12 Strong หนังน่าดู Netflix

12 STRONG สร้างจากบทความเรื่อง Horse Soldiers: The Extraordinary Story of a Band of US Soldiers Who Rode to Victory in Afghanistan ของนักข่าวนิวยอร์ก ไทม์ ดั๊ก สแตนตัน (Doug Stanton)  ดัดแปลงเป็นบทหนังโดย เท็ด ทอลลี เจ้าของรางวัลออสการ์ ร่วมด้วย ปีเตอร์ เคร็ก อำนวยการสร้างโดย เจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์ (Jerry Bruckheimer) ประเดิมฝีมือผู้กำกับบนจอหนังครั้งแรกของ นิโคไล ฟูเอลซิก (Nicolai Fuglsig)

12 STRONG

หน่วยกรีน เบอเรต์ (Green Berets) ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น นักรบของโลกหลัง 9/11” ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เคยมีบทบาทสำคัญมาตั้งแต่สงครามกับรัสเซีย และสงครามเวียดนาม ประกอบด้วยสมาชิก 12 นาย  หน้าที่หลักของกรีน เบอเรต์ คือการเพิ่มจำนวนพันธมิตรในดินแดนของศัตรู และเป็นหน่วยที่กรุยทางเตรียมความพร้อมก่อนการปูพรมจู่โจมเต็มกำลังศึกของกองทัพสหรัฐฯ

หน่วยกรีน เบอร์เรต์ ได้รับการฝึกฝนโดยยึดหลักกลยุทธที่เรียกว่า “ต้องกลายเป็นโจรเพื่อจับโจร” โดยต้องร่วมฝึกทักษะการรบหลายรูปแบบทั้งการเข้าจู่โจม การเคลียร์พื้นที่ ฝึกกระโดดร่ม การปีนเขา ฝึกยิงธนู ฝึกใช้สกี ฝึกขี่ม้า เรียนรู้ภาษาท้องถิ่นเพื่อสื่อสารกับพันธมิตรในพื้นที่ ซึ่งทั้งหมดกินเวลาการฝึกยาวนานถึง 60 สัปดาห์ ในการฝึก จะมีการสร้างโรงเรียนฝึกหน่วยกรีน แบเรต์ ขึ้นมาโดยเฉพาะ โดยจำลองรายละเอียดของบรรยากาศและผู้คนทั้งหมดในโรงเรียนให้เสมือนดินแดนที่เป็นเป้าหมายจริง เมื่อสำเร็จการฝึกทุกคนจะได้สวมหมวกเบเร่ต์สีเขียว พร้อมกับติดสัญลักษณ์ของหน่วยรบพิเศษ หลังฝึกสำเร็จทหารทุกคนในหน่วยต้องผ่านการฝึกแบบทีม 12 คนและ 4 คนแล้ว เพื่อสร้างให้พวกเขาเป็นหน่วยรบที่แข็งแกร่งที่สุดและไร้ที่ติ

แม้จะเป็นปฏิบัติการระดับชาติที่ถูกปกปิดเป็นความลับอยู่นานหลายปี แต่ในที่สุดวีรกรรมของเหล่านายทหารบนหลังม้าหน่วยกรีน เบอเรต์ทั้ง 12 นายก็ได้รับการเปิดเผย และได้รับการสดุดีด้วยการสร้างอนุสรณ์สถานไว้ที่บริเวณกราวด์ ซีโร่ (Ground Zero) พื้นที่แห่งการไว้อาลัยของเหตุวินาศกรรม 9/11 ใจกลางมหานครนิวยอร์กซึ่งพวกเขาถูกส่งไปเป็นหน่วยแรกๆ ในการแทรกซึมเข้าไปหาพันธมิตรและเคลียร์พื้นที่

ก่อนจะมีการส่ง U.S. Army Rangers หน่วยรบพิเศษของกองทัพบกสหรัฐ เข้าจัดการปฏิบัติการรบเต็มรูปแบบในสงครามต่อต้านการก่อการร้าย War on Terror และไล่ล่าตัว อุซามะฮ์ บิน ลาดิน ผู้นำขบวนการก่อการร้ายอัลกออิดะฮ์ พันธมิตรรัฐบาลตาลิบัน ผู้อยู่เบื้องหลังเหตุวินาศกรรม 9/11 ซึ่งหลังสงครามนี้ทำให้บิน ลาดินต้องหลบลี้ซ่อนตัวไปอีกหลายปี แต่ในที่สุดในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2011 ประธานาธิบดี บารัค โอบามา ของสหรัฐอเมริกา ได้แถลงยืนยันผ่านสื่ออย่างเป็นทางการว่า อุซามะฮ์ บิน ลา ดิน ได้เสียชีวิตแล้ว จากการปฏิบัติการพิเศษของหน่วยซีล (SEAL) นั่นเอง

ในภาพยนตร์เรื่อง 12 STRONG บอกเล่าถึงหลังเหตุการณ์วินาศกรรมสั่นสะเทือนโลก “11 กันยา 2001 หรือ 9/11” ในวันรุ่งขึ้น 12 กันยายน ค.ศ. 2001 กองกำลังทหารหน่วยกรีน เบอร์เรต์ จำนวน 12 นาย นำทีมโดย ผู้พันมิตช์ เนลสัน (รับบทโดย คริส เฮมส์เวิร์ธ) ได้รับมอบหมายให้มุ่งหน้าไปยังอัฟกานิสถาน ฝ่าดินแดนที่ทุกตารางนิ้วคือความเป็นความตาย เพื่อชักจูงให้กองกำลังฝ่ายเหนือของ

นายพลอับดุล ดอสทุม หัวหน้ากลุ่มแนวร่วมอิสลามที่ต้องการจะปลดปล่อยบ้านเกิดของตน จากการรุกรานของกลุ่มตาลีบันมาร่วมเป็นกองกำลังผสม โดยมีเป้าหมายยึดสมรภูมิสำคัญอย่างเมืองมาซาร์-อี-ชาริฟคืนมาให้สำเร็จ และนี่จึงเป็นที่มาให้เกิดปฏิบัติการหยุดลมหายใจในมือของทหาร 12 นาย ไร้กองหนุน ไร้การปกป้อง แต่ต้องโค่นกองทัพศัตรูที่จำนวนมากกว่าหลายเท่าถึง 40 ต่อ 1 เพื่อนำสันติสุขกลับมาอีกครั้ง

แน่นอนว่านอกจาก 12 STRONG จะให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดเรื่องราวของเหล่านายทหารกล้าทั้ง 12 นายกับภารกิจลับเพื่อชาติและมวลชนให้นักดูหนังได้ร่วมลุ้นระทึกไปด้วยกันแล้ว ยังอัดแน่นด้วยการสร้างสรรค์ฉากแอ็คชั่นที่เข้มข้นบีบหัวใจพร้อมทำให้ผู้ชมต้องตื่นตาไปกับเรื่องจริงในปฏิบัติการของเหล่าทหารกล้า 12 นายทีมนี้ ที่จะมาเฉลยความจริงของปฏิบัติการรบครั้งนี้ที่ไม่เหมือนการรบครั้งใดๆ เพราะด้วยข้อจำกัดของภูมิประเทศและยุทธวิธีการทำศึกที่แยบยล

ปฏิบัติการของพวกเขาจึงไม่ใช่การต่อสู้บนเครื่องบินรบ โจมตีด้วยรถถัง หรืออาศัยสรรพอาวุธที่ล้ำเทคโนโลยี แต่เป็นการใช้ยุทธวิธีการรบบนหลังม้า ที่แทบจะไม่เคยปรากฏมาก่อนในภาพยนตร์แอ็คชั่นสงครามร่วมสมัยเรื่องใดๆ

ภาพของทหารอาวุธครบมือ 12 นายบนหลังม้าฝ่าหุบเขากลางไฟสงคราม จึงเป็นความแปลกใหม่ และเป็นภาพสงครามที่แตกต่างกว่าการสู้รบครั้งไหน เช่นเดียวกันกับการจำลองภาพดินแดนอัฟกานิสถานให้สมจริง ราวกับถ่ายทำในสถานการณ์จริง โดยทีมออกแบบงานสร้างแถวหน้าฮอลลีวู้ดจากภาพยนตร์อย่าง The Jungle Book, The Dark Tower และ Batman V Superman รวมทั้งการสร้างเทคนิคซีจีเพื่อเน้นภาพสมจริงของสงครามครั้งนี้ ซึ่งเป็นฝีมือของทีมซีจีที่เคยผ่านงานสร้างเหนือชั้นมาแล้วจาก Kong: The Skull Island, Avatar และ Terminator: Salvation

