E-A-T factor เทคนิคการเขียน SEO ถูกใจ Google

E-A-T : 3 เทคนิคการเขียน SEO ให้ถูกใจ Google

E-A-T : 3 เทคนิคการเขียน SEO

E-A-T : 3 เทคนิคการเขียน SEO ให้ถูกใจ Googleคุณ ทราบ ไหมว่า ใน ปี 2020 มีผู้ใช้ Search Engine จาก Google สูงถึง 2 แสนล้านครั้งต่อ วัน หรือ โดยประมาณ 63,000 ครั้งต่อ วินาที แล้วก็ มีทิศทาง ว่า สถิติ การค้นหา จะ สูงมากขึ้นไป อีก (ข้อมูลได้มาจาก Adore Seo เกี๊ยวกับ สถิติ การค้าขาย หา ข้อมูล ผ่าน เว็บGoogle) ด้วยเหตุตังกล่าว Google

จึงมีระบบอัลกอริทึ่ม เพื่อจัดลำดับเว็บไซต์และแสดงผลการค้นหา เมื่อมีการสืบค้นข้อมูล อัลกอริทึ่มนี่จะมีการพัฒนาระบบอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ผู้ค้นหาข้อมูลได้รับข้อมูลที่มีคุณภาพและน่าเชื่อถือ  ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Google เพื่อสืบค้นข้อมูลโดยผ่านทางหน้าจอมือถือหรือจากคอมพิวเตอร์ ผู้อ่านก็สามารถรับข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ โดยที่เว็บไซต์ลำดับต้นๆ จะเป็นบทความที่ระบบอัลกอริทึ่มได้จัดลำดับไว้ให้ผู้อ่านว่า บทความนี้ป็นประโยชน์ น่าเชื่อถือ และมีผู้เชี่ยวชาญรับรองว่าบทความที่เขียนขึ้นเป็นความจริง

สิ่งที่ผู้เขียนบทความหรือผู้ผลิตเว็บไซต์ควรให้ความสำคัญ คือการสร้างบทความที่มีผลลัพธ์ไปในทิศทางที่ Google ต้องการนำเสนอแก่ผู้อ่าน ซึ่งในปี 2020 นี้ เราจะเน้นไปที่ เทคนิคการสร้าง  ” E-A-T”

เทคนิคการ E-A-T คือหลักเกณฑ์ที่ Google ใช้เพื่อกำหนดว่า บทความหรือเว็บไซต์ต่างๆ มีคุณภาพเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้หรือไม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นตัวกำหนดให้ลำดับค้นหาใน Google  มีการปรับเปลี่ยนขึ้นลง

ดังนั้น เราขอเสนอบทความนี้เพื่ออธิบายความสำคัญของการใช้เทคนิค E-A-T และแนะนำวิธีการเขียนบทความเพื่อดันให้บทความที่เราเขียนให้ขึ้นไปให้อยู่ในอันดับที่สูงขึ้น  ทำให้ผู้ค้นหา มีโอกาสค้นหาคอนเทนต์ของเราเจอเป็นลำดับแรกๆ และเพิ่มโอกาสที่พวกเขาจะคลิกเพื่อเข้าสู่เว็บไซต์

ย้อนกลับไปในปี 2015 Google ได้เปิดเผยเอกสารที่มีชื่อว่า  Search Quality Evaluator Guidelines เพื่อเป็นคู่มือ ในการกำหนดมาตรฐานของเว็บไซต์ ซึ่ง Google จะมีทีมสำหรับพัฒนาระบบอัลกอริทึ่ม เพื่อให้การจัดลำดับเว็บไซต์มีประสิทธิภาพ

Google ไม่ได้ใช้เพียงแค่เกณฑ์  E-A-T เพื่อจัดลำดับเว็บไซต์ แต่บทความของเว็บไซต์นั้นๆ จะต้องอยู่ในมาตรฐานของ E-A-T ด้วยเช่นกัน ดังนั้น Google จึงปรับปรุงคู่มือเพิ่มเติมในปี 2018 โดยเน้นไปที่การกำหนดมาตรฐานเว็บไซต์ประเภท YMYL

เนื่องจากในปี 2018 ระบบอัลกอริทึ่มของ Google ได้พัฒนาเพิ่มเติม  โดยใช้เกณฑ์การจัดลำดับเว็บไซต์ที่ชื่อว่า  “YMYL” ซึ่งย่อมาจาก Your Money Your Life โดยเกณฑ์จัดลำดับคอนเทนต์ของ YMYL จะคำนึงถึงการเงิน สุขภาพ ความปลอดภัย และชีวิตของผู้อ่าน สิ่งสำคัญที่ผู้เขียนควรตระหนักคือ บทความที่เกี่ยวกับ YMYL อาจส่งผลกระทบในแง่ลบ หากข้อมูลที่น่าเชื่อถือเช่น ความคิดเห็นส่วนตัว ข้อมูลที่ไม่ได้เป็นความจริง รวมไปถึงคอนเทนต์ที่เป็นการฉ้อโกงต้มตุ๋น ทำให้ Google จึงตั้งมาตรฐานเว็บไซต์ประเภท YMYL ให้สูงขึ้น และจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญรับรองบทความนั้นๆ เพื่อทำให้

