The Social Network หนังที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณ!!

เดอะโซเชียลเน็ตเวิร์ก

The Social Network (2010):เดอะโซเชียลเน็ตเวิร์ก (HD) - ดูหนังออนไลน์ HD  ดูหนังใหม่ ดูหนังฟรี หนังมาสเตอร์ หนังต่างประเทศ พรีเมียร์, รีรัน ซีรีย์  ดูซีรีย์ออนไลน์ Doofree88 2021

เดอะโซเชียลเน็ตเวิร์ก ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นอีกภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการกวาดรางวัลและได้รับเสียงตอบรับจากผู้ชมเป็นอย่างดี หนังเรื่องนี้เป็นการนำเสนอเรื่องราวของมาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ซึ่งในชีวิตของเขากว่าจะมาถึงตรงจุดนี้ได้นั้น จะ

ต้องฝ่าฟันอะไรหลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมิตรแท้และศัตรู เล่ห์เหลี่ยมของความเป็นเพื่อน รวมไปถึงด้านมืดหลายอย่างของมาร์กเอง โดยภาพยนตร์เรื่องนี้มีการดำเนินเรื่องตัดบทสลับไปมาระหว่างเนื้อเรื่องกับการไต่สวนเพื่อให้ผู้ชมเข้าใจระหว่างเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตและปัจจุบัน

เริ่มเรื่องตอนที่มาร์กอายุ 19 ปีได้คุยกับแฟนสาวชื่อ เอริกร้า ที่ดูเหมือนว่าจะคุยกันอย่างถูกคอในช่วงแรก แต่เธอกลับไม่ได้รู้สึกชอบคอมาร์กเลยตั้งแต่น้อย เนื่องจากมีปัญหาในเรื่องแนวคิดและรสนิยมในการเดทของมาร์กเอง จนอันเป็นต้องเลิกกัน เมื่อมาร์กกับมาถึงห้องพักแล้ว มาร์กได้เขียนโพสต์ระบายลงในคอมพิวเตอร์ด่าเอริกร้าแบบประชดประชันรวมไปถึงเสียดสีเธอต่าง ๆ นา ๆ

แล้วมาร์กฉุกคิดไอเดียบางอย่าง มาร์กจึงทำการแฮกฐานข้อมูลสาวของมหาวิทยาลัยแล้วขโมยรูปภาพของนักศึกษาสาวสวย เพื่อทำการจัดอันดับสาวสวย โดยให้นเอลดูโด เซเวอริน ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของมาร์กเป็นผู้ที่ทำการช่วยเหลือมาร์กในการเขียนสมการกับอัลกอริทึมขึ้นมา แล้วจากนั้นทำการเผยแพร่รูปภาพสาว ๆ ให้ผู้คนโหวตกันว่าใครสวยกว่า

ผู้คนเริ่มใช้อินเตอร์เน็ตในมหาวิทยาลัยฮาร์ดวาร์ดกันมากขึ้น จนส่งผลให้ระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตล่มลง พอเรื่องแดงขึ้นมา มาร์กได้ถูกคุมประพฤติเป็นเวลา 6 เดือน ผ่านไป 2 ปี ทางด้านพี่น้องฝาแฝดวิงเคิลวอส ซึ่งเป็นทั้งนักแข่งเรือและโปรแกรมเมอร์ได้รู้ข่าว

วีรกรรมของมาร์ก ซักเคอร์เบิลที่ได้ทำเอาไว้คราวก่อน พวกเขามองเห็นถึงความฉลาดปราดเปรื่องและความรู้ความสามารถของมาร์ก จึงชักชวนเข้ามาทำโปรแกรมลักษณะเดียวกับที่มาร์กเคยทำมาก่อนก็คือ Harvard Connection ซึ่งเน้นในเรื่องของการออกเดทภายในมหาวิทยาลัย สองพี่น้องวานให้มาร์กทำการเขียนโปรแกรมให้ มาร์กตอบรับโดยไม่ลังเล

แล้วจากนั้นมาร์กเริ่มพูดคุยกับเอลดูโดว่า เว็บแบบนี้น่าจะกลายเป็นเว็บที่ได้รับความนิยมมากขึ้น เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการแฮกข้อมูล มาร์กเห็นว่า เว็บแบบนี้ไม่ควรเป็นเว็บหาคู่ แต่เป็นเว็บที่รวมกลุ่มสังคมออนไลน์ โดยเริ่มต้นจากการสร้างเว็บสังคม

มหาวิทยาลัยออนไลน์ก่อน มาร์กจึงวานให้เอลดูโดทำการรวบรวมกลุ่มคนที่เป็นหัวกะทิร่วมกันทำโปรเจคนี้ โปรเจ็คของมาร์กนั้น เป็นการตั้งกลุ่มสังคมออนไลน์ โดยกลุ่มสังคมมีสิทธิ์ที่จะเชิญใครเข้ากลุ่มมาก็ได้ แต่มาร์กขาดเรื่องเงินทุน จึงต้องหาทางระดมทุน

มาร์กเสนอส่วนแบ่งโดยมาร์กได้ 70 ส่วนเอลดูโดได้ 30 มาร์กกำลังระดมทุนอย่างต่อเนื่อง ยิ่งเขาระดมทุนเยอะมากเท่าไร ยิ่งทำให้เขาได้ขยายพื้นที่รองรับผู้ใช้งานมากขึ้น มาร์กได้จดทะเบียนโดเมนชื่อ เดอะเฟสบุ๊ค โดเมนนี้มาร์กได้ทำการปรับปรุงอัพเดตเรื่องสถานะ ทำการอัพเดตชีวิตให้ผู้คนติดตาม สามารถพูดคุยทำความรู้จักกันบนโลกออนไลน์เพื่อมีโอกาสพบปะกันจริง ๆ ได้