ในส่วนของทีมนักแสดงนำหลักที่มาพร้อมด้วยบทบาททั้งแอ็คชั่นสุดหินและดราม่าเข้มข้นของเหล่าทหารกล้า 12 นายกับการหลอมรวมใจของพวกเขา เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงศรัทธาในหัวใจและพลังของการเป็นนักรบของหน่วย Green Beret อย่างแท้จริง และการนำทีมด้วย คริส เฮมสเวิร์ธ (Chris Hemsworth) กับบทบาท ผู้พันมิตช์ เนลสัน นายทหารหัวหน้าทีมผู้นำเพื่อนๆ ฝ่าด่านสมรภูมิรบสุดโหด

เสริมทัพ 12 นายทหารสุดแกร่งด้วยนักแสดงระดับยอดฝีมือ ซึ่งบรรดานักแสดงทุกคนได้รับการฝึกฝนที่ถอดแบบมาจากรูปแบบการฝึกจู่โจมของจริง โดยได้นายทหารหน่วย SEAL ตัวจริงของกองทัพสหรัฐฯ มาเป็นเทรนเนอร์ให้โดยเฉพาะ ทั้งฝึกการใช้อาวุธสงครามจริงหลากหลายประเภท รวมทั้งต้องฝึกการขี่ม้าและฝึกทักษะการต่อสู้ด้วยปืนบนหลังม้าเพื่อความสมจริงของภาพยนตร์

ดูหนังออนไลน์ฟรี

The X-Files: Fight the Future หนังที่มีซีรีส์ติดต่อกันมาอย่างยาวนาน

แฟ้มลับคดีพิศวง (อังกฤษ: The X Files)

แฟ้มลับคดีพิศวง (อังกฤษ: The X Files) เป็นภาพยนตร์ชุดสืบเนื่องทางโทรทัศน์แนวไซไฟที่ถือว่ายาวที่สุดเป็นอันดับสอง รองจากสตาร์เทร็ค ออกอากาศถึง 10 ฤดูกาล จำนวนตอนทั้งหมด 208 ตอน เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลต่าง ๆ ถึง 141 ครั้ง และสามารถชนะถึง 61 รางวัลจากผู้มอบรางวัล 24 สถาบัน รวมถึงรางวัลเอ็มมี, รางวัลลูกโลกทองคำ รางวัลเอ็นไวรอนเมนทัลมีเดีย และรางวัลสกรีนแอกเตอร์สไกด์

แฟ้มลับคดีพิศวง (อังกฤษ: The X Files)

แฟ้มลับคดีพิศวง เขียนบทโดยคริส คาร์เตอร์ มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่พิเศษเอฟบีไอสองคน คือ ฟอกซ์ มัลเดอร์ นักจิตวิทยา (รับบทโดยเดวิด ดูคอฟนี) และแดนา สกัลลี นักฟิสิกส์และแพทย์ (รับบทโดยจิลเลียน แอนเดอร์สัน)

มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับแฟ้มคดี “เอ็กซ์” คดีลึกลับเกี่ยวกับปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ ทั้งสองคนอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของวอลเตอร์ สกินเนอร์ (รับบทโดยมิตช์ พีเลจจี) ผู้ช่วยผู้อำนวยการเอฟบีไอ

ฟอกซ์ มัลเดอร์ มีความเชื่อเรื่องจานบินและมนุษย์ต่างดาว เนื่องจากเขาเชื่อว่าน้องสาวของเขา ชื่อ ซาแมนทา มัลเดอร์ ถูกมนุษย์ต่างดาวจับตัวไปตั้งแต่เด็ก เขาเป็นคนหมกมุ่น สะสมหนังสือโป๊ และเชื่อในทฤษฎีสมคบคิด ในระหว่างการสืบสวน มัลเดอร์มักถูกทัดทานโดยดานา สกัลลีย์ ที่มีนิสัยการทำงานชอบวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์ และหาเหตุผลมาหักล้างมากกว่า

ฟอกซ์ มัลเดอร์ เป็นตัวละครหลักใน แฟ้มลับคดีพิศวง ตั้งแต่ฤดูกาลที่ 1 ถึง 7 และถูกตัดออกไปในฤดูกาลที่ 8-9 เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างดูคอฟนีกับคาร์เตอร์ โดยคริส คาร์เตอร์กำหนดให้มัลเดอร์ถูกมนุษย์ต่างดาวจับตัวไป

และมีเจ้าหน้าที่พิเศษสองคนเข้ามารับผิดชอบแฟ้มคดีเอ็กซ์แทน คือ จอห์น ด็อกเกตต์ (รับบทโดยรอเบิร์ต แพทริก) และมอนิกา เรย์ส (รับบทโดยแอนนาเบท กิช) นอกจากนี้ในช่วงปลายฤดูกาลที่ 3 คริส คาร์เตอร์ยังเขียนบทให้สกัลลีย์ถูกมนุษย์ต่างดาวจับตัวไป

และเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมาอย่างลึกลับ ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงที่จิลเลียน แอนเดอร์สัน ตั้งครรภ์ และให้กำเนิดลูกสาวชื่อ ไพเพอร์ มารู เมื่อวันที่ 25 กันยายน ค.ศ. 1994

นอกเหนือจากตัวละครหลักที่เป็นเจ้าหน้าที่เอฟบีไอแล้ว ในเรื่องยังกล่าวถึงองค์กรลึกลับที่มีอิทธิพลในรัฐบาล ชื่อ เดอะซินดิเคต นำโดยเดอะสโมกกิงแมน (The Smoking Man) รับบทโดยวิลเลียม บี. เดวิส

และผู้ช่วยชื่อ อเล็กซ์ ไครเช็ก (รับบทโดยนิโคลัส ลีอา) และเดอะโลนกันเม็น (The Lone Gunmen) กลุ่มแฮกเกอร์สามคนที่คอยช่วยเหลือมัลเดอร์กับสกัลลีอยู่เบื้องหลัง ประกอบด้วยริชาร์ด “ริงโก” แลงลี (รับบทโดยดีน แฮ็กลุนด์), เมลวิน โฟรฮิคี (รับบทโดยทอม เบรดวูด) และจอห์น ฟิตเจอรัลด์ ไบเออส์ (รับบทโดยบรูซ ฮาร์วุด) กลุ่มเดอะโลนกันเม็น นี้ได้รับความชื่นชอบจากผู้ชมจนถูกแยกไปเป็นภาพยนตร์ชุดสืบเนื่องต่างหาก จำนวน 1 ฤดูกาล 13 ตอน

ดูหนังออนไลน์

หนังน่าดู Netflix เรื่อง Don’t Breathe ลมหายใจสั่งตาย

Don’t Breathe

Don’t Breathe 

Don’t Breathe คือผลงานภาพยนตร์ของผู้กำกับเฟเด อัลวาเรซ จาก Evil Dead เวอร์ชั่นรีเมค ที่ตอนนี้บรรดานักวิจารณ์หลายสำนักต่างเทใจให้ว่านี่คือหนัง “ระทึกขวัญ” เลือดใหม่แห่งยุค บอกเล่าเรื่องราวของสามโจรดวงกุดที่คิดว่างานปล้นบ้านชายชราตาบอดคืองานง่ายๆที่พวกเขาจะฮุบของในบ้าน โดยที่พวกเขาไม่รู้เลยว่า ชายชราคนดังกล่าวนั้นที่จริงแล้วคือทหารผ่านศึกที่มีประสาทสัมผัสไวเป็นเลิศและยังโหดเหี้ยมมาก อีกทั้งในบ้านหลังนั้นก็ซ่อนความลับบางอย่างที่เกินจินตนาการของสามโจรจะคาดคิด

