นิกเกอิเปิดทรงตัวเช้านี้เพิ่มขึ้น 1.05 จุด นลท.วิตกตึงเครียดสหรัฐ-จีน

ภาวะตลาดหุ้นโตเกียว : นิกเกอิเปิดทรงตัวเช้านี้เพิ่มขึ้น 1.05 จุด นลท.วิตกตึงเครียดสหรัฐ-จีน

ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวเปิดทรงตัวในวันนี้ โดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้นตามหุ้นกลุ่มเดียวกันในตลาดหุ้นสหรัฐ แต่ตลาดถูกกดดันจากความวิตกเกี่ยวกับความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างสหรัฐ-จีน หลังสหรัฐเปิดเผยเมื่อวานนี้ว่าได้สกัดกั้นบริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี่ของจีนในการเข้าถึงเทคโนโลยีของสหรัฐผ่านทางการซื้ออุปกรณ์ชิป

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ดัชนีนิกเกอิเปิดที่ 23,097.80 จุด เพิ่มขึ้น 1.05 จุด หรือ +0.00%

หุ้นที่ปรับตัวลงเช้านี้นำโดยหุ้นกลุ่มเวชภัณฑ์, กลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม และกลุ่มอาหาร

ufa24hrs

ฮั่งเส็งเปิดบวก 123.63 จุด ขานรับจีนเพิ่มสภาพคล่องตลาดการเงิน

ภาวะตลาดหุ้นฮ่องกง : ฮั่งเส็งเปิดบวก 123.63 จุด ขานรับจีนเพิ่มสภาพคล่องตลาดการเงิน

ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดบวกในวันนี้ เนื่องจากนักลงทุนขานรับธนาคารกลางจีนอัดฉีดเงินสดเพื่อเสริมสภาพคล่องในตลาดการเงินจีนเมื่อวานนี้ ขณะที่ยังคงจับตาความคืบหน้าเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างสหรัฐ-จีน

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ดัชนีฮั่งเส็งเปิดวันนี้ที่ 25,470.97 จุด เพิ่มขึ้น 123.63 จุด หรือ +0.49%

ufabet

เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเปิดบวก 3.13 จุด ขานรับแบงก์ชาติจีนอัดฉีด

ภาวะตลาดหุ้นจีน : เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเปิดบวก 3.13 จุด ขานรับแบงก์ชาติจีนอัดฉีดสภาพคล่องตลาดเงิน

ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดบวกในวันนี้ เนื่องจากนักลงทุนขานรับธนาคารกลางจีนอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินเมื่อวานนี้

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเปิดที่ 3,441.93 จุด เพิ่มขึ้น 3.13 จุด หรือ +0.09%

แทงบอลออนไลน์

ดอลล์อ่อนเทียบสกุลเงินหลักลดลง 0.25% หลังสหรัฐเผยข้อมูลศก.ผันผวน

ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก : ดอลล์อ่อนเทียบสกุลเงินหลักลดลง 0.25% หลังสหรัฐเผยข้อมูลศก.ผันผวน

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (17 ส.ค.) หลังจากสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่ผันผวน ขณะที่นักลงทุนจับตารายงานการประชุมเดือนก.ค.ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยในอนาคต

ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.25% แตะที่ 92.8591 เมื่อคืนนี้

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยนที่ระดับ 106.03 เยน จากระดับ 106.55 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9063 ฟรังก์ จากระดับ 0.9093 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3196 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3256 ดอลลาร์แคนาดา

ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1864 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1837 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.3101 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3090 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 0.7207 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7173 ดอลลาร์สหรัฐ

ดอลลาร์ได้รับแรงกดดันจากข้อมูลเศรษฐกิจที่ผันผวนของสหรัฐ โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก รายงานว่า ดัชนีภาคการผลิต (Empire State Index) ซึ่งเป็นดัชนีวัดการเติบโของกิจกรรมทางธุรกิจในรัฐนิวยอร์ก ร่วงลงสู่ระดับ 3.7 ในเดือนส.ค. จากระดับ 17.2 ในเดือนก.ค. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า ดัชนี Empire State Index จะอยู่ที่ระดับ 17 ในเดือนส.ค.

ทางด้านสมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติ (NAHB) ของสหรัฐ เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้สร้างบ้านพุ่งขึ้น 6 จุด สู่ระดับ 78 ในเดือนส.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเท่าที่เคยจัดทำข้อมูลดังกล่าว โดยการพุ่งขึ้นของดัชนีความเชื่อมั่นได้รับแรงหนุนจากความสนใจมากขึ้นจากผู้ที่ต้องการซื้อบ้าน ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองอยู่ในระดับต่ำ

นักลงทุนจับตารายงานการประชุมของเฟดประจำวันที่ 28-29 ก.ค. ในวันพุธนี้ตามเวลาสหรัฐ หรือในช่วงเช้าตรู่ของวันพฤหัสบดีตามเวลาไทย เพื่อหาสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยและแนวโน้มนโยบายการเงินของเฟด

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่นๆของสหรัฐที่มีกำหนดเปิดเผยในสัปดาห์นี้ได้แก่ ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านและการอนุญาตก่อสร้างเดือนก.ค., จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ดัชนีการผลิตเดือนส.ค.จากเฟดฟิลาเดลเฟีย, ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจเดือนก.ค.จาก Conference Board, ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นเดือนส.ค.จากมาร์กิต, ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นต้นเดือนส.ค.จากมาร์กิต และยอดขายบ้านมือสองเดือนก.ค.