ผ่านไป 36 ชั่วโมงหลังจากที่เปิดเว็บไซด์เดอะเฟสบุ๊ค พี่น้องฝาแฝดรู้เรื่องเดอะเฟสบุ๊ค พวกเขาเชื่อว่า มาร์กได้ขโมยเว็บไซด์ของพวกเขาไป พวกเขาจึงพากันปรึกษาหารือกับทนายความผู้ซึ่งเป็นที่ปรึกษาพ่อของพวกเขา เพื่อหาทางเอาผิดมาร์กฐานละเมิด

ลิขสิทธิ์ เว็บไซด์เดอะเฟสบุ๊คเริ่มเป็นที่แพร่หลายและได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง มาร์กกับเอลดูโดได้ไปงานสัมมนาของบิล เกตต์แล้ว แล้วพวกเขาต่างเจอสาว 2 คนชื่อคริสตี้กับอลิส พวกเธอชวนชายหนุ่มทั้ง 2 หาอะไรดื่มกัน มาร์กและเอลดูโดเริ่มวางแผนหาเงิน

จากเว็บไซด์ของพวกเขา มาร์กมีแนวคิดหาเงินผ่านทางโฆษณา ระหว่างที่ทั้งสองคุยกัน เอลดูโดเห็นแผ่นกระดาษฉบับหนึ่งซึ่งเขียนโดยทนายของพี่น้องคู่แฝด พวกเขาเขียนว่า มาร์กได้ขโมยเว็บไซด์และจะทำเรื่องฟ้องร้องฐานละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งสองจึงตัดสินใจเขียนจดหมายเรื่องนี้ไปยังฝ่ายนักศึกษากฎหมาย

มาร์กกับเอลดูโดได้ไปผับแห่งหนึ่งพร้อมกับสองสาวที่นัดเจอกัน แล้วมาร์กได้เจอกับแฟนเก่า เอริกร้าโดยบังเอิญ เมื่อทั้งสองฝ่ายได้คุยปรับความเข้าใจ ทั้งสองยิ่งไม่มีความลงรอยมากกว่าเดิม ตอนนี้มาร์กเริ่มมีไฟขึ้นมาแล้ว เขาจึงตัดสินใจขยายเว็บไซด์มากขึ้น มาร์

กได้ระดมกลุ่มหัวกะทิ โดยทำการขยายเว็บไซด์ไปยังมหาวิทยาลัยอื่น ๆ เช่นมหาวิทยาลัยเยลกับโคลัมเบีย เมื่อพี่น้องคู่แฝดรู้เรื่องแผนการขยายเว็บไซด์ของมาร์ก พวกเขาต่างรู้สึกโมโห จึงเริ่มเดินหน้าทำการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายอย่างจริงจัง

ภาพตัดมาที่ฌอม ปาร์กเกอร์ นายทุนและอดีตผู้เคยทำเว็บไซด์ แน็ปเตอร์ ซึ่งเป็นเว็บไซด์ที่เน้นแลกเปลี่ยนเพลง ฌอมตื่นขึ้นมาแล้วสะดุดเห็นเว็บไซด์เดอะเฟสบุ๊คของแฟนสาว ฌอมรู้สึกถูกใจเว็บไซด์ของมาร์กเป็นอย่างมาก เขามองเห็นโอกาสทองตรงนี้ เขาจึงรีบ

ออกตามหาตัวมาร์กโดยทันที พี่น้องคู่แฝดกับมาร์กและเอลดูโดต่างเดินสายขอคำปรึกษาทางกฎหมาย แล้ววันหนึ่งมาร์กกับเอลดูโดได้นัดพบกับ ฌอม ปาร์กเกอร์ ซึ่งทั้งสองคนต่างไม่เชื่อใจในฌอนมากนัก เนื่องจากมีเรื่องอื้อฉาวมากมาย พอฌอมมาถึง ฌอมได้

พูดถึงบริษัทแน็ปเตอร์ของเขา และพูดถึงประวัติความเป็นมาจนทำให้ทั้งมาร์กกับเอลดูโดคลายข้อสงสัย จากนั้นฌอมได้พูดถึงเว็บไซด์เดอะเฟสบุ๊ค โดยฌอมเชื่อว่า เว็บไซด์ทั้งสองจะต้องประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม คาดว่าเว็บไซด์มีมูลค่าพันล้านในอนาคต แน่นอนเมื่อมาร์กได้ยินเช่นนี้แล้ว มาร์กชอบใจเป็นอย่างมาก และหวังว่าจะมีการคุยกันใหม่อีก

มาร์กกับเอลดูโดยังคงดำเนินการพัฒนาเว็บไซด์เดอะเฟสบุ๊คอย่างต่อเนื่อง ยอดสมาชิกตอนนี้มีมากถึง 154,000 คนแล้ว โดยมาร์กเริ่มทำการคัดเด็กฝึกงานเข้ามาช่วย หลังจากที่คัดเลือกเด็กฝึกงานแล้ว มาร์กได้เปิดบ้านบริษัททำเฟสบุ๊คในแคลิฟอเนีย ระหว่างนั้น

ฌอมได้มาหามาร์กซึ่งอยู่บริเวณใกล้เคียงกันโดยบังเอิญ ทั้งสองต่างก็ไปพูดคุยกันในผับ ฌอมทำให้มาร์กมีไฟมากขึ้นเมื่อฌอมได้ยื่นข้อเสนอขยายเว็บไซด์มากถึง 2 ทวีปด้วยกัน ตัดภาพมาที่พี่น้องคู่แฝดซึ่งกำลังผิดหวังกับความพ่ายแพ้ในการพายเรือ ตอนนี้ทั้ง

สองกำลังหาทางเล่นงานฟ้องร้องมาร์กอย่างจริงจัง ส่วนเอลดูโดเพิ่งกลับมาจากเมืองนิวยอร์ก ทั้งฌอม มาร์กและเอลดูโดอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน โดยมาร์กกับเอลดูโดเริ่มถกเถียงกันถึงแนวทางการทำงานที่เห็นต่างกันอย่างรุนแรง แล้วเอลดูโดได้อายัดบัญชีของตัวเองทั้งหมด ต่อมามาร์กและฌอมได้ขอเงินสนับสนุนลงทุนจากปีเตอร์ ธีลเป็นเงิน 5 แสนเหรียญสำหรับเริ่มต้นลงทุน