Traffic* ของคอนเทนต์ประเภท YMYL เป็นไปตามเกณ์ที่กำหนด traffic* ( Traffic คือการที่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตมีปฏิสัมพันธ์ต่อเว็บไซต์ต่างๆ โดยคำนึงถึง จำนวนคนที่เข้ามาในเว็บไซต์, ระยะเวลาที่คนเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ และจำนวนหน้าที่ถูกคลิก )

การใช้หลัก E-A-T  จะต้องสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้อ่าน ซึ่งบทความนั้นๆ ควรแสดงชื่อหรืออาชีพผู้เขียน และผู้เขียนบทความสามารถเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการทำงาน หรือผลงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง จะทำให้บทความของคุณน่าเชื่อถือมากขึ้น และสามารถพิสูจน์ได้ว่าสิ่งที่เขียนขึ้นมาเป็นความจริง

ดังนั้นเราควรทำความเข้าใจว่าเทคนิค E-A-T ที่ Google ใช้ในการประเมิณเว็บไซต์และจัดลำดับ มีความหมายว่าอย่างไรเพื่อนำมาพัฒนาบทความที่เราจะเขียนต่อจากนี้

 1. Expertise

พจนานุกรม Oxford ได้ให้ความหมายของคำว่า Expertise ว่า การมีความรู้และทักษะเฉพาะในด้านใดด้านหนึ่ง การที่ผู้เขียนมีความรู้หรือทักษะที่หลากหลาย โอกาสที่ผู้อ่านจะเข้ามาในเว็บไซต์จะเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ การสร้าง Engagement บนโลกออนไลน์ โดยการใช้วิธีการสื่อสาร หรือถ่ายทอดข้อมูลไปยังผู้อ่านได้อย่างถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นผู้เขียนจะต้องเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน ในฐานะผู้เขียน คุณอาจมีคำถามในใจว่า  “ฉันสามารถปรับปรุงเว็บไซต์ของฉันได้อย่างไรบ้าง”  หรือ “มีเทคนิคอะไรบ้าง ที่เราใช้พัฒนาการเขียนคอนเทนต์ของเราได้ “ ในคอนเทนต์นี้มีคำตอบให้ค่ะ  โดยเราขอสรุปเทคนิคการเขียนคอนเทนต์เป็นหัวข้อดังนี้

1. คุณควรคำนึงถึงเป้าหมายของผู้อ่าน เนื่องจาก การที่เรารู้ใจของผู้อ่าน ว่าต้องการอะไร ชอบอ่านบทความประเภทไหน หรือมีกระแสอะไรเกิดขึ้นใหม่บ้าง เมื่อคุณสามารถหาคำตอบได้แล้ว คุณก็สามารถมอบสิ่งที่ผู้อ่านกำลังมองหาอยู่ หรือนำเสนอสิ่งที่มีประโยชน์เพิ่มเติมให้แก่ผู้อ่าน จะทำให้โอกาสการสร้าง Engagement มีสูงขึ้น

2. ผู้เขียนเข้าใจถึง Keyword ของบทความ เช่น หากผู้อ่านต้องการอ่านบทความที่เกี่ยวกับ การตลาดในบุคดิจิทัล ดังนั้น Keyword หรือคำศัพท์ไหนที่อยู่ในกระแส ณ ขนะนั้น หรือคำศัพท์ไหนที่เป็นคำเฉพาะกลุ่มมากเกินไป หรือใหม่เกินไป อาจจะไม่ใช่ Keyword ที่ลูกค้ากำลังค้นหาอยู่ก็เป็นได้

3. การทำคอนเทนต์ออนไลน์ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี ควรมีเนื้อหาที่กระชับ เข้าใจง่าย

4. ดึงดูดความสนใจของผู้อ่านโดยการใช้ Rich Media เช่น การใช้ภาพและเสียง การใช้วิดีโอ pop up หรือภาพเคลื่อนไหวอย่าง GIF โดยปรับรูปภาพ ให้เหมาะสมของตัวเนื้อหา

5. ผู้เขียนควรทำการบ้านเพิ่มเติมว่า สิ่งใดที่จะเป็นประโยชน์เพิ่มเติมจากบทความที่เราเขียน และบทความนั้นสามารถต่อยอดหรือสร้างความเข้าใจให้ผู้อ่านได้ดีขึ้น

เมื่อทราบแล้ว เราสามารถเพิ่มเติมเนื้อหาที่มีประโยชน์ หรือแนะนำบทความอื่นเพิ่มเติมโดย

  • ใส่ลิงก์ที่เป็นบทความเพิ่มเติมเอาไว้ในหน้าเว็บไซต์
  • ถึงแม้ว่า ผู้อ่านกดลิงก์ไปยังหน้าบทความอื่น แต่ยังเป็นบนเว็บไซต์เดิมของเรา
  • บทความจะเปิดไปยังหน้าต่างใหม่ ทำให้ผู้อ่านใช้เวลากับเว็บไซต์เรานานขึ้น

หากคุณต้องการหากลยุทธ์เพิ่มเติมในการเขียนคอนเทนต์ให้ปังบนโลกออนไลน์ บทความด้านล่างนี้ จะเป็นประโยชน์ในการสร้างผลลัพธ์ที่ดีต่อธรุกิจคุณค่ะ

