่อีกครั้งด้วยการสนับสนุนความหลากหลายทางเพศที่ไร้ซึ่งข้อจำกัดของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ( LGBTQ) โดยให้ความสำคัญกับความหลากหลายและเคารพในความเป็นตัวตนของทุกคน โดย “ซาบีน่า” ได้ออกชุดชั้นในคอลเลคชั่นใหม่ “YOU ARE YOU เพราะคุณคือคุณ” ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ โดยไม่มีเรื่องเพศมาเป็นข้อจำกัด พร้อมทั้งเปลี่ยนสีโลโก้ “ซาบีน่า” ให้เป็นสีรุ้งเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงออกความเท่าเทียมกัน และสนับสนุนให้ทุกคนได้เป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่

โดยคอนเซ็ปต์ของชุดชั้นในคอลเลคชั่น YOU ARE YOU “ซาบีน่า” ได้นำโทนสีรุ้งซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ LGBTQ มาผสมผสานการดีไซน์ลงบนคอลเลคชั่นพิเศษนี้ ซึ่งได้คัดเลือกรูปทรงสินค้า ไม่ว่าจะเป็นซอฟท์ บรา, บอดี้ สูท และสปอร์ต บรา ที่ได้รับการออกแบบให้สามารถผสมผสานหรือมิกซ์แอนด์แมทช์กับเสื้อผ้าตัวนอกได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ ยังมีหน้ากากผ้า YOU ARE YOU ที่มาพร้อมฟังก์ชั่นสายคล้องสุดเก๋ และรูปทรงพิเศษที่สามารถพับเก็บได้ง่าย พร้อมปกป้องด้วยผ้าหนา 3 ชั้น ซึ่งมีให้เลือกถึง 2 แบบ ลวดลายไม่ซ้ำใคร

“เรามั่นใจว่า ชุดชั้นในซาบีน่า คอลเลคชั่น YOU ARE YOU จะได้รับกระแสตอบรับอย่างดีจากลูกค้ากลุ่ม LGBTQ เพราะกลยุทธ์การตลาดที่ชัดเจนของซาบีน่า ทำให้ภาพของสินค้ามีความชัดเจน และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด ขณะเดียวกัน ชุดชั้นในคอลเลคชั่นนี้ยังสะท้อนตัวตนของ “ซาบีน่า” ที่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงและยอมรับความหลากหลาย ไม่ยึดติดกับกรอบเดิมที่ทำให้การใช้ชีวิตมีข้อจำกัด ขณะเดียวกัน ชุดชั้นในและหน้ากากผ้าคอลเลคชั่น “YOU ARE YOU” ยังสอดรับกับ ร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต ที่คณะรัฐมนตรีมีมติรับร่าง เพื่อให้กลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศได้รับความคุ้มครองอย่างเป็นธรรรมและเท่าเทียม เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี และยังเปิดโอกาสให้คู่รักที่ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเพศสามารถจดทะเบียนสมรสใช้ชีวิตคู่กันได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง” นางสาวพิชชากล่าว

แทงบอล