เมื่อมาร์กรู้ว่าเอลดูโดได้อายัดบัญชี มาร์กได้โทรหาเอลดูโดช่วงดึก มาร์กโมโหที่เอลดูโดได้ทำการอายัดบัญชี โดยเอลดูโดได้ขอโทษมาร์กที่ตนทำตัวเหมือน กับเด็กไม่รู้จักโต มาร์กจึงให้อภัย แล้ว มาร์กได้บอกข่าวดี กับอดูอาร์โกว่าปีเตอร์ ธีลได้ให้เงินลงทุนมา

ครึ่งล้านดอลลาร์ พร้อมกับจะช่วยจัดโครงสร้างบริษัทให้ และ มาร์กขอให้เอลดูโดช่วย เซ็นเอกสารให้ วันต่อมาเอลดูโดได้ไปเซ็นเอกสารทั้งหมดโดยที่ไม่ได้ อ่านรายละเอียดอะไร เนื่องจาก เชื่อใจในตัวมาร์ก โดยที่เอลดูโดไม่รู้เลยว่า เอกสารที่เขาเซ็นทั้งหมด

ทำให้ชีวิตของเขา เปลี่ยนไป ต่อมามาร์กได้ชวนเอลดูโดเฉลิมฉลองยอดสมาชิก 1 ล้านคนที่ออฟฟิตใหม่ เมื่อเอลดูโดได้เข้ามาแล้ว ทางด้านทนาย ความได้ให้เอลดูโดเซ็นเอกสารเพิ่มเติม เมื่อเอลดูโดได้อ่านแล้ว พบว่า เป็นเอกสารเปลี่ยนแปลงจำนวนการถือหุ้น

ของเขาจนทำ ให้เอลดูโดเสียผล ประโยชน์ ตอนนี้เอลดูโดรู้แล้วว่า เอกสารที่เขาไม่ได้อ่านแล้วเซ็นเป็น เอกสารที่เขี่ยเอลดูโดทิ้งออกจากบริษัท เมื่อเอลดูโดรู้ตัวแล้วว่าโดนมาร์กและฌอมหลอกใช้ เอลดูโดจึงตั้งทนาย ความเพื่อเอาเรื่องมาร์ก ให้ถึงที่สุด

ต่อมาฌอมโดนจับกุมขณะที่กำลังจัดงานปาร์ตี้ ฐานเสพยาและมียาเสพติดเอาไว้ครอบครอง ฌอมได้โทรหามาร์กเพื่อขอความช่วย

เหลือ แต่มาร์กก็ไม่ได้สนใจใยดีในตัวฌอมอีก ในฉากสุดท้ายนั้น เมื่อเสร็จสิ้นการไต่สวนแล้ว ทางมาร์กกับนักกฎหมายสาวพูดคุยเจรจากันถึงการยอมความ โดยที่เอกสารจะไม่มีการเปิดเผยข้อมูลใด ๆ นักกฎหมายสาวได้ยื่นข้อเสนอมาร์กให้จ่ายเงินเพื่อยอมความ

และได้ข้อสรุปว่า พี่น้อง ฝาแฝดได้เงินไกล่ เกลี่ยยอมความถึง $65 ล้านและลงนามข้อตกลงไม่เปิดเผยข้อมูล ส่วนเอลดูโดได้รับเงินไกล่เกลี่ยโดยไม่มีการเปิดเผยข้อมูล และชื่อของเขาได้ถูกนำกลับมาอยู่ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งเฟสบุ๊ค

เมื่อผู้ชมได้ดูจบ แล้ว จะ เห็น ได้ว่า ภาพยนตร์ เรื่องนี้ มี สะท้อน ให้ มองเห็น ถึง ธรรมชาติของมนุษย์และก็ โลก การดำเนิน ธุรกิจ ที่แท้ๆ แล้ว มิได้ งาม จากที คนอีกหลายๆคน คิดเอาไว้ ที่ น่า

ด็งดูด ก็คือ มีการนำเสนอตัวเอก อย่างมาร์ก ใน หลาย มิติร่วมกัน กระตุ้นให้เกิด กระแส วิภาควิจารณ์ ถึงมุมมอง การ ถ่ายทอด ของมาร์ก ทั้งยัง าน ดี และไม่ ดึ ถึงขนาด ทีมาร์ค ซัก เค อร์เบิ

ร์กตัวจริง จะต้อง ออกโรง อธิบาย หนัง เรื่อง เตอะ โซเชียล เน็ต เวิร์ก กัน เลยทีเดียว ว่า รายละเอียด มีการพรีเซ็นท์ ตัว เขา ไป ในทาง ที ไม่แฟร์ เท่าไร จึง เป็น ภาพยนตร์ อีกเรื่องนี้ ที่ คอธุรกิจ ไม่ควรพลาด อย่างยิ่ง

เว็บดูหนังฟรี

หนัง MOONLIGHT ความรักคือแสงสว่างของชีวิต

Moonlight ตัดแปลงมาจากบทละคร

Moonlight : ตัวตนอันว้าเหว่

Moonlight ตัดแปลงมาจากบทละคร ของ ทาเรลล์ อัลวิน แม็คเครนีย์ (เรื่อง InMoonlight

Black Boys Look Blue) บอกเล่าเรื่องราว ชีวิต ของ ชีรอน เด็กหนุ่ม ผิวดำ คนหนึ่ง ที่ จะต้อง

ดิ้นรน กับ ชีวิต ที่ เติบโต มาพร้อมกับ การถู กรัง แก สังคม อันธพาล และ ยาเสพติดเวลาที่ ความ

รู้สึก ส่วนลึก เขา ไม่แน่ใจ ว่า ตนเอง กำลังคิดเกินเลย กับ เพื่อนสนิท ที รู้จัก กันตั้งแต่เด็กหรือไม่