2. Authority

การเป็นผู้เชี่ยวชาญในงานเขียนถือว่าเป็นหนึ่งในองค์ประกอบขั้นพื้นฐาน ในขณะที่นักเขียนคนอื่น ๆ กำลังมองหาแหล่งอ้างอิงใหม่ๆ เพื่อเขียนบทความโดยใช้ชื่อของคุณ (ชื่อของผู้เขียน) หรือแบรนด์ของคุณเป็นแหล่งอ้างอิง ถึงหัวข้อที่เขียนบทความขึ้น สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนี้ คุณไม่ได้เป็นแค่ผู้เชี่ยวชาญ แต่คุณคือ Authority (ผู้ที่มีอำนาจหรือเป็นเจ้าของบทความนั้น ๆ ที่ผู้อื่นอ้างอิง)

วิธีประเมินว่าเรา มีความเชียวชาญในบทความที่เราเขียนหรือไม่ สามารถพิจารณาได้จาก

ชื่อของผู้เขียนจะต้องลิงก์กับเว็บไซต์ เพื่อให้ผู้อ่านสามารถกดเพื่อเข้าไปที่หน้าโพรไฟล์ของคุณได้ สิ่งนี้ทำให้ลำดับเว็บไซต์ของคุณขึ้นไปอยู่ในลำดับที่สูงขึ้น

Google พิจารณาจากการที่บทความได้กล่าวถึงตัวผู้เขียน หรือเว็บไซต์ของผู้เขียน

บทความ มีการแชร์ออกไปบนโลกโซเชียล สามารถสร้าง Authority ให้กับผู้เขียนได้ การที่คนใช้ชื่อเว็บไซต์หรือชื่อของผู้เขียนในการค้นหา การที่ผู้อ่านสามารถหาข้อมูลของผู้เขียนหรือแบรนด์ได้จากหน้า Wikipedia ซึ่งวิธีนี้อาจจะไม่ง่าย จนกว่าแบรนด์ของคุณ หรือตัวผู้เขียนไม่มีชื่อเสียงโด่งดัง

3. Trustworthiness

Trustworthiness คือ ความน่าเชื่อถือบทความ นอกเหนือจากการเน้นเทคนิค Expertise และ Authoritiveness เพื่อพัฒนาให้เว็บไซต์ของเราอยู่ใน ลำดับที่สูงขึ้น การสร้างความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญมากในการวัดคุณภาพบทความ วิธีการสร้างความน่าเชื่อถือในกับบทความเรา อาจจะมาจากการแนะนำผ่านเว็บไซต์อื่นๆ เช่น Tripadvisor, Trustpilot, Facebook, Google My Business   นอกจากนี้ ยังมีเทคนิคการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์โดย การสร้างช่องทางในการติดต่อกับเจ้าของเว็บไซต์โดยตรง การระบุตำแหน่งที่ชัดเจน หากมีหน้าร้านค้า หรือบริษัท เพื่อติดต่อ การสร้างข้อกำหนดและเงื่อนไข  (T&Cs page) ซึ่งเป็นการกล่าวถึงเจตนา และจุดประสงค์ของเว็บไซต์เพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบถึงข้อกำหนดต่างๆ ก่อนใช้งาน การสร้าง Domain เพื่อความปลอดภัย และอีกทั้งยังเป็นมาตรฐานสากลในการเพิ่มความน่าเชื่อถือ สร้าง Privacy Policy (นโยบายความเป็นส่วนตัว) เพื่อรักษาความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้บริการเว็บไซต์ และแสดงถึงความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ เว็บไซต์ควรมีนโยบายการคืนเงินและสินค้า หากเว็บไซต์ของคุณมีช่องทางชำระเงิน ผู้เขียนมีการอ้างอิงถึงแหล่งที่มาของข้อมูล ว่ามาจากแหล่งไหน และคอนเทนต์นั้นๆ สามารถอ้างอิงไปถึงตัวผู้เขียนคอนเทนต์ได้

สรุป

การเขียนบทความโดยคำนึงถึงหลัก E-A-T สำคัญมากในการทำ SEO  เพื่อปรับปรุงลำดับผลการค้นหาเว็บไซต์ให้อยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้น E-A-T นั้นย่อมาจาก Expertise  คือ ผู้เขียนต้องมีความเชี่ยวชาญในบทความที่ตนเขียน Authoritativeness คือ ผู้เขียนมีอำนาจในการแก้ไขบทความและสามารถยืนยันได้ว่าตนเป็นผู้เขียนบทความนั้นๆ Trustworthiness  คือ การสร้างบทความให้มีความน่าเชื่อถือ การเขียนบทความประเภท การเงิน สุขภาพ และการแพทย์ จะต้องสร้างความน่าเชื่อถือโดยถือหลัก E-A-T เพื่อให้ Google ขยับบทความของเราให้ขึ้นไปอยู่ในลำดับที่สูงขึ้น และกลายเป็นบทความแนะนำ ผู้เขียนจะต้องตระหนักถึงความถูกต้องของข้อมูลที่ต้องการสื่อสารไปยังผู้อ่าน เนื่องจาก การเขียนบทความโดยไม่มีแหล่งที่มาที่ชัดเจน หรือการให้คำแนะนำที่ทำให้เกิดผลกระทบในชีวิตประจำวันของผู้อ่าน จะทำให้บทความขาดความน่าเชื่อถือ การใช้หลัก E-A-T ในการทำ SEO จำเป็นต้องใช้เวลา เพื่อพัฒนาลำดับให้สูงขึ้น เนื่องจากการสร้างแบรนด์ให้น่าเชื่อถือแก่ผู้อ่านหรือลูกค้า จำเป็นจะต้องสร้าง Engagement เพื่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์แบบธรรมชาติ ผู้เขียนบทความจึงควรอัพเดตในสิ่งที่ Google กำลังให้ความสนใจอย่างสม่ำเสมอและพัฒนาการเขียนของตนเองอยู่ตลอด