ตัวหนังเรื่องนี้ยังได้มือเขียนบทอย่างโรโด ชายาเกวสมาช่วยเฟเดทำงานอีกครั้ง ซึ่งพวกเขาก็ลงความเห็นว่าหนังเรื่องใหม่นี้จะต้องเปนหนังที่มีไอเดียแปลกใหม่ และที่สำคัญคือต้องไม่เป็นหนังเลือดสาด อีกทั้งตัวหนังต้องเล่นกับความไม่สบายใจของตัวละครที่ส่งผ่านมาถึงคนดู

Don’t Breathe นั้นจะวางโครงเรื่องให้ตัวละครเหมือนกำลังเดินอยู่บนกระดานหมากรุก โดยมีชายตาบอดเป็นผู้ล่าที่น่ากลัวเกินคาดคิด เหล่าตัวละครต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์น่ากลัวต่างๆอีกทั้งหนังเรื่องนี้แทบจะไม่มีบทพูดด้วยซ้ำไป เพราะเมื่อถึงช่วงเวลาของการไล่ล่าแล้ว ตัวละครชายตาบอด กับโจรที่เหลือชีวิตรอด คนหนึ่งก็ต้องเงียบที่สุด ในขณะที่อีกคนก็ใช้ประสาทสัมผัสที่มีในการไล่ล่าอย่างไม่ลดละ

ตัวหนังได้รับเรต R ในอเมริกา ซึ่งหมายถึงหนังจะมีความรุนแรงพอสมควร นักแสดงที่จะมารับบทสามหัวขโมยประกอบไปด้วย เจน เลวี (Evil Dead), ดิแลน มินเน็ตต์ (Goosebumps) และ แดเนียล โซวัตโต (Fear the Walking Dead) ส่วนชายตาบอดรับบทโดยสตีเฟ่น แลงก์ จาก Avatar

ดูหนังออนไลน์

The Martian กู้ตาย 140 ล้านไมล์

The Martian เดอะมาร์เชี่ยนกู้ตาย 140 ล้านไมล์

The Martian เดอะมาร์เชี่ยนกู้ตาย 140 ล้านไมล์ ขณะที่ทีม Ares กำลังปฏิบัติภารกิจสำรวจดาวอังคารอยู่นั้น จู่ๆ ก็เกิดพายุถล่มอย่างรุนแรงกะทันหัน ผู้การ Melissa Lewis (Jessica Chastain จาก The Help, Zero Dark Thirty, Interstellar) จึงสั่งลูกทีมทั้งหมดถอยทัพกลับยานและยกเลิกภารกิจบินกลับทันที

The Martian เดอะมาร์เชี่ยนกู้ตาย 140 ล้านไมล์

หนึ่งในลูกทีม Mark Watney (Matt Damon จาก Good Will Hunting, Saving Private Ryan, Interstellar) ถูกของแข็งกระแทกซัดหายไปกับพายุ และถูกทิ้งไว้เช่นนั้นเพราะเพื่อนๆ คิดว่าเขาไม่รอดเสียแล้ว แต่ปรากฏ Mark Watney รอดตายอย่างปาฏิหาริย์ เขาพยายามติดต่อกับ NASA และหาวิธีจัดการเรื่องน้ำและอาหารให้เพียงพอต่อการดำรงชีพจนกว่าพวกเขาจะมาช่วย (ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อยกว่า 4 ปี!)

ทันทีที่ Mindy Park (Mackenzie Davis จาก What If) ได้รับสารจาก Mark เธอก็รีบแจ้งเบื้องบนทันที Teddy Sanders (Jeff Daniels จาก Looper) ผู้อำนวยการใหญ่ NASA กับ Vincent Kapoor (Chiwetel Ejiofor จาก 12 Years a Slave) หัวหน้าโครงการสำรวจดาวอังคาร จึงได้พยายามคิดหาทางช่วยเหลือ

โดยพวกเขาได้ระดมลูกน้องหรือสมัครพรรคพวกระดับหัวกะทิมาช่วยกันวางแผน rescue กันถ้วนหน้า ได้แก่ หัวหน้า PR ของNASA Annie Montrose (Kristen Wiig จาก The Secret Life of Walter Mitty), Mitch Henderson (Sean Bean จาก The Lord of the Rings), Bruce Ng (Benedict Wong จาก MoonPrometheus) ฯลฯ

พอคำนวณนี่นั่นและเตรียมการกันเสร็จแล้ว ก็ให้ผู้การ Melissa Lewis กับลูกทีม Ares เจ้าเก่า ได้แก่ Rick Martinez (Michael Peña จาก Ant-Man, Fury), Alex Vogel (Aksel Hennie จาก Hercules), Beth Johanssen (Kate Mara จาก Fantastic Four), และ Chris Beck (Sebastian Stan จาก Captain America) ตัดสินใจกันว่าจะกลับไปช่วย Mark Watney หรือไม่ อย่างไร

รีวิว วิเคราะห์ วิจารณ์ The Martian : กู้ตาย 140 ล้านไมล์

บางคนอาจรู้สึกเอียนหรือเบื่อแล้วกับหนังไซไฟอวกาศ เพราะช่วงนี้มีมาให้ดูถี่…ปีละเรื่อง ตั้งแต่ Gravity (2013), Interstellar (2014), และปีนี้ 2015 ก็มีตามมาติดๆ อีกเรื่อง แต่บอกได้เลยว่าไม่ซ้ำกับ Gravity หรือ Interstellar อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นในด้านของเนื้อหาหรือรสชาติของตัวหนัง

Andy Weir วิศวกรซอฟต์แวร์ที่เป็นคนแต่งหนังสือเรื่องนี้เขาเก่งมากเลยนะ ศึกษาค้นคว้าเองทุกอย่าง ไม่ใช่นักดาราศาสตร์หรือทำงานตรงสายโดยตรง และนี่ก็เป็นผลงานเขียนชิ้นแรกในชีวิตของเขา แต่เขาก็เขียนนิยายไซไฟอวกาศออกมาได้ข้อมูลเป๊ะมาก แถมยังสนุกดีมีอารมณ์ขันอีกด้วย บทอาจจะไม่ได้เว่อร์วังเท่า Christopher Nolan แต่ก็ยังชวนทึ่งไปกับทุกๆ ความฉลาดของตัวละครในเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ ที่สำคัญ ความบันเทิงไม่ด้อยไปกว่าของ Nolan เลยนะจะบอกให้

คล้ายกับ Gravity อยู่แค่สิ่งเดียวคือ เป็นเรื่องของนักบินอวกาศคนหนึ่งพยายามเอาตัวรอดบนดินแดนไกลโพ้นอย่างเดียวดาย แต่นอกนั้นก็คนละเรื่องกันละ กล่าวคือ Matt Damon จะไม่เงียบเหงาว้าเหว่ แพนิค หรือดราม่าคิดถึงบ้านเอาเป็นเอาตายแบบเจ๊ Sandra Bullock

ตรงกันข้าม Matt Damon ในบท Mark Watney ดูเหมือนไม่เครียดหรือกลัวตายเลยสักนิด (ถึงแม้ลึกๆ ก็คงกลัวและเครียดนั่นแหละ ตามธรรมชาติ) คือ Mark จะไม่ใช่แค่ฉลาดหัวไว แต่ยังเป็นผู้ชายคิดบวก กวนตีน และมีอารมณ์ขันตลอดเวลาแม้ในยามวิกฤตคับขัน (จะว่าไป ก็แอบคล้ายกับบทของป๋า George Clooney ใน Gravity) ซึ่งคาแรกเตอร์แบบนี้แหละ… ที่ทำให้เรา และใครอีกหลายคน ต้องตกหลุมรัก Mark Watney อย่างที่เราหลงรัก

ใน Gravity เราอาจจะเห็นนางเอกโซโล่เดี่ยวแทบทั้งเรื่อง จะรอดไม่รอดมีแต่ความสามารถในการ “ดึงสติ” ของนางเองนั่นแหละ แต่พระเอกคนนี้ never walk alone จ้ะ นางไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวในเรื่อง หนังจะสลับตัดภาพไปมาระหว่างฝั่งดาวอังคารกับฝั่งโลกทั้งเรื่อง (แล้วตัดได้บันเทิงมากๆ ค่ะ)