จะ ว่าไป แล้ว หนัง อย่าง Moonlight นั้น เป็น หนัง ที่ เล่า ถึง คน ชายขอบ อย่างชัดเจน มันมี

การบอกเล่าเรื่องราว ของ ชาย ผิว สี ที่ เป็น ชนชั้นล่าง แถม ยัง เป็น เกย์ อีก ความ กด ทับ ด้าน

สังคมพวกนี้ ก็เลยทำให้ ช้รอน ถูก บีบ อัด ขั้นอย่างหนัก และไม่น่าประหลาดใจ เลย ว่า

ระหว่างที่ คุณ ศาลัง นั่ง อ่าน ขทความ ชื้นนี้ คุณอาจ จะ ยัง ไม่เคยทราบ หนัง ประเด็นนี้ ด้วย ไป

เนืองแต่ “ความริม”ที ผมกล่าว มา ข้างต้น ก็ ไม่ ใส่ รับ กับตลาด ผู้ชม หนัง ในบ้าน พวกเรา

อย่างสั่นเชิง เพราะว่า คนประเทศไทย มิได้พอใจ หนังดราม่า แล้ว ยิ่ง เป็น หนัง ชาวผิวสี แล้วก็

เป็น หนัง เกย์ อีก ความพึ่งพอใจ ของ คนธรรมดาทั่ว’ไป ก็เลย อยู่ ใน ระดับค่อนข้างต่ำ

มากมาย

ประกอบ กับ รอบ ฉายหนัง ประเด็นนี้ จัด ได้ว่า ออกจะ แคนลับแล มากกว่า การ หาเข็ม ใน ห้วง

สมุทร ก็เลย ไม่น่า สนเท่ห์ใจ นัก ที หลายๆคน อาจไม่ทราบ จะ

แม้ Moonlight จะเป็นหนัง ที่ กล่าว เรื่องราว ของ ชีวิตเกย์ แม้กระนั้น ตัวหนังก็ มิได้ “หนัก

มือ” สำหรับการ เสนอความตกต่ำ ห่อเหี่ยว ห่อเหี่ยว อย่างเอาเป็นเอาตาย ผู้ก่กับ อย่างแบ ร์

รี เจนรับประทาน ส์ กล่าวได้ว่า “เขาไม้เบามือ” โทน ของ หนังมี ความละมุนละไม มิได้ ย้ำ

หลักสำคัญ เรื่อง ผิว สี หรือ เรือง เกย์ ให้ โจงแจ้ง กลับ พึ่งพอใจ ที่ การเจริญเติบโตรวมทั้ง การ

เลือก ทางเดิน ชีวิต ของมนุษย์ ธรรมดาๆ คน หนึ่ง มากกว่า

การแบ่ง หนัง ออก เป็น 3 ช่วงอายุ ช่วงชีวิต วัยเด็ก วันรุ่น แล้วก็ วัยผู้ใหญ่ ทำให้ พวกเราได้

มองเห็น การเปลี่ยนแปลง รวมทั้ง ผลสืบเน็องระหว่าง ช่วงได้อย่างน่าดึงดูด แล้วก็ แน่ๆ ว่าการ

แสดง ของ มา เฮอ ร์ ชา ล่า อาลี ในขท ของ พ่อค้า ยา ที่เลือก จะ อุปการะ เลี้ยงดู ช้รอน ใน

ตอน วัยเด็ก นั้น การแสดงแบบ “น้อยได้มาก” ทำให้เขา เป็นตัว เต็งบน เวที ออสการ์ ใน สาขา

สมทบ ชายปีนี้เลยก็ ว่าได้

Moonlight มี โมเมนต์หยุดเวลา ของ หนัง ที่ น่าสนใจ ใน หลาย ช่วง หลายตอน ไม่ว่า จะ เป็น

ช่วงเวลา ฝึกห้ดว่าย, รัก หาดทราย ทราย, หมัด วัดใจ, กอดฉัน หน่อย ฉากเหล่านี้ กล่าวได้

ว่า ผู้ใดกัน ที่ ได้โอกาส ได้ ดู หนัง หัวข้อนี้ แล้ว อาจ จาต้อง กล่าวว่า มัน เป็น ช่วงเวลาดีๆ ที่สุด

ของ หนัง มันละเอียดอ่อน เข้าถึงความเป็นคน กระทบกระเทือนใจ และก็เกือบจะ หลั่ง น้ำตา

ออกมาด้วยความผิดหวัง กินใจ ซาบซึ้ง เลยก็ว่าได้

เว็บดูหนังฟรี

หนังแอคชั่นสุดบ้าดีเดือด Mad Max Fury Road ถนนโลกันต์

Mad Max  Fury Road เมดแม็กซ์ ถนนโลกันตร์

Mad Max  Fury Road

Mad Max  Fury Road เมดแม็กซ์ ถนนโลกันตร์ ยอมรับ ว่าตอนแรกๆ ที่ดู ที เซอร์ นีเรามี

ความคิดว่า “ไม่เห็น น่าดู เลย” (ย้ำว่า teaser นะ ไม่ใช่ตัว trailer ที่เรา แนบ มา ใต้บล็อก)แต่

ว่า พวกเรา ก็มี ลางสังหรณ์ อยู่ ลึกๆ แล้ว ว่า หนัง ที่ ที่ เซอร์ หรือ เท รลเลอร์ ดูเหมือนจะไม่มี

อะไร มัน ชอบ บันเทิงใจ (ในทางกลับกันก็มีหนังหลาย เร็อง ที่ ตัวอย่าง โคตรน่าดู แต่หนังกลับ

ไม่ดี เทรลเลอร์ สนุกกว่าเยอะ)

แล้ว นอกจากนี้ หนัง แฟรนไซส์ ไตร ภาค Mad Max (1979) เนี่ย ก็ถือเป็นหนัง ในตำนาน ที่

ผู้กำกับ ฯ George Miller เคย ส่ง ให้พระ เอก Mel Gibson โด่งต้ง เป็น ซุปเปอร์สตาร์ ใน ยุค

นั้น มาแล้ว ตังนั้นยังไง” Mad Max : Fury Road ฉบับ Tom Hardy (จาก Inception, The

Dark Knight Rises, Child 44 ฯลฯ ) ก็ยังอยู่ ใน ลิสต์ หนัง ที่ น่าดู แห่ง ปี 2015 อยู่

ซึ่ง เอา เข้า จริงๆแล้ว Mad Max : Fury Road ก็เป็น หนัง ที่ เท รลเลอร์ มี แต่ ทะเลทราย ยังไงหนัง จริง ก็มี แต่ ทะเลทราย ยังงั้น แต่เป็น ทะเลทราย ที่ “แม่ง โคตรมันส์ ชิบหาย!!!”