แทงบอล

SISB ประเมินแนวโน้มธุรกิจครึ่งปีหลังสัญญาณดี ชี้ ส.ค.นี้ เปิดเทอมใหม่

SISB ประเมินแนวโน้มธุรกิจครึ่งปีหลังสัญญาณดี ชี้ ส.ค.นี้ เปิดเทอมใหม่-สถานการณ์โควิดคลี่คลาย ตั้งเป้าปี 63 นักเรียนใหม่เพิ่มขึ้น 5%

SISB ประเมินแนวโน้มธุรกิจโรงเรียนครึ่งปีหลังดีกว่าครึ่งปีแรก เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัส COVID-19 ผ่อนคลายลง ขณะที่ สิงหาคมนี้ เป็นช่วงเปิดปีการศึกษาใหม่ จำนวนนักเรียนกลับมาสู่ภาวะปกติ ฟาก”ยิว ฮอค โคว” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ระบุปีนี้ตั้งเป้าจำนวนนักเรียนใหม่เพิ่ม 5% จากปีก่อน เดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพบริหารต้นทุน แต่ไม่มีนโยบายลดพนักงาน เพราะเชื่อว่าเป็นสิ่งจำเป็น ช่วยผลักดันองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน ขณะที่รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 2/63 มีกำไรสุทธิไม่รวมรายการพิเศษ 29.25 ล้านบาท

นายยิว ฮอค โคว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสไอเอสบี จำกัด (มหาชน) หรือ SISB เปิดเผยว่าภาพรวมการดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2563 คาดว่าจะมีทิศทางที่ดีกว่าครึ่งปีแรก เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัส COVID-19 ในประเทศไทย ผ่อนคลายลงและมีทิศทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้การเรียนการสอนทยอยกลับสู่ภาวะปกติ โดยเฉพาะในไตรมาส 4/63 จะเป็นช่วงการรับรู้รายได้จากการเปิดปีการศึกษาใหม่เต็มทั้งไตรมาส ซึ่งประเมินว่าจำนวนนักเรียนน่าจะกลับเข้ามาเพิ่มขึ้น โดยปีนี้ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้น 5% จากสิ้นปี 2562 ที่มีจำนวนนักเรียน 2,611 คน และ ณ สิ้นสุดไตรมาสที่ 2/63 มีจำนวนนักเรียนเท่ากับ 2,464 คน

ขณะเดียวกันจะเน้นการบริหารงานโดยการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนค่าใช้จ่าย แต่ไม่มีนโยบายที่จะลดจำนวนพนักงาน เนื่องจากมองว่าบุคลากรเป็นสิ่งจำเป็นในการช่วยผลักดันองค์กรให้มีการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

“หลังจากที่ภาครัฐได้สั่งปิดโรงเรียนตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2563 เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 ขณะนี้ได้รับอนุญาตให้เปิดโรงเรียนได้ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมาโรงเรียนได้ดำเนินการเรียนการสอบแบบ Online (Home based learning) เต็มตลอดระยะเวลาประมาณ 3 เดือน ทั้งนี้ใน ช่วงระยะเวลาการปิดโรงเรียนชั่วคราวอยู่ในระหว่างภาคการศึกษาที่ 2 และ ภาคการศึกษาที่ 3 (Term 2 and Term 3) อย่างไรก็ตามในไตรมาสที่ 2/63 บริษัทฯยังคงมีผลการดำเนินงานที่เป็นบวก แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากรายได้ที่ลดลงชั่วคราว” นายยิว ฮอค โคว กล่าว

ไตรมาสที่ 2/63 บริษัทฯ มีรายได้รวม 228.20 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสที่ 1/63 ซึ่งมีรายได้รวม 286.09 ล้านบาท คิดเป็นการลดลงร้อยละ 20.2% เนื่องจากการให้ส่วนลดบนค่าธรรมเนียมการศึกษา ของ Term 3 และในระหว่าง Term 3 ซึ่งทำการเรียนการสอนแบบ Online บริษัทฯ มีรายได้ที่ลดลงชั่วคราวจากค่าอาหารและค่ากิจกรรมหลังเรียน รวมถึงการลดลงของนักเรียนจำนวน 175 คน (จากนักเรียนในไตรมาสที่ 1/2563 จำนวน 2,639 คน) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลดลงชั่วคราวจากนักเรียนในระดับชั้นอนุบาลที่ไม่ประสงค์จะลงทะเบียนเรียนในการเรียนการสอนแบบ Online