ไม่ได้เน้นดราม่าความโดดเดี่ยวเดียวดายหรือผจญภัยเดนตายเสียวสันหลังอย่างเรื่องที่เราเคยดูมา ใน Gravity, Castaway, I am Legend, Life of Pi ฯลฯ ความพิเศษของหนังไซไฟอวกาศเรื่องนี้คือเขาเน้นใช้ “สมอง” ควบคู่ไปกับ “ความหวังหรือศรัทธา” โดย Mark Watney พระเอกของเรื่องเขาจะมาแสดงให้เราเห็นว่า “ความรู้ท่วมหัวเอาตัวรอดได้” จริงๆ นะ

นี่มีแต่คนฉลาดทั้งเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น Earthian หรือ Martian (ก็ NASA อะเนาะ) จนคนนอกอย่างเรารู้สึกตัวเองโง่ดักดานเสียเหลือเกิน ประมาณว่า นี่ถ้ากูเป็น Mark กูคงตายบนดาวนั้นตั้งแต่วันแรก หรือถ้ากูเป็นเพื่อน Mark ก็คงช่วยอะไรไม่ได้ นอกจากจะไปบนบานศาลกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุณพระคุณเจ้าตามสูตรภูมิปัญญาชาวบ้าน

โดยภารกิจหลักของหนังเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เพื่อเน้นหนีโลกร้อน ช่วยกู้โลก หรือช่วยมวลมนุษยชาติอย่างใน Interstellar แต่ภารกิจเราจะใช้หัวกะทิทั้งโลก ตั้งแต่วิศวกร นักวิทยาศาสตร์ ประชาสัมพันธ์ หัวหน้าโครงการ และบอร์ดบริหาร มาช่วยกู้ตายนักบินอวกาศติดเกาะเพียงแค่คนเดียว และพาเขากลับมายังโลกอย่างสวัสดิภาพปลอดภัย

(แต่เอาจริงๆ ปะ บางทีเราก็คิดว่า ถ้าเราสามารถจัดการเรื่องอากาศ น้ำ และอาหารบนดาวนั้นได้จริงๆ นะ ดาวอังคารน่าอยู่กว่าโลกเรา ณ ตอนนี้เสียอีก)

สิ่งสำคัญที่น่าประทับใจคือ The Martian คือการสอนให้เราเห็นว่า การที่เราจะทำการใหญ่ใดใดให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีภายในเดดไลน์นั้น เราจะต้องร่วมด้วยช่วยกันหลายแรงแข็งขัน จะใช้ความรู้ความสามารถแค่แขนงใดแขนงหนึ่งไม่ได้ จะใช้บุคลากรจากแค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ หรือจะใช้มนุษยชาติเพียงแค่เพศใดเพศหนึ่ง หรือชาติใดชาติหนึ่งก็ไม่ได้

ในขณะเดียวกัน คนที่รอความช่วยเหลืออย่าง Mark Watney ก็ไม่ได้งอมืองอตีน หรือใช้ชีวิตรอความตายไปวันๆ อย่างสิ้นหวัง ซึ่งมันจริงมากๆ เป้าหมายใดๆ จะสำเร็จลุล่วงได้ หรือเอาตัวรอดได้ ทั้งคนให้และคนรับต้องร่วมไม้ร่วมมือกันทั้งสองฝ่ายอย่างบาลานซ์

ทั้งนี้ต้องขอบคุณเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสาร ทั้งระบบโบราณและระบบโมเดิร์น ที่เป็นอีกหนึ่งในกุญแจสำคัญของเรื่อง และช่วยตอกย้ำให้เราเห็นความสำคัญของระยะทาง การติดต่อสื่อสาร และคุณค่าของการรอระหว่างการรับส่งสารมากขึ้น

ในส่วนของการแสดง ถือว่า Matt Damon เอาอยู่ตลอดเรื่อง ตัวละครอื่นๆ ทั้งหลักทั้งรองก็ทำหน้าที่ในส่วนของตัวเองได้ดี เวลาเล่นมุกก็มีการรับส่งกันมีจังหวะจะโคน (นี่มัน NASA หรือตลกคาเฟ่?)

นักแสดงหลักอีกคนที่เราชอบคือ Jessica Chastain เธอมีคาแรกเตอร์สวยสมาร์ทเหมาะสมกับบท commander จริงๆ และไม่ว่าจะบทบู๊ บทบุ๋น หรือบทซึ้ง เธอก็ทำได้ดีหมด เราชอบท่าตอนเธอเดินเหินอยู่ในสภาพไร้น้ำหนักมาก เป๊ะมาก ฮอตมาก ประทับใจ

เช่นเดียวกับผลงานเรื่องอื่นๆ ของผู้กำกับ Ridley Scott ดาวอังคารและอวกาศของ The Martian นั้นถูกเนรมิตรังสรรค์ได้แกรนด์มากๆ อลังการงานสร้าง สวยงามดูดี ดูแพงและดูสมจริง จวบจนตอนนี้…ทั้งๆ ที่ดูหนังมันมาเป็นอาทิตย์แล้ว…เรายังตราตรึงกับฉากไคลแมกซ์ของหนังอยู่เลย สวยงามจริงๆ

ปกติดาวเคราะห์ Mars ใน perception ของเราจะเป็นสีแดง เพราะ iron oxide ทำให้พื้นผิวของมันดูแดงๆ จนถูกตั้งสมญาว่า “Red Planet” แต่เราก็ชอบที่หนังเขาเล่นเป็นธีมโทนสีส้มอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งดาวอังคารและชุดอวกาศ ดาวสีแบบนี้ก็สวยดีไปอีกแบบ

ตอนไปดูรอบสื่อ เขาฉายที่โรงสยามพาวาลัย แต่เราแอบคิดว่า ถ้าหนังฉายจริงเมื่อไหร่ กะจะควักตังค์ไปดูเองอีกสักรอบในระบบ 3D คืออยากดู The Martian ในแบบที่เป็นสามมิติ เพราะขนาดดูในโรงฉายธรรมดา ยังรู้สึกว่าภาพสวยงามขนาดนี้ อยากไปดูจริงๆ ว่าถ้าเป็นภาพแบบสามมิติ จะสวยงามและชวนอินขนาดไหน

แล้วนอกจากงาน Visual ที่โดดเด่นล้ำเลิศแล้ว Sound ก็ดีงามไม่แพ้กัน คนทำหนัง The Martian มีรสนิยมในการเลือกเพลงประกอบดีเลยทีเดียว เพลงเพราะแทบทุกเพลงที่เปิดในเรื่อง แต่ละเพลงก็ทำให้เราดูหนังได้เพลินขึ้น ไม่รู้สึกรำคาญหรือรู้สึกเสียอรรถรสแต่อย่างใด คิดว่าใครที่เป็นแฟนเพลงยุค ’70-’80 น่าจะชอบยิ่งๆ ขึ้นไป

โดยสรุป เราเชียร์ The Martian สุดใจ บอกตรงๆ เราชอบเรื่องนี้มากกว่า Interstellar กับ Gravity เสียอีก เพราะ The Martian เป็นหนังไซไฟอวกาศที่สนุกครบรสจริงๆ ตอบโจทย์ทั้งสาระและความบันเทิง

เนื้อเรื่องไม่มีอะไรมาก เน้นขายความฉลาดและความอารมณ์ขันทุกสถานการณ์ของตัวละคร หนังเล่าเรื่องสนุก บันเทิงดีมีสาระ ดูแล้วเด็กสายศิลป์อย่างเรารู้สึกรักวิทยาศาสตร์ขึ้นมาทันที ความรู้ทุกศาสตร์ทุกแขนงมีความสำคัญกับทุกสถานการณ์วิกฤต และขอย้ำอีกทีชัดๆ ว่า งานเขาดีจริง Visual ล้ำสุด เราชอบภาพและเพลงมาก เขามีรสนิยมจริงๆ นะ

เนื้อเรื่องหนัง ทริปเปิ้ลเอ็กซ์ พยัคฆ์ร้ายพันธุ์ดุ

เรื่องย่อ ทริปเปิ้ลเอ็กซ์  พยัคฆ์ร้ายพันธุ์ดุ

เรื่องย่อ ทริปเปิ้ลเอ็กซ์  พยัคฆ์ร้ายพันธุ์ดุ : จากที่เราเคยเข้าใจว่า แซนเดอร์ เคจ (Vin Diesel) ถูกสังหารเสียชีวิตไปแล้วเมื่อภาคสอง การณ์กลับกลายเป็นว่าจริงๆ แล้วเขายังไม่ตาย และใช้ชีวิตอยู่ในเมืองที่ดูสงบๆ สักแห่งบนโลกนี้ก่อนจะมีอันต้องกลับมาอีกครั้ง เมื่อวันหนึ่ง NSA ก็ได้ค้นพบว่ามีคนคิดค้นกล่องแพนดอร่าที่สามารถจะสั่งการให้ดาวเทียมที่ลอยอยู่เหนือโลกเป็นหมื่นดวง ดวงไหนก็ได้ให้ตกลงมาโหม่งโลก!!!