รับทำ SEO

 

ทำความรู้จักกับ SEO (Search Engine Optimization)

SEO หรือ Search Engine Optimization

SEO หรือ Search Engine Optimization

SEO หรือ Search Engine Optimization คือ วิธีการปรับแต่งเว็บไซต์ ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงเนื้อหา และการเพิ่ม Backlink ซึ่งเป็นลิงค์ที่มีคุณภาพมายังเว็บไซต์ เพื่อโปรโมทเว็บไซต์ให้ติดอยู่ในอันดับต้นๆ บน Search Result Page (หน้าแสดงผลการค้นหา) เมื่อกรอก Keyword (คำค้นหา) ที่ต้องการผ่าน Search Engine (เครื่องมือค้นหา) อาทิ Google, Yahoo!, Bing เป็นต้น โดยเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์ในระยะยาว

เนื่องจากในปัจจุบันมีผู้ค้นหาข้อมูลผ่าน Google มากเป็นอันดันหนึ่งในหลายๆ ประเทศ ทั้งในประเทศไทย สหรัฐอเมริกา อังกฤษ อินเดีย ญี่ปุ่น เป็นต้น ส่วนใหญ่จึงเน้นการทำ SEO บน Google เป็นหลัก ทั้งนี้ แต่ละ Search Engine ก็มีหลักการที่ไม่ต่างกันนัก นั่นคือ “User Experience (UX)” หรือ “การมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุด” ดังนั้นการทำ SEO ตามหลักของ Google จะเน้นการทำเว็บไซต์ให้มีคุณภาพ ให้ข้อมูลที่ตรงกับ Keyword ที่ใช้ค้นหา จึงสามารถส่งผลในการทำ SEO ใน Search Engine อื่นๆ อีกด้วย

ในส่วนของกรอบสีแดง คือ ส่วนของ “Organic Search” หรือที่เรียกว่า “Natural Search” ในส่วนนี้เป็นข้อมูลหน้าเว็บไซต์ทั้งหมดที่ทางระบบของ Search Engine อาทิ Google รวบรวมมาโดยใช้ระบบในการจัดอันดับ หรือที่เรียกว่า “Algorithm (อัลกอริทึม)” ซึ่งการให้คะแนนนั้นก็ขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์ที่แต่ละ Search Engine ได้กำหนดขึ้น โดยที่เจ้าของเว็บไม่สามารถเลือกตำแหน่งเองได้ ด้วยเหตุนี้ เราจึงเรียกวิธีการปรับแต่งเว็บไซต์ให้ติดอยู่ในอันดับต้นๆ บนหน้าผลการค้นหานี้ว่า “SEO (Search Engine Optimization)” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “SEM (Search Engine Marketing)” หรือการทำการตลาดบน Search Engine

สำหรับในส่วนข้อความที่อยู่เหนือกรอบสีแดง ที่มีคำว่า “โฆษณา” หรือ “Ad” นั้นคือส่วนของการลงโฆษณากับทาง Search Engine ซึ่งเรียกว่า “PPC (Pay Per Click)” โดยเป็นการประมูล Keyword ที่ต้องการให้แสดงโฆษณา และจะมีการเก็บค่าใช้จ่ายเมื่อมีการคลิกเข้าไปชม สามารถติดอันดับได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องปรับปรุงเว็บไซต์ ในขณะที่ส่วนของ SEO นั้นจะไม่มีค่าใช้จ่ายเมื่อมีคนคลิกเข้าไปชม แต่ก็ต้องใช้เวลา และเราก็ต้องพัฒนาเว็บไซต์พร้อมสร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพ เพื่อให้ Search Engine จัดอันดับให้หน้าเว็บไซต์ไปอยู่ในอันดับที่ดีที่สุด

Search Engine Algorithm คือ?

ระบบการจัดอันดับการแสดงผลใน Search Result Page (หน้าแสดงผลการค้นหา) มีชื่อเรียกว่า “Algorithm (อัลกอริทึม)” แต่ละ Search Engine จะมีระบบ Algorithm ในการให้คะแนนเว็บไซต์ที่แตกต่างกันและจะมีการอัพเดตอยู่เสมอๆ เพื่อคัดกรองเว็บไซต์ที่ไม่มีคุณภาพและเพื่อให้ผลการค้นหานั้นตรงตามที่ผู้ใช้งานต้องการมากที่สุด เราจึงจำเป็นต้องสร้างเว็บไซต์และเนื้อหาให้มีคุณภาพตาม Algorithm เพื่อให้เว็บไซต์สามารถทำอันดับได้ดีที่สุด

Algorithm (อัลกอริทึม) ที่ใช้ในการจัดอันดับเว็บไซต์ของ Google ซึ่งเป็น Search Engine หลักที่นิยมใช้ในประเทศไทยและในหลายประเทศทั่วโลกนั้นมีอยู่มากกว่า 100 ปัจจัย แต่เราสามารถสรุป Algorithm ได้เป็น 2 ปัจจัยหลัก คือ

1. ปัจจัยภายใน (On-page / Micro)
ปัจจัยภายในนั้นมาจากการปรับแต่งตัวโครงสร้างเว็บไซต์และเนื้อหาภายในเว็บไซต์ เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการทำ SEO ให้ติดอันดับ ได้แก่