ภาพรวมผลการดำเนินงานในงวดไตรมาส 2/63 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 4.26 ล้านบาท และมีรายได้รวมอยู่ที่ 228.20 ล้านบาท ขณะที่ในงวด 6 เดือนแรกของปีนี้ มีกำไรสุทธิรวมเท่ากับ 63.12 ล้านบาท และมีรายได้รวมเท่ากับ 514.29 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามหากไม่นับรวมรายการพิเศษ ไตรมาส 2/63 บริษัทฯ จะมีกำไรสุทธิจำนวน 29.25 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสที่ 1/63 ซึ่งมีกำไรสุทธิ 58.85 ล้านบาท และมีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 12.8% และ 20.6% ตามลำดับ

ทั้งนี้ ในไตรมาสที่ 2/2562 บริษัทฯ มีบันทึกรายการพิเศษจำนวนรวม 24.99 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นรายการขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจากเงินลงทุนในตราสารหนี้ของบริษัทที่อยู่ในธุรกิจขนส่ง และโลจิสติกส์แห่งหนึ่ง 15.25 ล้านบาท และผลขาดทุนจากการปิดโรงเรียนสาขาเอกมัย จำนวน 9.74 ล้านบาท เนื่องจาก บริษัทฯ ได้ยุบรวมโรงเรียนสาขาเอกมัยเข้ากับโรงเรียนสาขาประชาอุทิศ หากไม่นับรวมรายการพิเศษ บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ (ก่อนรายการพิเศษ) ในงวดไตรมาสที่ 2/63 และ งวด 6 เดือนแรกของ ปี 63 เท่ากับ 29.25 ล้านบาท และ 88.11 ล้านบาท ตามลำดับ

สำหรับสาเหตุการเลิกกิจการของโรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์เอกมัย เนื่องจากโรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์กรุงเทพ (สาขาประชาอุทิศ) กับโรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์เอกมัย (สาขาเอกมัย) ตั้งอยู่ในทำเลที่ใกล้กัน และในช่วงที่ผ่านมา นักเรียนมักจะเลือกเรียนที่สาขาประชาอุทิศมากกว่า โดยโรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์เอกมัยทำการเรียนการสอนในปีการศึกษา 2562/2563 เป็นปีสุดท้าย และย้ายนักเรียนที่เหลือทั้งหมดไปยังสาขาอื่นๆ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2563/2564 เป็นต้นไป

เดิมพัน ufabet

CRC ฝ่าโควิด ด้วยการปรับตัวอย่างรวดเร็ว ทำรายได้กลับมาเหมือนเดิม

CRC ฝ่าโควิด ด้วยการปรับตัวอย่างรวดเร็ว ทำรายได้กลับมาเหมือนเดิม และสร้างผลกำไรในเดือนมิถุนายน

บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (CRC)เผยผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก 2563 ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) มาตรการล็อกดาวน์และการประกาศเคอร์ฟิว ในช่วงไตรมาสที่สองของปี 2563 ประกอบกับปัจจัยลบต่างๆ ทั้งการหดตัวของภาคการท่องเที่ยว และกำลังซื้อที่อ่อนแรงของผู้บริโภค ส่งผลให้รายได้รวมในไตรมาสสองอยู่ที่ 41,376 ล้านบาท ลดลง 21 เปอร์เซ็นต์ และขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 2,519 ล้านบาท ลดลง 243 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่รายได้รวมในช่วงหกเดือนแรกของปี 2563 อยู่ที่ 95,661 ล้านบาท ลดลง 10 เปอร์เซ็นต์ และขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 1,629 ล้านบาท ลดลง 139 เปอร์เซ็นต์ ชี้ธุรกิจพลิกกลับมาส่งสัญญาณบวกจากการปรับตัวขององค์กรอย่างรวดเร็ว ทำให้มีรายได้กลับมาเหมือนเดิม และสร้างผลกำไรในเดือนมิถุนายน

นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)กล่าวว่า จากวิกฤตการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้ธุรกิจในเครือต้องปิดทำการกว่า 80% ของพื้นที่ขายทั้งหมด เป็นระยะเวลามากกว่าครึ่งของไตรมาสสอง (46 วันจาก 91 วัน) ซึ่งหากเทียบแล้วในช่วงเวลาแห่งความท้าทายดังกล่าว ยอดขายของบริษัทต้องลดลงกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ แต่ด้วยความมุ่งมั่นของเราที่ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ลูกค้ายังคงได้รับบริการ และประสบการณ์ช้อปปิ้งที่ดีเช่นเดิม ผ่านแพลตฟอร์มออมนิแชแนลที่เราพัฒนามากว่าสามปี ทำให้ยอดขายในไตรมาสสองลดลงเพียง 21 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้CRC ยังให้ความร่วมมือ และปฏิบัติตามนโยบายด้านสาธารณสุขของภาครัฐอย่างเคร่งครัด โดยเรายึดเรื่องความสะอาด ปลอดภัย และสุขอนามัยของพนักงาน และลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินงาน

“ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา สิ่งสำคัญที่ทำให้ธุรกิจยังสามารถดำเนินต่อได้อย่างมั่นคง นั่นคือ การสนับสนุนอันดีจากลูกค้า และพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ และความร่วมมือร่วมใจของพนักงานทุกคนที่มุ่งมั่นทำงานอย่างหนัก พร้อมปรับวิธีการทำงานเพื่อมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกค้า ตลอดจนกลยุทธ์ทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง ทั้งการบริหารต้นทุน การลงทุน และค่าใช้จ่าย รวมไปถึงการเสริมสภาพคล่องอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ทำให้CRC สามารถฟื้นตัวกลับมาทำกำไรได้อย่างรวดเร็ว ตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ธุรกิจของเราทั้งในประเทศไทย เวียดนามและอิตาลีกลับมามียอดขายเทียบเท่าช่วงก่อนเกิดสถานการณ์ โควิด-19 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 และผลกำไรโดยรวม (EBITDA) ของบริษัทฯ ก็กลับมาเป็นบวกด้วยเช่นกัน

“CRCยังมองเห็นโอกาสฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 จากสัญญาณบวกต่างๆ ทั้งนโยบายของภาครัฐ และศักยภาพของทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ ที่จะเข้ามาช่วยผลักดันเศรษฐกิจ ช่วยเหลือ SME และกระตุ้นการจ้างงาน โดยเฉพาะแรงงานในภาคค้าปลีกและบริการที่มีมากกว่า 19 ล้านคนในระบบ นอกจากนี้มาตรการด้านสาธารณสุขก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจกันของคนไทยทุกภาคส่วน รักษาระเบียบ และเฝ้าระวังไม่ให้การ์ดตก ซึ่งCRC เองก็พร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับมาตรฐานด้านสุขอนามัยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการสานต่อเจตนารมณ์ขององค์กรที่มุ่งมั่นช่วยเหลือชุมชน เกษตรกร SME และคนไทยทุกคน เพื่อที่จะผลักดันให้ประเทศไทยสามารถเดินหน้าต่อได้อย่างเข้มแข็ง และก้าวผ่านสถานการณ์โควิด-19 นี้ไปได้พร้อมกัน” นายญนน์กล่าวปิดท้าย

ufabet co

กองทรัสต์ WHART จ่ายผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหน่วย 0.1915 บาทต่อหน่วย

กองทรัสต์ WHART จ่ายผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหน่วย 0.1915 บาทต่อหน่วย แข็งแกร่งสวนกระแสโควิด-19 จ่อลงทุนทรัพย์สินเพิ่ม ตอกย้ำการเป็นผู้นำทรัสต์คลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้าและโรงงานระดับพรีเมี่ยม

กองทรัสต์WHART แข็งแกร่งสวนกระแสยุคโควิด-19 ระบาด จ่ายผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหน่วยในอัตราเดิม ที่อัตรา 0.1915 บาทต่อหน่วยลงทุน ชูโมเดลบริหารสินทรัพย์ระดับพรีเมี่ยม เน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่มีโอกาสเติบโตสูง พร้อมเดินหน้ายื่นไฟลิ่ง ก.ล.ต. ลุยลงทุนสินทรัพย์เพิ่มเติม คาดเพิ่มทุนครั้งที่ 5 ปลายปีนี้ ตอกย้ำการเป็นผู้นำกองทรัสต์ประเภท คลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้าและโรงงานระดับพรีเมี่ยม

นายอนุวัฒน์ จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ เรียล เอสเตท แมเนจเม้นท์ จำกัด ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าดับบลิวเอชเอ พรีเมี่ยม โกรท (กองทรัสต์WHART)เปิดเผยว่าแม้ว่าภาวะเศรษฐกิจโลกจะยังมีความผันผวนจากผลกระทบของการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 แต่ด้วยกลยุทธ์ของกองทรัสต์ WHART ที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยการเลือกลงทุนสินทรัพย์พรีเมี่ยมในทำเลศักยภาพ พร้อมกับยึดหลักแนวทางการกระจายความเสี่ยง (Risk Diversification) ผ่านการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทคลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้าและโรงงานที่มีผู้เช่ากระจายอยู่ในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่เติบโต เช่น อุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) อุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Goods) และอุตสาหกรรมขนส่งโลจิสติกส์ (Third Party Logistics) เป็นต้น