บทวิจารณ์ : ถ้าจะบอกว่าภาพยนตร์เรื่อง xXx: Return of Xander Cage จะได้เข้าชิงรางวัลใหญ่ๆ กับเขาบ้างรึเปล่า อันนี้อาจจะตอบยาก แต่ถ้าหากจะถามว่าหนังเรื่องนี้มันซะใจรึเปล่า ก็ต้องยอมรับได้เลยว่าหนังทำออกมาได้ดี ถึงแม้ว่าจะเป็นหนังที่มีการต่อสู้กันทั้งเรื่อง แต่ก็ต้องบอกว่า xXx: Return of Xander Cage เป็นหนังที่ดูสบาย แทบจะไม่ต้องคิดอะไรทำเลย แค่ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับหนังและยอมรับความมันที่จะเข้าไปหล่อเลี้ยงจิตใจคุณได้เลย ยิ่งถ้าใครมีเรื่องเครียดๆ ในชีวิต ไม่รู้จะหันหน้าไปทางไหน ครั้นจะไปทำลายข้าวของก็ดีไม่ดีไม่งาม เราแนะนำหนังเรื่องนี้เลย คุณจะได้ปลดปล่อยอย่างเต็มที่แน่นอน แถมยังมีฉากเลิฟซีนละมุนๆ แทรกระหว่างเรื่องอยู่เป็นระยะๆ อีกด้วย น่าเสียดายที่ตอนจบของเรื่องมีจุดพลิกผัน แต่กลับทำออกมาได้ไม่ค่อยดีนัก เพราะอยู่ๆ หัวหน้าองค์กรอย่างกิ๊บบอนส์ที่ตายตั้งแต่ต้นเรื่องก็รอดชีวิตขึ้นมาซะอย่างงั้น อยู่ๆ ก็หลบมุมเข้ามาร่วมงานศพตัวเอง และไม่ได้กลับมาคนเดียว แต่พานักฟุตบอลสุดหล่อตามมาประกอบเป็นคนสนิทข้างกายอีกต่างหาก ซึ่งนี่แหละที่เป็นฉนวนเหตุให้มี xXx ภาคต่อไปอย่างแน่นอน ก็เล่นเปิดประเด็นใหม่ พร้อมกับตัวละครหลักของภาคถัดไปเอาไว้แบบเต็มๆ ซะขนาดนี้แล้ว

เรื่องย่อ ทริปเปิ้ลเอ็กซ์  พยัคฆ์ร้ายพันธุ์ดุ

อีกประเด็นหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามจากหนังเรื่องนี้ก็คือนักแสดง เรียกได้ว่าขนมาแต่คนดัง คนจริง คนหน้าตาดี คนมีความสามารถ อยากจะบอกว่านี่ไม่ได้เป็นการอวยจนเกินจริง แต่คาดว่ากว่าครึ่งของงบประมาณของภาพยนตร์เรื่องนี้น่าจะหมดไปกับค่าตัวนักแสดง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพ่อหนังแอคชั่นกล้ามโตอย่าง วิน ดีเซล หรือจอมบู๊อย่าง

จา พนม รวมไปถึงมิสโคลัมเบีย ที่ถึงแม้จะพลาดมงกุฎจากเวทีประกวดนางงามจักรวาล แต่คงมาเอาดีทางด้านการแสดงได้ไม่ยาก นี่เรายังไม่ได้พูดถึงคริส วู หนุ่มหน้ามนที่จะมาทำให้สาวๆ ต้องละลายไปตามกัน ซึ่งแต่ละคนก็แสดงความสามารถออกมาได้เต็มที่ ต้องขอชมทีมงานเลยว่า มีความสามารถในการดึงจุดเด่นของนักแสดงแต่ละคนออกมาได้ดีเลยทีเดียว

ปิดท้ายด้วยโลเกชั่นในภาพยนตร์ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ดูโดดเด่นอะไรมาก แต่ก็เลือกสถานที่ถ่ายทำออกมาได้ไม่เลว จัดแสงได้ดี เสื้อผ้าตัวละครก็โอเค ถึงแม้ว่าตัวละครจะแอบแซวๆ กันบ้างว่าชุดที่ใส่นั้นดูตลก แต่ถ้ามองในภาพรวม xXx: Return of Xander Cage ก็เป็นหนังที่คุณจะไม่รู้สึกเสียดายสตางค์ที่จ่ายไปสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะใครที่เลือกดูเวอร์ชั่น Soundtrack ดีกรีความมันจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

สรุป : xXx: Return of Xander Cage เป็นหนังที่ใช้ได้เลย ถ้าวัยรุ่นรวมตัวกันไปดู คงมีเรื่องให้ได้คุยกันไปอีกหลายวัน ถ้าเป็นผู้ใหญ่ ก็คงจะรู้สึกผ่อนคลาย เพราะได้ปลดปล่อยความเครียดไปกับภาพยนตร์เรื่องนี้แบบเพลินๆ แต่เราไม่แนะนำให้พอเด็กเล็กไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะมีการใช้ความรุนแรงเกือบตลอดทั้งเรื่อง แต่ถ้าใครอยากพาลูกหลานไปดู ก็ต้องเตรียมใจเอาไว้เลย ถ้าหากเด็กๆ จะเริ่มเล่นแพลงๆ ให้คุณตกใจเล่น

ดูหนังออนไลน์

Top Gun : ท็อปกัน ฟ้าเหนือฟ้า

Top Gun

Top Gun เนื้อเรื่องไม่ซับซ้อน สนุกในแบบฉบับหนังสมัยก่อน มีจุดเด่นตรงฉากไล่ล่าของเครื่องบินที่ยุคนั้นถือว่าทำออกมาได้ดี ประกอบกับเพลงและฉากคลาสสิคที่สร้างตำนานให้หลายคนจดจำ

พวกหนังที่มีฉากเครื่องบินสู้รบกันสมัยก่อน อย่างเช่น Top Gun  เค้าถ่ายทำกันได้ยังไง - Pantip

บอกตรงๆ ว่าคาดหวังกับหนังเรื่องนี้ไว้เยอะมาก เพราะได้ยินกิตติศัพท์มานาน ดูใครๆ ต่างชื่นชอบ  มากๆ อาจด้วยสมัยนั้นกระแสหนังแรงมาก ทั้งฉากขี่มอเตอร์ไซค์ สวมแว่น สวมแจ็คเก็ต นางเอกซ้อนท้าย เพลงประกอบที่เพราะฟังแล้วเท่ เร้าใจ จึงทำให้เราคาดหวังกับหนังเรื่องนี้สูง ถ้าเทียบกับเนื้อหาของหนังสมัยใหม่ เรื่องนี้จะไม่ค่อยว้าวเท่าไร แต่สำหรับคนที่ดูในปี 1986 เรื่องนี้คือสุดยอดหนังแอ๊คชั่นเรื่องหนึ่งเลย

การดำเนินเรื่องของเรื่องนี้ ไม่ซับซ้อนเลย ไม่มีงงแน่นอนเพราะเล่าเป็นลำดับ 1-2-3 บางจังหวะของหนังแอบรู้สึกเงียบ ทำให้รู้สึกเบื่อเบาๆ แถมบทก็มีข้อผิดพลาดเล็กน้อยตรงที่ ฉากหนึ่งบอกกับเราแบบนี้ แต่ฉากต่อมากลับกลายเป็นอีกแบบหนึ่ง