Crawl Ability : โครงสร้างของเว็บไซต์ที่เอื้อต่อการเก็บข้อมูลของ Search Engine
Site Volume : จำนวนหน้าภายในเว็บไซต์ (Index)
Site Theme : ลิงค์เชื่อมโยงเนื้อหาภายในเว็บไซต์ (Internal Link)
Text Match : การเลือกใช้คำที่เกี่ยวข้องกับ Keyword ตลอดจนคุณภาพและปริมาณของเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ Keyword
ปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานของผู้ใช้ (User Experience (UX)) เช่นPageSpeed : ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บไซต์
Mobile friendly : เว็บไซต์ใช้งานได้ง่ายบนโทรศัพท์มือถือและรองรับขนาดหน้าจอที่มีขนาดแตกต่างกัน (Responsive Web Design)
Safe Browsing : ความปลอดภัยในการใช้งาน ซึ่งเว็บไซต์ต้องไม่มีการฝัง Malware (มัลแวร์) หรือ Spam (สแปม)
HTTPS : การใช้ SSL Certificate ซึ่งช่วยป้องกันการดักข้อมูลต่างๆ ที่ผู้ใช้กรอกในเว็บไซต์ เช่น ข้อมูลส่วนตัว เลขบัตรเครดิต
Intrusive Interstitial : ไม่มีโฆษณาที่แสดงขึ้นมาจนบังเนื้อหาหลักของเว็บไซต์ เช่น Popup Ads (โฆษณาป๊อปอัป)
2. ปัจจัยภายนอก (Off-page / Macro)
ปัจจัยจากภายนอกนั้นคือ Backlink หรือลิงค์จากเว็บไซต์อื่น (External Link) โดยอาจเป็นลิงค์ที่ผู้อื่นสร้างให้เว็บไซต์ของเรา เช่น การอ้างอิงที่มาของข้อมูล  หรือลิงค์ที่เราสร้างด้วยตัวเราเอง เช่น การไปลงบทความในเว็บไซต์อื่น การลงทะเบียนเว็บไซต์ในสารบัญเว็บไซต์ ซึ่งปัจจัยภายนอกนี้สามารถแบ่งได้เป็น

Link Popularity : ปริมาณ Backlink ที่เชื่อมโยงมายังเว็บไซต์ของเรา
Site Theme : คุณภาพของเนื้อหาและ Backlink ที่เชื่อมโยงมายังเว็บไซต์ของเรา

วิธีการทำ SEO ให้ติดอันดับ

กลยุทธ์สำหรับการทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จมากที่สุดนั้นคือ “การทำ SEO ให้เป็นธรรมชาติที่สุด โดยคำนึงถึง User (ผู้ใช้งาน) เป็นหลัก” จะทำให้ได้เว็บไซต์ที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง และติดอันดับอย่างยั่งยืน ไม่ต้องกังวลเรื่องการอัพเดท Algorithm มากนัก ซึ่งหลักๆ ก็มีวิธีการทำดังต่อไปนี้

กลยุทธ์การทำ On-page SEO

เป็นวิธีการปรับปรุงภายในเว็บไซต์ในส่วนของเนื้อหาในหน้าเว็บและโครงสร้างของสร้างของเว็บไซต์ทั้งในส่วน Coding และการดีไซน์ส่วนต่างๆ

การใส่ Keyword เป้าหมายและ Keyword ที่เกี่ยวข้อง
ควรเลือก Keyword สอดคล้องกับเนื้อหาในหน้าเว็บไซต์ และมี Search Volume หรือจำนวนผลการค้นหา เพื่อดูว่ามีคนใช้ค้นหามากน้อยเพียงใด
*สามารถดูจากปริมาณการค้นหาและหาไอเดียเพิ่มเติมด้วยเครื่องมือต่างๆ เช่น Google Keyword Planner,  KWFinder, Uber Suggest, Ahrefs