ขณะที่ผู้เช่าส่วนใหญ่เป็นบริษัทชั้นนำที่มีชื่อเสียงและมีสถานะทางการเงินที่มั่นคง โดยในช่วงของการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 และทางรัฐบาลประกาศปิดประเทศ (ล็อกดาวน์) ผู้เช่าเกือบ 100% ยังสามารถดำเนินธุรกิจได้และไม่มีการขอยกเลิกสัญญาก่อนกำหนด นอกจากนี้กองทรัสต์ WHART ได้ประกาศจ่ายผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์ สำหรับรอบผลประกอบการไตรมาส 2/2563 (1 เม.ย.- 30 มิ.ย.63) ในอัตราหน่วยละ 0.1915 บาท โดยแบ่งเป็นเงินปันผลในอัตราหน่วยละ 0.1780 บาท และลดทุนในอัตราหน่วยละ 0.0135 บาท มีกำหนดวันจ่ายเงินปันผลและลดทุนในวันที่ 27 สิงหาคม 2563

“WHART จ่ายปันผลและลดทุนให้กับผู้ถือหน่วยเป็นเงินสด รวมเป็นอัตราหน่วยละ 0.1915 บาท ทั้งนี้กองทรัสต์ได้กำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) และไม่ได้รับสิทธิเงินลดทุน (XN) ในวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ที่ผ่านมา และทำการปิดสมุดทะเบียนกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับปันผลและลดทุนในวันที่ 13 สิงหาคม 2563 พร้อมกำหนดวันจ่ายเงินปันผลและลดทุน ในวันที่ 27 สิงหาคม 2563” นายอนุวัฒน์ กล่าว

นอกจากนี้ ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า สินทรัพย์ทั้งหมดภายใต้การบริหารของกองทรัสต์ WHART มีมูลค่ารวม 39,020.19 ล้านบาท พื้นที่เช่ารวมประมาณ 1.28 ล้านตารางเมตร มีการเติบโตและการบริหารความเสี่ยงที่ดีอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ กองทรัสต์ฯ เองสามารถรักษาอัตราการเช่าพื้นที่เฉลี่ยได้ในระดับไม่ต่ำกว่า 90% ตั้งแต่วันแรกที่ได้มีการก่อตั้งกองทรัสต์ฯ ซึ่งจากปัจจัยดังกล่าว เป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงนโยบายในการเลือกสินทรัพย์ที่มีคุณภาพ มีการเติบโต และอยู่ในทำเลยุทธศาสตร์ของโลจิสติกส์ของประเทศ โดยมุ่งเน้นการสร้างผลประโยชน์สูงสุดด้านผลตอบแทนให้กับผู้ถือหน่วยเป็นสำคัญ ทำให้กองทรัสต์ฯ สามารถจ่ายผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์ได้อย่างสม่ำเสมอ

ล่าสุดกองทรัสต์ WHART อยู่ระหว่างทำการยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลและร่างหนังสือชี้ชวน (Filing) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อขออนุญาตเสนอขายหน่วยทรัสต์สำหรับการเพิ่มทุนครั้งที่ 5 เพื่อลงทุนในทรัพย์สินหลักเพิ่มเติม จำนวน 3โครงการ ในทำเลถนนบางนา-ตราดและทำเลศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) โดยมีพื้นที่เช่ารวมประมาณ 129,000 ตารางเมตร เบื้องต้นคาดการณ์ว่าหากได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. แล้ว กองทรัสต์จะสามารถเพิ่มทุนและลงทุนเพิ่มครั้งนี้ได้แล้วเสร็จภายในไตรมาส 4/2563

ufa24h

CPL ยอมรับอุตฯ ฟอกหนังงานหนัก ลุ้นปรับแผนรุกลูกค้ารายย่อยครึ่งปีหลัง

CPL ยอมรับอุตฯ ฟอกหนังงานหนัก ลุ้นปรับแผนรุกลูกค้ารายย่อยครึ่งปีหลัง เดินเกมคุมต้นทุนแน่น ส่งผล 6 เดือนแรกพลิกขาดทุนเป็นกำไร 28 ล้านบาท

ซีพีแอล” ยอมรับภาพรวมอุตสาหกรรมฟอกหนังและผลิตหนังสำเร็จรูป รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 แบบเต็มๆ เหตุพึ่งพาการส่งออกสูง แต่ยังฝ่ากระแสวิกฤติด้วยการพลิกผลการดำเนินงานทั้งในไตรมาสที่ 2 และช่วง 6 เดือนแรก จากที่เคยขาดทุนในปีก่อนเป็นกำไร 22.93 ล้านบาทและ 28.03 ล้านบาทในปีนี้ตามลำดับ เผยปัจจัยหลักมาจากต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน ยังรับรู้รายการพิเศษจากรายได้ดอกเบี้ยหุ้นกู้ เงินชดเชยค่าภาษีอากรและกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ด้านธุรกิจเซฟตี้ โปรดักส์ ได้รับผลกระทบจากโรงงานอุตสาหกรรมที่เป็นลูกค้าหลักหยุด-ชะลอการผลิตช่วงล็อคดาวน์ รอลุ้นกิจกรรมเศรษฐกิจกระเตื้องครึ่งปีหลัง พร้อมปรับแผนรุกลูกค้ารายย่อย เตรียมผลิตสินค้าใหม่เจาะกลุ่มผู้บริโภคโดยตรง ประเดิมออกบูธร่วมงาน “บ้านและสวนแฟร์” ระหว่าง 7-16 ส.ค.ที่ผ่านมา