และที่ต้องชมเลยคือการดีไซน์ฉาก โทนสี แสงเงาต่างๆ คือเป็นหนังที่ภาพสวยใช้ได้ ยิ่งฉากเลิฟซีนนี่แอบแซ่บอยู่เหมือนกัน แม้เห็นเป็นเงาเท่านั้น แต่คือจูบจริ้งไรจริ้งจ้า

ด้านฉากไล่ล่าบนฟ้านั้น ก็บอกตรงๆ ว่าแอบแยกไม่ออก สารภาพเลย แต่ถามว่าสนุกมั้ย มันเป็นฉากที่สนุกและมันอยู่พอสมควรนะ ถือว่าทำออกมาชวนตื่นเต้นดี แต่บางทีเราแยกไม่ออกจริงๆ อ่า หรือถ้าลองตั้งใจดูแบบจริงๆ อาจจะแยกออกก็ได้

ในเรื่องของเครื่องบินรบนั้น ผู้สร้างมีการดัดแปลงเอาเครื่องบินรุ่น F-5 มาสมมุติเป็นเครื่องบิน Mig-28 คิดว่าคงด้วยปัจจัยหลายอย่างทำให้หนังต้องใช้เครื่องบิน F-5 แทน แต่ทั้งนี้ก็ไม่ทำให้ความสนุกลดลงนะ กลับทำให้เราสนใจเรื่องเครื่องบินรบมากขึ้นเลยแหละ

และการเลือกทอม ครูซมารับบทนี้คือคิดไม่ผิดเลย หล่อ และเท่สุดๆ คอสตูมปังมาก ในชุดแจ็คเก็ต สวมแว่นตาดำ ขี่มอร์เตอร์ไซค์ ดูแล้วใครเห็นก็ต้องชื่นชอบในความเท่ของทอม ครูซจริงๆ

มาพูดถึงแง่คิดที่ได้กัน เอาตรงๆ มันคือหนังเพื่อความบันเทิงโดยแท้ แต่ภายใต้ความเท่ก็ยังมีแง่คิดดีๆ แฝงอยู่ คิดการแข่งขันอยากเป็นที่ 1 ของพระเอกจนทำให้เกิดเรื่องไม่ดีตามมา และตามชื่อไทยก็คือ “ฟ้าเหนือฟ้า” ซึ่งมันอาจจะบังเอิญก็ได้นะ เพราะเรารู้สึกว่า การรวมตัวกันของนักบินที่เก่งที่สุด มันก็หมายถึงว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า หรือที่แปลตรงๆ คือ คนเก่ง ก็ยังมีคนที่เก่งกว่า และพระเอกก็มุ่งมั่นที่จะเป็นคนที่เก่งกว่าทุกคนให้ได้ และท้ายที่สุด คนที่ได้โล่  ไปครองก็ไม่ใช่พระเอก แต่เขาก็ดูแฮปปี้และดีใจกับคนที่ได้ ซึ่งมันก็ถือว่าพระเอกของเราได้เรียนรู้แล้วจากความสูญเสีย

Into The Wild หนังใน Netflixหมาะกับสายเข้าป่าและสายเหงาอย่างแท้จริง

ภาพยนตร์เรื่อง Into The Wild

ภาพยนตร์เรื่อง Into The Wild เป็นผลงานกำกับของนักแสดงสุดแนวอย่าง Sean Penn (จาก Milk, Mystic River, I Am Sam) ซึ่งดัดแปลงบทภาพยนตร์มาจากหนังสือในชื่อเดียวกันของ Jon Krakauer ซึ่งเขานำมากจากเรื่องจริงของ คริสโตเฟอร์ แม็คแคนเลส ที่ถูกค้นพบศพที่เสียชีวิตในรสบัสสีเขียวนั้นจริงๆ

ภาพยนตร์เรื่อง Into The Wild

ภาพยนตร์เรื่องนี้หากกล่าวอย่างย่นย่อและกระชับมันคือการใช้ชีวิตที่หลุดกรอบของสังคมของเด็กหนุ่มวัย 23 ปี เพื่อออกตามล่าหาความหมายของชีวิตที่เขาเชื่อว่าคือการได้ไปใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพรในอลาสก้า ดังนั้นทันทีที่เขาเรียนจบในระดับปริญญาตรี เขาจึงตัดสินใจทิ้งชีวิตของเขาทุกๆอย่าง และออกเดินทางไปอลาสก้า โดยแทบไม่มีเงินติดตัวเลยสักแดงเดียว
การเปิดเรื่อง (Exposition)   เรื่องนี้เปิดเรื่องโดนการเปิดเรื่องราวการออกเดินทางของพระเอกโดนการเดินเท้าไปยังเทือกเขา การเปิดเรื่องแบบนี้ถือว่าดีเลยครับ มีความน่าสนใจ และอยากที่จะดูต่อว่าเรื่องราวต่อไปจะเป็นอย่างไร
ความขัดแย้ง (Conflict) ความขัดแย้งของตัวละครในเหตุการณ์คือ การพบกับเรื่องราวที่อยู่ในป่า การดำรงชีวิต การเอาตัวรอดในยามที่ไม่มีอาหารให้ประทังชีวิต หนังสะท้อน การค่อยๆปรับตัวของพระเอก ไปสู่ ความเป็นป่า  และต้องพึ่งสัญชาตญาณมากขึ้นเรื่อยๆ

ระยะผ่านไปสู่ ความเป็นมนุษย์ป่านั้น   เขาได้นึกทบทวนอดีตอันตัวตนดำรงในสังคมที่เขาปฏิเสธมา
พร้อมกับพบ ความเอื้ออาทร  การแบ่งปัน จากผู้คนระหว่างทาง  ทำให้เขาได้สัมผัสสารัตถะชีวิตอีกแบบหนึ่ง ที่ชีวิตเมืองพร่องไป

เทคนิคการถ่ายทำ
ในระดับองค์ประกอบของภาพนั้น Into The Wild สร้างความหมายให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความวิเศษในเรื่องของความสวยงามของธรรมชาติ มุมกล้องในระดับสูงมากๆ เพื่อครอบคลุมการมองเห็นของทิวทัศน์ของผู้ชมให้รู้สึกคล้อยตามไปกับตัวละครที่มองเห็นธรรมชาติเป็นสิ่งสวยงาม และให้ความหมายกับกล้องในการสร้างความสัมพันธ์อึดอัดกับครอบครัวของเขาระหว่างพ่อแม่ เพื่อให้รู้สึกว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาน่าอึดอัด และกระอักกระอ่วนใจมิใช่น้อย สิ่งพิเศษอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นที่น่าจดจำนั่นคือการใช้ดนตรีและบทเพลงประกอบ ซึ่งเชื่อเหลือเกิน บทเพลงที่ถูกยกนำมาใช้สร้างความหมายให้ภาพยนตร์รุดหน้าไปจนเข้าใกล้ระดับมาสเตอร์พีซในใจของผู้ชมหลายๆคน(รวมทั้งผู้เขียนด้วย) องค์ประกอบสุดท้ายที่เราจะกล่าวยกย่องก็คือวิธีการลำดับเรื่องหรือการตัดต่อซึ่งเป็นวิธีเยี่ยมยอดชั้นดีและได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ด้วยน่าเสียดายที่พลาดการได้รับรางวัลไป หากชมอย่างเจาะลึกจะพบว่าที่ต้องทำการสลับเรื่องเช่นนั้น เพื่อสร้างความน่าสนใจของแก่นเรื่อง โดยการแบ่งวรรคตอน ของเรื่องราวออกเป็นส่วนๆ เช่น ตอนที่ 1 การเกิด ตอน 2 วัยรุ่น จนตอนสุดท้ายการค้นพบความจริง เพื่อทำให้การดำเนินเรื่องเกิดความน่าสนใจขึ้นมาทันตา และดีกว่าแน่นอนที่จะทำเรื่องให้แบนราบ แบบลำดับเวลาเพราะจุดเด่นที่สำคัญไม่ได้อยู่ที่การกระทำของตัวละครแต่มันคือการเรียนรู้การใช้ชีวิตเสียมากกว่า
ตัวละคร (Character) หนังแสดงแต่ละครเล่นได้ตีบทแตกมากครับ อย่างพระเอกเล่นดีมากครับชอบๆ ทำให้เข้าถึงตัวละอย่างมาก
หนังเรื่องนี้ให้อะไรเรา ผมคิดว่าหนังเรื่องๆนี้คือแรงบันดาลใจให้ผมกล้าที่จะออกเดินมากขึ้น อีกอย่างเพราะผมเป็นคนชอบการเดินทางเลยชอบความผจญภัยและชอบมากและเรื่องนี้ดูเหมือนการตายของพระเอกในวัยวันที่น่าจะยืดยาวกว่านี้ทำให้คล้ายจะมีบทเรียนได้บ้าง  เช่น เราไม่อาจใช้ชีวิตแต่ลำพังโดยปฏิเสธสังคมได้อย่างถาวร  เพราะ   ถ้าเตรียมตัวไม่ดี  ก็จะอดตาย ป่วยก็ยากจะรักษาเอง อันตรายจากสัตว์ป่าอีกหรือบางที่เขาอาจพบคำตอบของการดำรงอยู่แล้วในระดับหนึ่งในระหว่างทางก่อนเข้าป่า  ได้แก่  มิตรภาพและการเกื้อกูลเป็นสิ่งเติมเต็มชีวิตนั่นเอง