ควรใส่ Keyword อย่างพอเหมาะในส่วนที่มีความสำคัญต่างๆ ภายในเว็บไซต์
เช่น Title Tag, Meta Description, H1 tag, H2 tag, เนื้อหาส่วนที่เป็น Plain Text (p tag), alt ในรูปภาพ, Anchor Link
ควรหลีกเลี่ยงการใช้ Keyword ซ้ำๆ กันเป็นจำนวนมากเพื่อไม่ให้เป็น Keyword Spam หรือ Keyword Stuffing อีกทั้งยังไม่เป็นธรรมชาติเวลา User (ผู้ใช้งาน) มาอ่านเนื้อหา
การสร้างและเพิ่มเติมเนื้อหาที่มีคุณภาพเพื่อตอบสนอง User
ควรสร้างเนื้อหาที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนการทำ SEO ในหน้าเว็บไซต์ที่ต้องการให้ติดอันดับ ตลอดจนหน้าเว็บไซต์อื่นๆ ที่มีเนื้อหาสนับสนุนหรือเกี่ยวข้องกัน พร้อมทำลิงค์เชื่อมโยงเพื่อให้อ่านต่อ
ควรสร้างหน้าเว็บไซต์ใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อเพิ่มจำนวนหน้าในเว็บไซต์ เช่น บล็อก สาระความรู้ โดยเนื้อหาควรมีความเกี่ยวข้องกับธีมเนื้อหาหลักของเว็บไซต์
ควรเขียนเนื้อหาที่ให้ข้อมูลที่เจาะลึกและมีประโยชน์ พร้อมตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการค้นหา Keyword เพื่อให้เป็นเนื้อหาที่มีคุณภาพมากที่สุดในสายตาของ User
ควรเขียนเนื้อหาหรือเรียบเรียงข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ด้วยตัวเอง ไม่คัดลอกมาจากที่อื่น และไม่ใช้เครื่องมืออัตโนมัติในการสร้างบทความ
ควรแทรกรูปภาพหรือวิดีโอระหว่างบทความ เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับเนื้อหา ดึงดูดให้ User อ่านต่อและอยู่บนหน้าเว็บไซต์นานๆ
การปรับปรุงโครงสร้างเว็บไซต์ให้เป็นมิตรกับ Search Engine และ User
สามารถใส่ Canonical Tag (rel=”canonical) เพื่อให้ Google จดจำ URL ที่ต้องการ ในกรณีที่มีเนื้อหาซ้ำๆ กันหลายหน้า
ควรแบ่งหมวดหมู่เนื้อหาหรือสินค้าให้เป็นระบบตามลำดับชั้น และทำเมนูนำทาง (Navigation) ให้เป็นระเบียบ ดูเข้าใจง่าย
เช่น Home › Product › Category
ควรเลือกใช้โครงสร้าง URL แบบ Static ที่ Search Engine สามารถอ่านได้ง่าย
*หลีกเลี่ยงการใช้ URL แบบ Dynamic ที่มีเครื่องหมาย เช่น ? และ =
ควรเลือกใช้โครงสร้าง URL ที่ User สามารถอ่านและเข้าใจได้ง่ายึ
*ควรใช้คำภาษาอังกฤษแทนภาษาไทย และใช้เครื่องหมาย – แบ่งระหว่างคำ เช่น …./what-is-seo/
ควรแยก URL หากเว็บไซต์มีหลายภาษา เช่น …/en/, …/jp/
*ไม่ใช้ Cookies ในการเปลี่ยนภาษา เพราะ URL จะไม่มีการเปลี่ยนตาม ทำให้ Search Engine ไม่สามารถอ่านภาษาอื่นๆ ได้
ควรทำหน้าเว็บไซต์ให้โหลดได้รวดเร็วเพื่อไม่ให้ User ต้องรอนาน เช่น ใช้ระบบ Cache, ลดขนาดรูปภาพและไฟล์, แปลงไฟล์รูปภาพเป็น WebP, ทำ Lazy Loading ให้โหลดรูปเมื่อเลื่อนมาถึง
ควรเลือกใช้บริการ Hosting ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เว็บไซต์มีความสเถียร ไม่ล่มง่าย รองรับการใช้งานเมื่อมีผู้เข้าใช้เป็นจำนวนมาก และทำให้เว็บไซต์โหลดได้เร็ว
ควรทำหน้าเว็บไซต์ให้รองรับกับอุปกรณ์มือถือ (Mobile-friendly) ซึ่งปัจจุบันยอดผู้เข้าชมส่วนใหญ่ประมาณ 80% มาจากช่องทางนี้ และ Google ได้ใช้เนื้อหาบน Mobile ในการจัดอันดับเว็บไซต์
*รูปแบบที่แนะนำคือ Responsive Web Design

 การอัพเดตเว็บไซต์

ควรปรับปรุง หรือเพิ่มเติมข้อความในหน้าเว็บไซต์ที่ต้องการให้ติดอันดับ เพื่อเนื้อหามีการอัพเดตอยู่ตลอด
ควรเพิ่มข้อมูลใหม่ๆ ในเว็บไซต์ เช่น สินค้ามาใหม่ ข่าวสาร โปรโมชั่น ผลงานล่าสุด เพื่อให้เว็บไซต์มีความสดใหม่อยู่เสมอ

กลยุทธ์การทำ Off-page SEO

เป็นการใช้ปัจจัยภายนอกจากเว็บไซต์ซึ่งก็คือลิงค์อ้างอิง หรือที่เรียวกว่า Backlink เชื่อมโยงจากเว็บต่างๆ มายังเว็บไซต์ของเรา

 การเพิ่ม Backlink ที่มีคุณภาพ

ควรสร้างลิงค์จากเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือ และมีเนื้อหาหรือบริบทเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์หรือ Keyword ของเรา
ควรทำ Backlink เป็น “DoFollow” ซึ่งสามารถส่งคะแนน SEO มาให้เว็บไซต์ของเรา (หากเป็น NoFollow จะมีโค้ด rel=”nofollow” กำกับอยู่ที่ลิงค์)
ควรเขียนเนื้อหาบทความในการทำ Backlink ให้มีน่าสนใจและมีประโยชน์ เพราะลิงค์ที่สามารถเพิ่ม Traffic โดยทำให้คนอ่านคคลิกต่อมายังเว็บไซต์ของได้ถือได้ว่าเป็น Backlink ที่มีคุณภาพอย่างมาก
ควรหลีกเลี่ยงการสร้างลิงค์ด้วยบทความเดิมซ้ำๆ หรือการ Spin บทความโดยใช้โปรแกรมเพื่อสร้างบทความใหม่ซึ่งเป็นเนื้อหาที่ User อ่านไม่รู้เรื่อง