เรื่องย่อ MAD MAX : FURY ROAD

Max Rockatansky (Tom Hardy) ถูกสมุนของ Immortan Joe (Hugh Keays-

Byrne หรือ Toecutter อดีตตัวร้ายใน Mad Max ฉบับออริจินัล) จับไปทำเป็นตัวถุงเลือดให้

พวก War Boys ที่เจ็บไข้ได้ป่วย โดย Max มีเลือดกรุ๊ป O-Negative ซึ่งให้เลือดได้กับทุก

คน

ในขณะเดียวกัน Furiosa (Charlize Theron จาก The Italian Job, Snow White and

the Huntsman, Prometheus ฯลฯ) ได้รับภารกิจให้นำพาขบวนรถไปเอาน้ำมันที่ Gas

Town โดยเธอมีตำแหน่งเป็นถึงบอสใหญ่ที่ Immortan Joe ไว้วางใจและได้คุมขับรถ War

Rig คันโต

แต่ในภารกิจนี้เอง Furiosa แอบลักลอบพาบรรดานางบำเรอสาว หรือ “แม่พันธุ์”

ของ Immortan Joe ขึ้นมาใน War Rig เพื่อหนีไปอยู่ที่ “Green Place” โดยแก๊งนางฟ้านี้

นำโดยเมียท้องแก่คนโปรด Angharad (Rosie Huntington-Whiteley นางแบบสาวสวย

นางเอก Transformers: Dark of the Moon) และ Toast the Knowing (Zoë

Kravitz จาก X-Men: First Class และ Divergent)

ฝ่าย Immortan Joe พอรู้ว่า Furiosa พาขบวนรถออกนอกเส้นทาง และพบว่าบรรดาเมียๆ

หายไปทั้งฮาเร็ม จึงสั่งระดมกำลัง War Boys ทั้งหมดที่มีออกไปตามล่าเพื่อเอาแม่พันธุ์ชั้นดี

ของตนคืนมา นำขบวนทัพโดย Rictus ลูกชายคนโต (Nathan Jones) และ The People

Eater (John Howard)

War Boys ป่วยหนักอย่าง Nux (Nicholas Hoult จาก X-Men: First Class, Warm

Bodies, Jack the Giant Slayer) ก็อยากได้รับการยอมรับจาก Immortan Joe จึงดันทุรัง

ไปร่วมขับรถในขบวนตามล่า โดย ลาก เอา Max ถุงเลือด ของ ตนติด ไปกับ รถด้วย ซึ่ง สุดท้าย

Max ก็หลุดหนีจาก Nux ไปได้ ระหว่างทาง และไปร่วม คันรถกับสาวๆ แก๊ง นางฟ้า วิคตอเรีย

ช่วยพวกนางต่อสู้และหลบหนีจาก Immortan Joe ผู้ชั่วร้าย

เว็บดูหนังฟรี

ภาพยนตร์โจ๊กเกอร์ (Joker) เป็นภาพยนตร์ที่ไม่ได้ตลกเหมือนชื่อภาพยนตร์

JOKER จุดกำเนิดตลกสุดวิปลาสแห่งก็อตแธม

JOKER จุดกำเนิดตลกสุดวิปลาสแห่งก็อตแธม

JOKER จุดกำเนิดตลกสุดวิปลาสแห่งก็อตแธม เรื่องย่อ อาร์เธอร์ เป็นชายคนหนึ่งที่ต้องเผชิญหน้ากับความโหดร้ายทารุณและ

สังคมที่เต็มไปด้วยการเหยียดหยาม เขาต้องเผชิญกับความอ้างว้างจนเปลี่ยนเขาจากที่เป็นคนอ่อนแอกลายเป็นคนโหดเหี้ยม เขา

รับจ้างแต่งชุดตัวตลกรายวัน จนกระทั่งคืนหนึ่งที่เขาพยายามจะแสดงตลกเดี่ยว แต่กลับพบว่าตัวเองต่างหากที่เป็นเรื่องตลก เขาไม่

เป็นตัวของตัวเองเวลาที่มีผู้คนอยู่รายล้อม ซึ่งเห็นได้จากเสียงหัวเราะที่ควบคุมไม่ได้และดูไม่เหมาะสม ยิ่งเขาพยายามควบคุมเท่า

ไหร่มันก็ยิ่งแสดงออกมามากขึ้น จนทำให้เขาแสดงความเยาะเย้ยและความรุนแรงออกมา อาร์เธอร์ทุ่มเทเวลาไปกับการดูแลแม่ที่ไม่

ค่อยแข็งแรง และไขว่คว้าตามหาคนที่เหมาะจะเป็นพ่อซึ่งเขาไม่เคยมีมาก่อน ตั้งแต่นักธุรกิจมหาเศรษฐี โธมัส เวย์น ไปจนถึงพิธีกร

รายการทีวี เมอร์เรย์ แฟรงค์ลิน เขาพบว่าตัวเองอยู่ปลายทางระหว่างโลกแห่งความจริงกับความบ้าคลั่ง การตัดสินใจที่ผิดพลาด

เพียงครั้งเดียวกลายเป็นชนวนเหตุที่นำไปสู่เหตุการณ์รุนแรงมากมาย

ดูหนังจบคุณจะจำชื่อเขาอย่างหลอนหัว “อาร์เธอร์ เฟล็ก” (Arthur Fleck) AKA โจ๊กเกอร์ (Joker)