Life of Pi : ชีวิตอัศจรรย์ของพาย

 Life of Pi

Life of Pi เหมือนจะเป็นหนังเรื่อยๆ ที่เล่าเรื่องชีวิตของคนคนหนึ่งในเริ่มแรก เพราะตัวพระเอก พาย เขาเล่าเรื่องให้นักเขียนคนหนึ่งฟัง เพื่อจะได้เอาไปเขียน เขาก็เริ่มเล่าตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่ชื่อเขาตั้งมาจากไหนอะไรงิ

Life of Pi

แต่ว่าเราเริ่มสะดุดใจตอนพระเอกเล่าเรื่องตอนเด็ก เล่าถึงเรื่องศาสนา และสะดุดใจประโยคที่บอกว่า “ขอบคุณพระวิษณุที่ทำให้เขาได้พบกับพระเยซู” เพราะพายมีพ่อและแม่หัวสมัยใหม่ และสอนให้ใช้เหตุผล ไม่ได้บังคับว่าต้องเชื่อในศาสนาไหน ก็เลือกเชื่อได้ตามใจ พายก็เรียนรู้ไปทุกศาสนาค่ะ ฮินดูก่อนเพราะเป็นคนอินเดีย จากนั้นไปเจอโบสถ์คริสต์ แล้วสุดท้ายมาลองปฏิบัติตามแบบอิสลาม

ตรงนี้ในหนังเล่าไม่มากอ่ะ แต่เราซึ้งใจเพราะในมุมมองของพาย สิ่งที่ดึงดูดพายให้เข้าไปสนใจศาสนาเหล่านั้นก็คือความดีที่น่านับถือ(ของเทพในฮินดู) ความเสียสละ(ของพระเจ้าในคริสต์) และความสงบ(ระหว่างทำละหมาดแบบมุสลิม) เหมือนจะแฝงคำบอกเล่าว่าทุกศาสนามีด้านดีของตนเอง และสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวให้คนนับถือ อันนี้ความเห็นเราล้วนๆ นะ ฮ่าๆ

พอคิดได้อย่างงั้นก็เลยว่าหนังเรื่องนี้ไม่ธรรมดาซะแล้ว ก็มีบางอย่างแฝงอยู่ จึงดูต่อไป

พายก็ย้ายบ้านไปแคนาดา แล้วก็ต้องขึ้นเรือเดินสมุทรไป พอดีว่าพายุเข้าแล้วเรืออับปาง อย่างที่เห็นในโปสเตอร์ว่าพายรอดมาได้ในเรือชูชีพ แต่ดันมีเสือว่ายน้ำปีนมาอยู่ด้วย แล้วก็ต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเสือ แต่ก่อนหน้าเสือจะมาก็มีม้าลายอยู่ก่อนแล้ว กับลิงอุรังอุตังตัวเมีย แล้วก็หมาป่าหรือเปล่าไม่แน่ใจว่าหมาอะไร ดูดุแล้วก็กินเนื้อ สุดท้ายมันก็กัดม้าลายตาย แล้วก็กัดลิงอุรังอุตังตายอีก แล้วเสือก็ขย่ำไอ้หมาตายอีกต่อ ก็เลยเหลือเสือกับพายกันลำพัง ใช้ชีวิตเร่ร่อนไปในทะเล

แรกๆ ก็ลำบากหน่อยเพราะเสือก็จะงาบคน คนก็ต้องหนีเสือ พายก็เศร้าได้ไม่นานจากที่พ่อแม่พี่ชายตายไปกับเรือพร้อมกันทีเดียว ก็ต้องมาหาวิธีทำไงไม่ให้โดนเสือกิน พายเรียนรู้จะเอาตัวรอดจากหนังสือคู่มือเอาตัวรอดในเรือแล้วก็กินอาหารสำรองที่ถูกเก็บ ต่อแพแยกออกจากเสือโยงกับเชือกไว้ จากนั้นก็เริ่มจะสื่อสารกับเสือเพื่อจะได้ไม่ต้องระแวงว่ามันจะงาบ ก็ต้องหาปลาให้เสือด้วย ไม่งั้นมันหิวก็จะงาบอีก ตรงนี้เพลินดีอ่ะ พายก็ได้ไปเจออะไรสวยแปลกตาในทะเลที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีจริง มีตอนหนึ่งที่พายเขียนบันทึกแล้วบอกว่า

ไม่คิดว่าสมบัติต่างๆในเรือจะเป็นสิ่งมีค่า ไม่คิดว่าการมีเสืออยู่เป็นเพื่อนด้วยอีกตัวจะเป็นความสงบสุข ถ้าไม่มีรีชาร์ดปาคเกอร์(ชื่อเสือตัวนี้ค่ะ) เขาคงจะตายไปนานแระ เพราะรีชาร์ดทำให้พายต้องตื่นตัวและมีเป้าหมาย

ตรงนี้เจ๋งทีเดียวอ่ะ เพราะเริ่มเรื่องมา ตลอดชีวิตของพายพยายามค้นหาสิ่งที่ตัวเองเลือกจะเชื่อหรืออะไรก็ตามที่จะยึดเหนี่ยวหรือดึงดูดให้ชีวิตตนเองอยู่เสมอ อย่างน้อยตอนเคว้งคว้างในทะเลนี่เขาก็ค้นพบแล้ว เราคิดว่าเพราะชีวิตเลื่อนลอยเคว้งคว้างกว่าชีวิตปกติ พอเจอสิ่งดีๆ เพียงน้อยนิด หรือเพื่อนที่เป็นสัตว์ดุร้ายขนาดไหน ก็ล้วนเป็นสิ่งมีค่า หรือถ้าเปรียบกับชีวิตของคนเราเคว้งคว้างเมื่อได้เกิดมา ความจริงไอ้รอบๆ ตัวที่ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีต่างๆ นี่ก็เป็นสิ่งมีค่าได้ถ้าเราจะมองเห็นมันบ้าง ปลายทางของพายในทะเลคือหวังจะเห็นเรือสักลำหรือชายฝั่งสักแห่ง โดยมีสิ่งยึดเหนี่ยวสิ่งเดียวคือของไม่กี่อย่างในเรือและเสือเพื่อนยาก แล้วปลายทางของชีวิตคนเราล่ะคืออะไร สิ่งยึดเหนี่ยวที่เรากำลังยึดนั้นคืออะไร?