นายภูวสิษฏ์ วงษ์เจริญสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพีแอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือCPLผู้นำอุตสาหกรรมฟอกหนังสำเร็จรูปรายใหญ่ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคล (เซฟตี้โปรดักส์) ภายใต้แบรนด์ “แพงโกลิน” ซึ่งเป็นกิจการในกลุ่มบริษัทเจริญสิน เปิดเผยว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ภาพรวมของธุรกิจผลิตและจำหน่ายหนังสำเร็จรูป (Finishing Product) ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีสัดส่วนรายได้ 58% ของรายได้รวมของ CPL ประสบปัญหาซบเซาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ความต้องการใช้หนังในตลาดโลกลดลง ส่งผลกระทบกับยอดสั่งซื้อของบริษัทฯ เช่นเดียวกับธุรกิจฟอกหนัง (Tanning) ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ 3% ของรายได้รวม ที่คำสั่งซื้อลดลงโดยเฉพาะหนังวัว แต่การรับฟอกหนังหมูยังมีทิศทางที่ดี ขณะที่ธุรกิจผลิตและจำหน่ายรองเท้านิรภัยและอุปกรณ์นิรภัย (Safety Product) ภายใต้แบรนด์ “แพงโกลิน” ที่มีสัดส่วน 39% ของรายได้รวม ก็ประสบปัญหาจากการที่โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งเป็นลูกค้าหลักต้องหยุดผลิตหรือชะลอการผลิตในช่วงล็อคดาวน์ ทำให้ยอดขายสินค้าเซฟตี้ปรับตัวลดลงเช่นกัน

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารCPL กล่าวว่าแม้ว่าธุรกิจทั้ง 3 ด้านของ CPL จะได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 เนื่องจากต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก แต่ผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 2 และ 6 เดือนแรกของปีนี้ บริษัทฯ ยังสามารถพลิกจากที่เคยขาดทุนในปีที่แล้วที่ 21.71 ล้านบาท และ 49.60 ล้านบาท เป็นกำไรสุทธิ 22.93 ล้านบาท และ 28.03 ล้านบาทตามลำดับ โดยปัจจัยหลักที่สำคัญมาจากการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ครึ่งแรกของปีนี้ บริษัทฯ มีค่าใช้จ่ายในการขายลดลง 27 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 30 ล้านบาท ทำให้บริษัทฯ สามารถกลับมามีกำไรจากการดำเนินงานตามปกติได้ ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังรับรู้รายได้จากรายการพิเศษ อาทิ ดอกเบี้ยจากเงินลงทุนในหุ้นกู้ เงินชดเชยค่าภาษีอากรมาตรา 19 ทวิ และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนอีกส่วนหนึ่งด้วย

“ต้องยอมรับว่า อุตสาหกรรมฟอกหนังเจองานหนักมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จนมาเจอกับการระบาดของไวรัสโควิด-19 คือหนักที่สุดแล้ว อย่างไรก็ตาม เราพยายามประคับประคองธุรกิจด้วยการบริหารจัดการเรื่องของต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ เพราะทำให้เราสามารถกลับมามีกำไรได้อีกครั้งจากที่เคยขาดทุนเมื่อปีที่แล้ว โดยที่อัตรากำไรขั้นต้นต่อรายได้จากการขาย (มาร์จิ้น) ก็ปรับตัวดีขึ้นจาก 10.81% ในช่วง 6 เดือนแรกของปีที่แล้ว ขึ้นมาอยู่ที่ 22.37% ในช่วงเดียวกันของปีนี้ แต่จริงๆ แล้วหากสินค้าในกลุ่มเซฟตี้โปรดักส์ไม่ได้รับผลกระทบจากการโรงงานอุตสาหกรรมหรือธุรกิจก่อสร้างซึ่งเป็นลูกค้าหลักของเราต้องชะลอการผลิต อัตรามาร์จิ้นก็ควรจะเติบโตกว่านี้ ซึ่งตอนนี้ต้องรอลุ้นในช่วงครึ่งปีหลัง หลังจากการคลายล็อคดาวน์ว่าโรงงานต่างๆ จะสามารถกลับมาเดินเครื่องได้เต็มที่หรือไม่ และยอดขายในกลุ่มสินค้าเซฟตี้จะกลับมาได้หรือไม่”นายภูวสิษฏ์กล่าวอย่างไรก็ตาม บริษัทฯ อยู่ระหว่างการปรับแผนธุรกิจ โดยมองหาธุรกิจใหม่ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจดั้งเดิม เช่น การผลิตสินค้าสำหรับลูกค้ารายย่อย เป็นสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันต่อยอดจากวัตถุดิบที่มีอยู่ อาทิ หน้ากากหนัง Pango Mask รองเท้าและอุปกรณ์อื่นๆ ซึ่งปีนี้บริษัทฯ ได้ทดลองนำสินค้าไปเปิดตัวและวางจำหน่ายในงาน “บ้านและสวนแฟร์” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-16 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อทดสอบตลาดและนำกลับมาพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงพัฒนาการตลาดและการขายให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นด้วย