สิ่งหนึ่งที่หนังจากคอมิก ดีซี โดยค่ายวอร์นเนอร์ทำได้อย่างดีเสมอมานับตั้งแต่ไตรภาค Dark Knight ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน

(Christopher Nolan) คือการเป็นหนังที่ดาร์กเข้ม จริงจังทั้งความสมจริงและดราม่า การสร้างตัวละครที่มีมิติรายละเอียด และวิช่วล

ที่ตระการตาในยุคของ แซ็ก ชไนเดอร์ (Zack Snyder) ซึ่งด้วยการไล่ตามความสำเร็จและกดดันจากมาร์เวล ทำให้ยังทำยิ่งเป๋หนัก

จากการทอดทิ้งแนวทางการสร้างตัวละครมิติเชิงลึก ไปเป็นแอ็กชันผาดโผนผสมอารมณ์ขันสไตล์มาร์เวล ซึ่งงก้ไม่ค่อยขำเพราะ

สวนทางดราม่าที่ยังพยายามยึดไว้ด้วย เลยกลายเป็นการใส่ดราม่าแบบฉาบฉวยและพลอตที่ยัดเยียดให้เกิดดราม่าเสียแทน ที่ผู้ชม

จะสมัครใจอิน แม้ในยุคของ Wonder Woman และ Aquaman จะเริ่มลงตัวมากขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่ายังห่างไกลจากการเป็น

ดราม่าเข้มขึงที่เคยเป็นรากฐานของดีซีจริง ๆ

มาถึงตรงนี้ก็ต้องขออภัยในการที่ต้องเทียบกับทางมาร์เวล เพื่อให้เห็นว่านี่เป็นความกล้าขนาดไหนของวอร์นเนอร์ที่อาจยอมทิ้งราย

ได้มหาศาลจากการทำตามมาร์เวลไปเพื่ออนุมัติสร้างหนังเรื่องนี้

JOKER จึงเป็นการแสวงทางสู่ดราม่าจิตวิทยาแบบลงลึก ดิ่งจม ผสมเหล้าข้นปนยารักษาโรคประสาท ที่มีกลิ่นดินปืนคลุกละออง

เลือดลอยคละคลุ้งในอากาศ ซึ่งเป็นสายทางหนังประกวดรางวัล เวทีที่ไม่น่าพลาดคงเป็นเวทีลูกโลกทองคำ แต่สำหรับออสการ์ก็

เรียกว่ามีลุ้นไม่น้อยทีเดียว ซึ่งจะว่าก็น่าเสียดายแทนแฟนหนังมาร์เวลที่ไม่สนใจในการทำหนังแนวคว้ารางวัลสาขาหนังยอดเยี่ยม

ยิ่งความอ่อนไหวของดิสนีย์ที่ไม่ชอบเล่นประเด็นสุ่มเสี่ยง ขนาดเคยไล่ผู้กำกับอย่าง เจมส์ กันน์ (James Gunn) ออกจากค่ายมา

แล้วเพราะผลการกระทำในอดีตที่แทบไม่ควรเอามาเป็นประเด็นอีก

เพราะแนวทางการสร้างของมาร์เวลก็เน้นรายได้ความนิยมมากกว่ารางวัลอยู่แล้ว จึงไม่มีวันคิดจะทำหนังสไตล์ Joker ได้สำเร็จแน่นอน

ดีไม่ดีทำแล้วจะเป๋จนเพี้ยนไปหมดด้วย นี่จึงต้องยอมรับในความกล้าของผู้บริหารของค่ายวอร์นเนอร์มาก ๆ ที่กล้าเสี่ยงเอาตัวละครดังมาทดลองกับแนวทางหนักหน่วงเช่นนี้

หนังสามารถคว้ารางวัลหนังยอดเยี่ยม สิงโตทองคำ (Golden Lion) จากเทศกาลหนังเมืองเวนิสปีล่าสุด พร้อมการยืนปรบมือ

ยาวนานของผู้ชมหลายนาที ซึ่งคงเป็นเพียงระฆังสัญญาณแรกในการลุยเวทีรางวัลใหญ่ในปีนี้ของหนังที่อาจตามรอยรุ่นพี่อย่าง The

Shape of Water (2017) และ Roma (2018) ซึ่งล้วนเคยคว้ารางวัลสิงโตทองคำก่อนไปชนะรางวัลใหญ่ในเวทีออสการ์สำเร็จมา

แล้วทั้งคู่ก็เป็นได้ ต้องยอมรับว่าก่อนดูหนังมีความแคลงใจ และคิดไปล่วงหน้าว่าอาจไม่ชอบตัวหนังไปเลยก็ได้ แต่พอเข้าไปดูแล้ว

นั้นก็ต้องพูดโดยรวมว่า หนังประสบความสำเร็จอย่างมากในการพาเราจมดิ่งลงไปในตัวละครนำอย่าง อาร์เธอร์ เฟล็ก อย่างถอนตัว

ไม่ขึ้น เราจึงทั้งเข้าใจ ต่อต้าน เห็นใจ ขัดแย้ง อยากโอบกอดเขา และดุด่าเขาไปพร้อมกัน และเหนืออื่นใดมันคือประสบการณ์

มหัศจรรย์ที่เราจะได้เห็น วาคีน ฟินิกส์ (Joaquin Phoenix)  ลอกคราบทีละชั้นจนกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดนาม โจ๊กเกอร์ ในที่สุด

(ขวา) ผู้กำกับทอดด์ ฟิลลิปส์ คว้ารางวัลสิงโตทองคำจากหนังเรื่องนี้

นี่คือผลงานการกำกับของ ทอดด์ ฟิลลิปส์ (Todd Phillips) ผู้กำกับชื่อดังที่สร้างชื่อตัวเองมาจากหนังแนวคอมเมดี้ไตรภาค

อย่าง The Hangover นี่จึงเป็นการผันตัวมาทำหนังดราม่าหนักหน่วงจริงจัง โดยเฉพาะเป็นการนำคาแรกเตอร์จากคอมิกดังมา