ต่อไปเมื่อเร่ร่อนกลางทะเล ร่อแร่ๆ อาหารก็หมด แรงก็ไม่มี แพก็พายุพัดหายไปเหลือแต่เรือ มีแต่คนกับเสือที่ฝึกกันได้พอเข้าใจไม่ให้กินกันเอง ก็หมดหวังทั้งคนและเสือ แต่ว่าพระเจ้าในความคิดพายก็ช่วยให้มาติดเกาะ เป็นเกาะที่ตอนกลางวันเต็มไปด้วยตัว… เมียแคชป่ะ ถ้าจำชื่อไม่ผิด แต่กลางคืนดันเป็นเกาะกินเนื้อ คือน้ำเป็นกรดฆ่าสิ่งมีชีวิตได้ ปลาก็ตายตอนกลางคืน กลางวันเมียแคชก็กินซากปลา พอเกาะน่ากลัวงี้ พายก็เลยตุนเสบียงเสร็จก็พาริชาร์ดเผ่น จนสุดท้ายร่อแร่ๆ จนเรือเกยชายฝั่งเม็กซิโกได้สำเร็จ เจ้าริชาร์ดก็จากไปโดยไม่หันกลับมาลา พายก็เสียใจที่ไม่ได้ลา มันก็ไม่หันมาลาด้วย พายอกหักมาก จังหวะนี้ ฮ่าๆ

ชอบข้อคิดของพายที่ว่า ไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าการจากกันโดยไม่ได้บอกลา เหมือนตอนพ่อแม่และพี่ชายจากไป ก็ไม่ได้ลา ไอ้เจ้าริชาร์ดก็มาซ้ำรอย ก็เลยเป็นปมให้พายเสียใจอย่างมาก

ทีนี้เรื่องมาหักเหตอนท้ายที่มีคนจากบริษัทประกันมาสอบถามรายละเอียดเรือล่ม ทีแรกพายเล่าตามนี้ คือมีเสือ มีม้าลาย ลิง หมาป่า ไปเจอเกาะกินคน บลาๆ แต่คนจากบริษัทไม่เชื่อ พายเลยเล่าใหม่ว่าที่จริงไม่ได้ขึ้นเรือชูชีพคนเดียว ยังมีแม่ มีพ่อครัวดุร้าย มีคนเอเชียที่นับถือพุทธ ขึ้นมาด้วย แต่พ่อครัวเป็นคนไม่ดี เป็นคนปล่อยให้คนเอเชียตาย(ไม่รู้ปล่อยยังไงหรือฆ่าตายก็ไม่ทราบ) แล้วก็ฆ่าแม่เขาตายด้วย สุดท้ายพายทนไม่ไหวเลยฆ่าไอ้พ่อครัวนี่ตาย คือพายบอกว่าโกหกคนในบริษัทไปไง แต่เอ็งเล่าได้ดราม่าสมจริงมา มีร้องไห้ด้วย ทีตอนเล่าเรื่องเสือสะบัดตูดอกหักเป๊าะไม่เห็นร้องเลยฟะ ซึ่งก็สอดคล้องกับการกระทำของหมาป่าที่ฆ่าม้าลายกับลิง สุดท้ายเสือก็ขย่ำหมาป่าตายพอดี

มันก็เลยทำให้คนดูร้อง อ้าวเฮ้ย อันไหนเรื่องจริง

นายนักเขียนที่มาฟังเรื่องเล่าของพายก็เหมือนกัน อึ้งไปเลย

จนบัดนี้ก็ยังไม่เฉลยนะคะว่าอันไหนเรื่องจริง คนอ่านหนังสือและคนดูหนังก็แยกเป็นสองความเห็นเหมือนกัน ฮ่าๆ เขาว่ากันว่าคนเราเลือกจะเชื่อในเรื่องที่อยากเชื่ออ่ะ

ถามเราว่าเราเชื่ออันไหน เราบอกเลยว่าอยากเชื่อเรื่องมีเสือมากกว่า (ตอบเหมือนนายนักเขียนในเรื่อง) เพราะมันดูสวยงามกว่าและดูอ่อนโยนกว่า เป็นการระแวงซึ่งกันและกัน ขณะเดียวกันก็เรียนรู้และสั่งสอนซึ่งกันและกันด้วย ถึงแม้เสือจะเป็นเพื่อนไม่ได้ เป็นได้แค่สิ่งมีชีวิตที่ผ่านมาให้พึ่งพาอาศัยกันก็ตาม พายฆ่าสัตว์อื่นก็เพื่อให้เสืออิ่มและไม่กินตัวเอง อย่างน้อยก็ยังเหลือเสือ

แต่อีกเรื่อง พายฆ่าพ่อครัวและเหลือตัวคนเดียว เป็นเรื่องที่โดดเดี่ยวตายชัก ถึงเรื่องหลังจะเป็นความจริงแล้วพายแค่จิตหลอนจากการต้องรอนแรมกลางทะเล แล้วแต่งเรื่องเสือขึ้นมา เราว่าก็น่าจำกว่าเรื่องจริงเยอะอ่ะ

Life of Pi

ภาพยนตร์จาก Netflix เรื่อง Roma

Roma

Roma พาผู้ชมกลับไปที่เม็กซิโกซิตี้ในช่วงต้นทศวรรษ 1970 ซึ่งเป็นช่วงที่ประวัติศาสตร์ของเม็กซิโกอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ นักเรียนที่กล้าได้กล้าเสียเรียกร้องสิทธิ์ในการจัดตั้งรัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนโดยกองทัพเพื่อทำลายโครงสร้างชนชั้นและความไม่เท่าเทียมกันของประเทศ แต่แทนที่จะพูดถึงการเมืองโดยตรง Guaron (กัวรอน) จะพาผู้ชมไปสำรวจความเป็น

ไปได้เล็ก ๆ น้อย ๆ ภาพยนตร์เรื่องนี้บอกเล่าถึงชะตากรรมของครอบครัวชนชั้นกลางของ Roma และโซเฟียเป็นกระดูกสันหลังของบ้าน Roma เธอเพิ่งแยกทางกับสามี … แต่ก็ยังไม่กล้ายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าพ่อของเด็กทั้งสี่คนนี้จะไม่อยู่กับเราอีกแล้ว ดังนั้นโซเฟียจึงต้องดูแลสมาชิกทุกคนด้วยตัวเอง ผู้ช่วยคนสำคัญคือสาวใช้คลีโอคอยให้ความช่วยเหลือคุณ ไม่ต่างจากคนในครอบครัวเดียวกัน

Roma

การเปลี่ยนแปลงกำลังมุ่งสู่ทุกชีวิตในเม็กซิโก แต่มิตรภาพระหว่างโซเฟียและคลีโอ … มิตรภาพระหว่างเจ้านายและสาวใช้ … เกินกว่าช่องว่างทางชนชั้น สิ่งนี้ทำให้ครอบครัวนี้มีช่วงเวลาที่ยากลำบาก

ดูหนังออนไลน์

หนังเรื่อง The wolf of wall street

The Wolf of Wall Street ดัดแปลงจากหนังสือชื่อเดียวกันของ Jordan Belfort ซึ่งเล่าถึงเรื่องราวชีวิตของเขาเอง

The Wolf of Wall Street

ด้วยหน้าหนังอาจทำให้นึกไปว่านี่คือหนังที่ว่าด้วยการเล่นหุ้น เทคนิคหรือวิธีการสร้างความสำเร็จของ Belfort แต่ไม่เลย หนังไม่สนใจในส่วนนั้น เนื้อหามันว่าด้วยความฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ ความบ้าระห่ำ และความกลวงในชีวิต ของบรรดา Broker และกลุ่มผู้ก่อตั้ง Stratton Oakmont ที่นำโดย Belfort

เกริ่นกันสักนิด Jordan Belfort คือ ผู้ก่อตั้ง Stratton Oakmont ที่หลอกลวงนักลงทุนจนสร้างรายได้กว่า 200 ล้าน US Dollars วิธีง่ายๆก็คือ หลอกขายหุ้นราคาถูกแก่นักลงทุน จากนั้นปั่นราคาให้มันสูงขึ้น เพื่อหลอกล่อให้คนทุ่มซื้อเพิ่ม ที่เหลือก็ฟันกำไรจากราคาทุนที่แสนถูกของมัน
The Wolf of Wall Street เป็นการกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งของ ผู้กำกับ Martin Scorsese และ Leonardo DiCaprio ในบท Jordan Belfort ดูหนังออนไลน์