ufa24hrs

“ขุนทอง” แชทบอทเหรัญญิกพันธุ์ใหม่จากเคแบงก์ เพิ่มฟีเจอร์ใหม่

“ขุนทอง” แชทบอทเหรัญญิกพันธุ์ใหม่จากเคแบงก์ เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ “หารบิลแบบรายเดือน”

“ขุนทอง” แชทบอทเหรัญญิกพันธุ์ใหม่โดยธนาคารกสิกรไทย ออกฟีเจอร์ใหม่ “หารบิลแบบรายเดือน” ตอบโจทย์ลูกค้าที่แชร์ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายทุกเดือนในกลุ่มเพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัว เช่น แชร์แอคเคาน์ค่าบริการของ Netflix, Spotify, Youtube Premium รวมถึงแชร์ค่าเช่าหอพัก ค่าอินเตอร์เน็ต หรือการเก็บค่ากิจกรรมต่าง ๆ ในโรงเรียนหรือมหาลัยวิทยาลัย โดยขุนทองจะช่วยเตือนเมื่อถึงเวลาต้องจ่ายเงิน และตามเก็บเงินในกลุ่มเพื่อนให้จนครบ เตือนทุกเดือน จ่ายได้ทุกแบงก์ คาดสิ้นปีนี้จะมีผู้ใช้งานถึง 600,000 ราย

ฟีเจอร์ “หารบิลแบบรายเดือน” ออกมาเพื่อช่วยเก็บเงินที่ต้องหารกันทุกเดือนในกลุ่มเพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัว เช่น ค่าสมาชิก Netflix, Spotify, YouTube Premium หรือค่าเช่าต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเจอปัญหาลืมเก็บเงินเมื่อครบกำหนด หรือเก็บเงินคืนได้ไม่ครบ โดยฟีเจอร์ดังกล่าวของขุนทองจะช่วยเตือนเมื่อถึงเวลาต้องจ่ายบิลเหล่านี้ เพียงแอดไลน์ @KhunThong เชิญขุนทองเข้ากลุ่มแชท จากนั้นพิมพ์’ขุนทอง’ ในแชท แล้วเลือกสร้างบิลจากเมนู ‘เก็บรายเดือน’ ผู้ใช้งานก็สามารถกำหนดวัน เวลา ที่ให้ขุนทองแจ้งเตือน รวมถึงเลือกได้ว่าให้เก็บเงินทุก ๆ กี่เดือน เป็นระยะเวลานานเท่าไหร่ และสามารถกำหนดจำนวนเงินที่แต่ละคนต้องจ่ายได้ โดยเมื่อถึงเวลาขุนทองจะแจ้งเตือนในไลน์และตามเก็บเงินให้จนครบเพื่อให้ทุกคนจ่ายบิลได้ตรงเวลา แต่หากมีใครขาดจ่ายเดือนใดเดือนหนึ่ง ขุนทองจะช่วยทบยอดให้ไปในเดือนถัดไป เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้สร้างบิลจะสามารถเก็บเงินได้ครบเต็มจำนวน

สำหรับเพื่อน ๆ ในกลุ่มที่มีหน้าที่จ่ายเงิน ก็สามารถจ่ายเงินได้อย่างง่ายดาย เพียงผูกบัญชี K PLUS กับขุนทอง ก็กดจ่ายเงินได้เลย ไม่ต้องสลับหน้าจอแอปพลิเคชัน ทั้งยังสามารถให้ขุนทองคัดลอกเลขบัญชีผู้รับเงิน เพื่อโอนเงินผ่านแอปโมบายแบงกิ้งอื่น ไม่ต้องจดหรือจำเลขบัญชี แล้วส่ง e-Slip ที่มี QR Code ให้ขุนทองยืนยันการจ่ายเงินก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน

ปัจจุบันขุนทองมีจำนวนผู้ใช้งานมากกว่า 200,000 ราย ภายในระยะเวลา 2 เดือนหลังเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือน มิ.ย.63 ที่ผ่านมา โดยคาดว่าฟีเจอร์ใหม่นี้จะช่วยกระตุ้นยอดผู้ใช้งานให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย 600,000 ราย ภายในสิ้นปีนี้ นอกจากนี้ ธนาคารได้เตรียมพัฒนาฟีเจอร์ “เก็บหลายบิล” (Multiple Bills) ที่เหมาะกับกลุ่มเพื่อนที่ไปเที่ยวและมีบิลค่าใช้จ่ายหลายบิล โดยขุนทองจะช่วยสรุปบิลทั้งหมดและเรียกเก็บเงินได้ในทีเดียว และฟีเจอร์ “เก็บเงินกลุ่ม” (Social Wallet) สำหรับเก็บเงินกองกลางให้ได้ตามเป้าหมาย ทั้งนี้เพื่อเป็นการตอกย้ำแนวคิด“ขุนทองเหรัญญิกพันธุ์ใหม่ เก็บเก่ง” ที่ยืนหนึ่งเรื่องการจัดการเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ของกลุ่มเพื่อนในไลน์

สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมของขุนทอง ได้ที่ https://kbank.co/3hjwEta หรือ K-Contact Center โทร 02-888-8888 กด 815 หรือพิมพ์ “สอบถามบริการขุนทอง” ใน LINE Official Account ของ KBank Live

ufabet

เอเชียซอฟท์ฯ หลุด ‘C’ ด้วยยอดขายและกำไรที่เติบโตก้าวกระโดดทั้งไทยและเทศ

เอเชียซอฟท์ฯ หลุด ‘C’ ด้วยยอดขายและกำไรที่เติบโตก้าวกระโดดทั้งไทยและต่างประเทศ ก่อนปรับโครงสร้างทางการเงิน

บริษัท เอเชียซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) แถลงผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2563 โดยมีรายได้ 450.2 ล้านบาท และกำไรจากการดำเนินงาน 166.2 ล้านบาท เปรียบเทียบกับไตรมาส 2/2562 ที่มีรายได้ 205.6 ล้านบาท และกำไรจากการดำเนินงาน 20.7 ล้านบาท โดยรายได้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 119 กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น ร้อยละ 702 ซึ่งการเติบโตอย่างก้าวกระโดดดังกล่าว เป็นผลจากความสำเร็จของการบริหารต้นทุนอย่างรัดกุม และการเปิดให้บริการเกมใหม่ รวมถึงการบริหารเกมปัจจุบันทั้งตลาดในไทยและต่างประเทศ ในช่วงสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ผู้เล่นกลับมาเล่นเกมเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดต่างประเทศเติบโต ร้อยละ 240 และตลาดในประเทศเติบโต ร้อยละ 41 ทำให้ครึ่งปีแรกของปี 2563 บริษัทฯ มีรายได้ 640 ล้านบาท และกำไรจากการดำเนินงาน 190.4 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโต ร้อยละ 2,196 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

ด้วยการเติบโตอย่างก้าวกระโดดทั้งด้านรายได้และกำไรในไตรมาส 2 นี้ ทำให้สัดส่วนผู้ถือหุ้นปรับเป็นร้อยละ 64.2 ของทุนชำระแล้ว ตามกฎเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯเอเชียซอฟท์ฯ จะหลุดจากเครื่องหมาย ‘C’ ในวันที่ 18 สิงหาคม 2563หลังจากการปรับโครงสร้างทางการเงินจะส่งผลให้ บริษัทฯสามารถล้างขาดทุนสะสมทั้งหมดและมีกำไรสะสม 86.7 ล้านบาท

Mr. Gerry Ung ผู้บริหารสูงสุดทางด้านการเงิน (CFO) บริษัท เอเชียซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “สำหรับการเติบโตในไตรมาส 2/2563 นี้ แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า การเติบโตของ เอเชียซอฟท์ฯ เป็นไปอย่างต่อเนื่องและมั่นคง ถึงแม้ว่าในไตรมาสที่ 2 นี้ เศรษฐกิจทั่วโลกได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ที่มาอย่างไม่ทันตั้งตัว ในหลายประเทศมีการประกาศ Lockdown ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งสภาวะตลาดและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ต้องอยู่บ้านมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าในหลายธุรกิจได้รับผลกระทบในเชิงลบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สำหรับธุรกิจด้านออนไลน์ยังสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ เช่นเดียวกับ เอเชียซอฟท์ฯ ที่ปรับเปลี่ยนแผนงานให้เข้ากับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญทำให้ บริษัทฯ มีการเติบโตทั้งในส่วนของรายได้และกำไร

โดยในช่วงครึ่งปีแรก บริษัทฯ ได้เปิดให้บริการเกมใหม่ทั้งสิ้น 5 เกม แบ่งเป็น พีซี 2 เกม มือถือ 3 เกม และมีแผนจะเปิดให้บริการเกมใหม่ 5 เกม (พีซี 2 เกม, มือถือ 3 เกม) ในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นที่จะรักษาผลการดำเนินงานให้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และทุ่มเท ผลักดันทุกวิธีทาง เพื่อให้ผลประกอบการเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้”

แทงบอลออนไลน์