 การเพิ่ม Backlink อย่างเป็นธรรมชาติ

ควรสร้างลิงค์อย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ควรระดมยิงลิงค์จำนวนมากมารวดเดียวในระยะเวลาสั้นๆ
ควรทยอยเพิ่ม Backlink ไปเรื่อยๆ เพื่อให้ดูเป็นธรรมชาติ ป้องกันการโดนแบนจาก Search Engine โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก Google
ควรหลีกเลี่ยงการสร้างลิงค์ด้วยการโพสตามเว็บบอร์ดหรือเว็บประกาศเป็นจำนวนมาก เพราะเป็น Spam และมีโอกาสทำให้อันดับตกได้
สามารถสร้าง Backlink แบบ NoFollow ได้ แต่ไม่ควรสร้างเป็นจำนวนมากจนผิดปกติ เพราะอาจโดนมองว่าเป็น Spam ได้เช่นกัน

แนวทางการรักษาอันดับ

หลังจากเริ่มทำ SEO ไปได้สักระยะหนึ่ง จะเริ่มเห็นการพัฒนาของอันดับไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนั้นก็ขึ้นอยู่กับเนื้อหาและคุณภาพของเว็บไซต์ของเรา รวมทั้งการแข่งขันใน Keyword นั้นๆ และคุณภาพเว็บไซต์ของคู่แข่ง

โดยทั่วไปแล้วอันดับจะไต่ขึ้นมาอย่างค่อยเป็นค่อยไป หากอันดับของเว็บไซต์ยังไม่ดีขึ้นจนเป็นที่น่าพอใจ จำเป็นต้องเพิ่มเนื้อหาภายในเว็บไซต์กับเพิ่มจำนวน Backlink ที่มีคุณภาพให้มากยิ่งขึ้น
เมื่อเว็บไซต์ติดในหน้าแรกของผลการค้นหาแล้ว ก็ยังจำเป็นต้องอัพเดตเว็บไซต์อยู่ตอด เพิ่มเติมเนื้อหา และเพิ่ม Backlink อย่างสม่ำเสมอเพื่อรักษาอันดับเอาไว้
แนะนำให้ลงบทความหรือหรืออัพเดทบล็อกสม่ำเสมอ ด้วยบทความที่น่าสนใจ มีประโยชน์ต่อผู้อ่าน และเกี่ยวข้องกับเนื้อหาในเว็บไซต์หรือ Keyword ที่ทำ SEO สามารถช่วยเพิ่ม Traffic ให้ได้ และช่วยในการรักษาอันดับได้เป็นอย่างดี

ปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อการทำ SEO

ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้เป็นที่ยืนยันจาก Google ว่ามีผลต่อการจัดอันดับ แต่เป็นสัญญาณที่สามารถบ่งบอกได้ว่าเว็บไซต์นั้นมีคุณภาพดีหรือไม่ ซึ่งจะเป็นแนวทางให้ผู้พัฒนาหรือผู้ดูแลเว็บไซต์ได้ปรับปรุงเพิ่มเติม

สัญญาณจากผู้ใช้เว็บไซต์ (User Signals)

ข้อมูลการใช้งานของเว็บไซต์สามารถดูได้จาก Google Analytics ไม่ว่าจะเป็น จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ (Users), รายงานข้อความค้นหาของคีย์เวิร์ด (Queries) และ อัตราการคลิกเข้าชมเว็บไซต์ผ่าน Keyword นั้นๆ (CTR) เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้เป็นสัญญาณที่สำคัญที่ใช้วัดคุณภาพของเว็บไซต์ได้
ด้วยเหตุนี้เองเว็บไซต์ที่ต้องการทำ SEO จึงควรติด Google Analytics และ Search Console เพื่อให้ Google เข้าถึงข้อมูลดังกล่าวและเราสามารถตรวจสอบประสิทธิภาพเว็บไซต์ของตัวเองได้

สัญญาณจาก Social Media (Social Media Signals)

จำนวน Likes และ Shares ของลิงค์หน้าเว็บไซต์ รวมทั้ง Traffic จาก Social Media ต่างๆ ได้แก่ Facebook, Twitter และ Pinterest มีส่วนช่วยในการจัดอันดับเว็บไซต์
การสร้างบทความที่มีประโยชน์ซึ่งเกี่ยวข้องกับเนื้อหาหลักในเว็บไซต์และใช้ Social Media เป็นช่องทางในการกระจายบทความไปยังผู้ใช้ เพื่อดึงให้คนเข้ามาอ่านบทความและเพิ่ม Traffic ให้กับเว็บไซต์ จึงเป็นวิธีการที่ช่วยให้ทำอันดับบน Google ได้ดีและติดอันดับเร็วขึ้น

ข้อควรระวังในการทำ SEO

การคัดลอกเนื้อหาหรือรูปภาพ
ห้ามคัดลอกเนื้อหาจากเว็บไซต์อื่นมาใช้โดยไม่มีการเรียบเรียงใหม่ หรือไม่มีการใส่แหล่งที่มา หรือไม่ได้ขออนุญาตก่อน รวมถึงการใช้รูปภาพที่ติดลิขสิทธิ์ เพราะเจ้าของเนื้อหาหรือรูปภาพสามารถส่งเรื่องให้ Google (Copyright Removal) นำหน้าเว็บไซต์ของเราออกได้ เนื่องจากเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งจะทำให้อันดับของหน้าเว็บไซต์เราหายไปในทันที