ดัดแปลงครั้งแรกของเขาด้วย สิ่งที่ต้องชื่นชมผู้กำกับอย่างมากคือ วิสัยทัศน์ด้านการนำเสนอ ทั้งฉาก ภาพ วิช่วล ที่พยายามให้นึกถึง

นิวยอร์กในยุค 1970 อันเป็นปีแห่งความสับสนวุ่นวาย เส็งเคร็ง กักขฬะ ผู้คนแสวงหาคุณค่าในความดีงาม ในตัวเอง ในตัวผู้อื่น เป็น

ยุคแห่งการหลงทิศหลงทาง ทั้งสงครามเวียดนาม คดีวอร์เตอร์เกต สงครามเย็น ลัทธิคลั่งศาสนา การนำยุคที่ถูกต้องมาสู่การสร้าง

ฉากหลังให้ตัวละครที่ถูกตัว คือความสำเร็จที่งดงามที่สุด ยังไม่รวมว่างานด้านภาพและวิช่วลต่าง ๆ ทำออกมาได้อย่างงดงามใน

ความล่มสลาย งดงามในความรุนแรง และงดงามดั่งหัวใจเลวทรามใสซื่อของตัวละครนำ

ทอดด์ และ สก็อตต์ ซิลเวอร์ (Scott Silver) มือเขียนบทรางวัลออสการ์จากหนัง The Fighter (2010) เลือกนำจิตวิเคราะห์มาสู่ตัว

ละคร และเขียนบทจากผิวแล้วเลาะเปลือกตัวละครลงทีละชั้นได้อย่างที่คนไม่ต้องเรียนจิตวิทยามากมายก็เข้าใจหัวจิตหัวใจอันน่า

เวทนาของตัวละครได้ มีดที่เลาะคราบของตัวละครออกมีตั้งแต่ สังคมที่ข่มเหงเอารัดเอาเปรียบคนอ่อนแอ ความพิการทางกายและ

ใจ ความถูกละเลยไม่แยแสจากทั้งคนและจากทั้งรัฐ ความเชื่ออันหลงผิด ความหวังอันจอมปลอม ความรักที่แท้เพียงการหักหลัง

ทรยศ และคุณค่าความภูมิใจในตนเองที่ตกต่ำต้อยแดดิ้นยิ่งกว่าก้นบุหรี่ที่ถูกคายทิ้งแล้วเอาเท้าขยี้ซ้ำ มันคือการตกต่ำลงเรื่อง ๆ

ของตัวละครไปพร้อมกันกับการสูญสลายความศรัทธาในความดีงามความถูกต้องใด ๆ ทั้งมวล

หนังสร้างตัวละครโจ๊กเกอร์บนโจทย์สำคัญที่ว่า เขาคือตัวละครที่ไร้ตัวตน ไม่มีอดีตที่ชัดเจนว่าคือใคร มีที่มาที่ไปเช่นใด เป็น

สุญญากาศ เป็นความกลวงของสังคม เป็นความบ้าคลั่งไร้ทิศทาง และเป็นฮีโร่ของสังคมป่วย ๆ ที่พิทักษ์ความยุติธรรมอันเจ็บป่วย

ด้วยวิธีการอันเจ็บป่วยพร้อมกัน เหมือนทอดด์กับซิลเวอร์ถอดโจทย์จากคอมิกทุกเล่มไว้บนปลายทาง ก่อนเรียงร้อยสร้างสรรค์

ระหว่างทางเพื่อบรรลุผลตอนท้าย จากเรื่องราวที่แปลกใหม่ไม่คุ้นเคยสู่ตอนจบที่แนบเนื้อเดียวกับตำนานในใจของผู้อ่านทุกคน

ความละเอียดของจิตวิเคราะห์ยังลงลึกไปในประเด็นความโหยหา พ่อ ของตัวละคร ที่พยายามเอาภาพพ่อในจินตนาการที่ไม่เคยได้

พบเจอไปซ้อนทับกับไอดอลในชีวิตจริงทั้ง เมอร์เรย์ แฟลงคลินส์ (โรเบิร์ต เดอ นีโร Robert De Niro) พิธีกรเจ้าของรายการทอล์ก

โชว์ชื่อดังที่อาร์เธอร์ดูมาแต่เด็ก ตลอดจน โทมัส เวย์น มหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยอันจะทำให้ทุกข์ในความยากจนของอาร์เธอร์และแม่ปลิว

ไปได้เพียงแรงลมผิวปากของโทมัสเท่านั้น เพียงประเด็นเรื่องพ่อประเด็นเดียวเชื่อว่าก็มีคนวิเคราะห์กันได้ลึกได้ยาวเป็นบทความกัน

แล้วล่ะ นี่จึงเป็นความเจ๋งที่หนังเรื่องนี้ใส่ใจทุกเม็ดทุกซอกมุมของตัวละคร และการเล่าเรื่องผ่านตัวละครนำทั้งเรื่องจึงประสบความ

สำเร็จ โดยไม่ต้องพึ่งสูตรบารมีของตัวละครอื่นมาให้แฟนต้องว้าว อย่างเช่นผลงานซูเปอร์ฮีโรครอสโอเวอร์เรื่องอื่น ๆ ต้องใช้เลย

ก็ตาม

และอีกสิ่งที่คงปฏิเสธได้ยากคือ นี่เป็นผลงานการแสดงที่ต้องจารึกโลกอีกครั้ง ของ วาคีน ฟีนิกส์ (Joaquin Phoenix) นักแสดงผู้

เคยเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากหนัง Walk the Line (2006)  และ The Master (2012) รวมถึงเคย

เข้าชิงสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจาก Gladiator (2000) มาแล้ว นี่น่าจะเป็นอีกครั้งที่เขาน่าจะเข้าใกล้รางวัลนี้มากที่สุด

เพราะโจ๊กเกอร์กลายเป็นบทที่ยากและลำบากในการแสดง เมื่อมันถูกตั้งมาตรฐานมาแล้วจากนักแสดงชั้นยอดในอดีต อย่าง แจ๊ก นิ