 ​การใส่โฆษณาจนบังเนื้อหาหลัก

ไม่ควรใส่โฆษณา Pop-up ที่เด้งขึ้นเต็มหน้าจอจนบดบังเนื้อหาในหน้าเว็บไซต์ เพราะ Google มองว่าเป็นสิ่งที่รบกวนการใช้งานของ User (Intrusive Interstitials) ซึ่งอาจโดน Google ลงโทษ และส่งผลลบต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ได้ หากจำเป็นต้องใส่ Pop-up แนะนำให้แสดงหลังจากที่ User เลื่อนอ่านหน้าเว็บไซต์แล้วระยะหนึ่ง ควรใช้ขนาดประมาณ 20-30% ของหน้าจอ พร้อมปุ่ม X ที่สามารถกดปิดได้ง่าย และไม่ควรแสดงทุกครั้งที่มีการเปิดหน้าใหม่

 ​การแฮ็กเว็บไซต์

เว็บไซต์ที่ถูกแฮ็กมักเป็นการเปลี่ยนหน้าเว็บไซต์แล้วปิดล็อคเว็บไซต์ไม่ให้ใช้งาน แน่นอนว่าย่อมกระทบต่อการจัดดับอย่างแน่นอน เพราะเนื้อหาในเว็บไซต์ได้หายไป นอกจากนี้ก็ยังมีการแฮ็กโดยแอบแก้ไขข้อมูล เช่น การนำเนื้อหาอื่นมาใส่ไว้ หรือฝัง Malware พวกไวรัสในเว็บไซต์ เมื่อ Google พบปัญหานี้ก็จะแสดงข้อความ “ไซต์นี้อาจถูกแฮ็ก” ไว้ใต้เว็บไซต์นั้นบนหน้าผลการค้นหา เพื่อแจ้งเตือนคนที่จะคลิกเข้ามา ซึ่งจะส่งผลเสียต่อการทำ SEO ได้

ข้อดีของการทำ SEO

เพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์
ในปัจจุบัน มีผู้ค้นหาข้อมูลผ่าน Search Engine เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หากเว็บไซต์ติดอันดับด้วย Keyword ที่มีผู้ใช้ค้นหาเป็นจำนวนมาก ก็มีโอกาสที่จะมีผู้เข้าชมเว็บไซต์มากตามไปด้วย อีกทั้งเมื่อมี Keyword ใดติดอันดับ Keyword ที่ใกล้เคียงกันก็จะติดอันดับไปด้วย จึงจะมีผู้เข้าชมเพิ่มขึ้นจาก Keyword อื่นๆ ที่ไม่ได้เลือกทำ SEO ได้อีกด้วย

 เพิ่มโอกาสในการขายสินค้าหรือบริการ

การทำ SEO เป็นการทำให้เว็บไซต์ถูกค้นเจอด้วย Keyword ที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจง เป็นการทำการตลาดออนไลน์ที่ตรงเป้าหมาย ผู้ที่เข้าชมเว็บไซต์ผ่าน Search Engine ย่อมมีความสนใจใน Keyword นั้นๆ อยู่แล้ว ก็ย่อมมีโอกาสสูงที่จะซื้อสินค้าหรือใช้บริการจากเว็บไซต์ที่เข้าไปชม นอกจากนั้น การที่มีผู้เข้าชมเว็บไซต์มากขึ้น ก็มีโอกาสที่จะขายสินค้าหรือบริการได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย

 โปรโมทเว็บไซต์ให้เป็นที่รู้จักและเพิ่มความน่าเชื่อถือ

โดยส่วนใหญ่เวลาที่คนค้นหาข้อมูลผ่าน Search Engine ก็จะเปิดดูเว็บไซต์ที่อยู่ในหน้าแรกหรือหน้าถัดมาในผลการค้นหาเท่านั้น การที่เว็บไซต์ของเราปรากฏอยู่ในหน้าแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอันดับต้นๆ จะทำให้ชื่อของเว็บไซต์ได้เห็นผ่านตาและเป็นที่รู้จัก แม้ว่าจะยังไม่ได้คลิกเข้ามาดูเนื้อหาในเว็บไซต์ก็ตาม และที่สำคัญคือ ผู้คนมักจะให้ความเชื่อถือเว็บไซต์ที่อยู่อันดับแรกๆ ซึ่งอยู่เหนือคู่แข่งอีกมากมาย จึงย่อมตัดสินใจซื้อสินค้าหรือใช้บริการในเว็บไซต์นั้นๆ ได้ง่ายขึ้น

 ลดค่าใช้จ่ายในการลงโฆษณา

เนื่องจากทำ SEO ต้องใช้เวลาระยะหนึ่งกว่าเว็บไซต์จะติดอันดับในหน้าแรก จึงเหมาะเป็นการทำการตลาดในระยะยาว และเนื่องจากการคลิกเว็บไซต์ในส่วนของ SEO นั้นจะไม่มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเหมือนกับการลงโฆษณาแบบ PPC กับ Search Engine โดยตรง จึงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้ และราคาค่อนข้างถูกกว่าการลงโฆษณากับสื่ออื่นๆ ทั้งนี้หากเลือกทำ SEO ด้วย Keyword ยอดนิยมที่มีคนใช้มากๆ ค่าใช้จ่ายก็อาจสูงตามไปด้วย เพราะมีการแข่งขันที่สูง ดังนั้น เวลาเลือก Keyword จึงควรพิจารณาให้เหมาะสมกับจุดประสงค์ในการทำการตลาดและความคุ้มค่าในการลงทุน รับทำ SEO