โคลสัน (Jack Nicholson) หรือ มาร์ก ฮามิลล์ (Mark Hamill) โดยเฉพาะที่ว่าการเป็นผลงานทุ่มสุดตัวครั้งสุดท้ายแห่งชีวิต

ของ ฮีธ เลดเจอร์ (Heath Ledger) ด้วยแล้ว ต้องบอกว่าเป็นงานหินโคตร ขนาดว่านักแสดงที่ดีอย่าง จาเรด เลโต (Jared Leto) ที่

เคยคว้าออสการ์มาแล้วก็ยังไม่ประสบความสำเร็จกับบทบาทนี้เท่าใด
แต่เชื่อมั้ยว่า วาคีน ฟินิกส์ เขาทำได้ แถมทำได้อย่างเปี่ยมเสน่ห์น่าขนลุก เขาค่อย ๆ กลายเป็นโจ๊กเกอร์ได้อย่างละเมียดมาก ๆ ใช่

เทคนิคคือเขาไม่ได้พยายามจะเป็นโจ๊กเกอร์แต่ต้น หากแต่เป็นคนธรรมดาที่มีความผิดปกติแตกต่างจากคนอื่น ซึ่งทำให้เราเข้าใจ

และอินไปกับความใกล้เคียงมนุษย์ทั่วไปได้ จนสุดท้ายเขาค่อย ๆ กลืนยาที่เรียกว่าอุปสรรคและโชคชะตาลงไปในท้องทีละเม็ด ก่อน

จะกลายร่างเป็นตัวละครวายร้ายที่โด่งดังที่สุดในโลกคนหนึ่งอย่างงดงาม จุดสังเกตที่เราต้องทึ่งในรายละเอียดการถอดเทคนิค

ทางการแสดงของวาคีน ฟินิกส์ มีตั้งแต่สีหน้า ดวงตา กายภาพ ท่าทางต่าง ๆ โดยเฉพาะการเดิน การวิ่ง การใช้มือ การหัวเราะ คือทุก

สัดส่วนการใช้กายและใจของเขามันถอดตัวละครออกมาเป็นชิ้น ๆ แล้วประกอบใหม่อยู่ซ้ำ ๆ จนอาร์เธอร์กลายเป็นโจ๊กเกอร์ได้ เชื่อ

ว่าสายการแสดงมานั่งดูคงต้องจดเล็กเชอร์รายฉากกันเลยทีเดียว

นี่เป็นหนังที่เราอาจไม่ได้รู้สึกมีความสุขไปกับมัน ไม่ได้หัวเราะกับมัน ไม่ได้ตื่นตาตื่นใจระเบิดตูมตามเร้าใจ ไม่ใช่หนังฮีโรในกระแส

ใด ๆ มันอาจเป็นหนังของคนธรรมดาที่เจอวันแย่ ๆ และผิดเพี้ยนจนกลายเป็นขบถต่อสังคมอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งอาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้

มันจึงเป็นหนังที่อิ่มในความรู้สึก อิ่มในสมองที่ต้องการบทเรียนรู้สำคัญผ่านหนัง หนังที่เรานั่งนิ่งอึ้งเมื่อจบ พลันเมื่อรู้สึกตัวก็อยาก

ปรบมือให้มันยาว ๆ ยาวนานเท่าที่จะทำได้

เว็บดูหนังฟรี

หนัง Inception ที่สุดแห่งหนังหักมุมสุดมันส์

INCEPTION จิตพิฆาตโลก

INCEPTION จิตพิฆาตโลก

INCEPTION จิตพิฆาตโลก การจารกรรม ทะลุ จิต สุต ระทึก จากผู้กำกับ Batman Begins และ Batman The DarkKnight ผู้ผลิต

ภาพยนตร์ โด่งตัง คริส โต เฟอ ร์ โน แลน กำกับฯ ทีมดาราระต้บโลก ในภาพยนตร์ แอ็คชั่น ไซ ไฟ ต้นแบบ ที่จะ

พาเดินทาง รอบ โลก และ คำ ดิ้ง สู่ โลก แห่งความฝัน ที่คุ้นเคย และ ไร้ขีดจำกัดดอม คอบบ์ (ลีโอนาร์โด ติคา

ปริ โอ) หัวขโมยมือโปร สุดยอด ความสามารถ อันตราย ด้านการดึง ข้อมูล : ฉกชิงวิ่งราวความลับ ล้ำค่ จาก

จิตไร้สำนึก เบื้องล็ก ระหว่าง สภาวะ ความฝันซึ่งตรงเวลา ที่ จิตใจ จะ เปราะบาง ที่สุด ความสามารถ ที่ หายาก

ของคอ บบ์ทำให้เขา เป็น ผู้เล่น ที ละโมบ ใน โลก ยุคใหม่ ไม่ น่าไว้วางใจ ของ การ โจรกรรม ข้อมูล แต่ มัน ยัง

ได้ ทำให้เขา เป็น ผู้หลบหนี ที่ ต้อง สูญเสีย ทุกๆสิ่งทุกๆอย่างที่ เขา รัก ไป ตอนนี้ คอ บบ์’ได้รับ การหยิบยืน

โอกาส ที่จะ ล้างแค้น อ๊ก หนึ่งงาน ท้ายที่สุด ที่จะ คืน ชีวิต ให้ กับ เขา เพียงแต่ เขา จะต้องทำสั่ง ที ไม่มีทางเป็น

ไปได้ ให้สำเร็จ การ ปลูกฝัง แทนทีจะ ขโมย คอ บบั กับ ทีม ผู้เชี่ยวชาญของ เขา จะต้อง ทำ สั่งตรงกันข้าม งาน

ของ พวกเขา ไม่ใช่ กร เข้าไป ขโมยความคิด แต่ว่า จะต้อง ปลูก เข้าไป ถ้าหาก ทำสำเร็จมัน จะ กลายเป็น

อาชญากรรม ทีสมบูรณ์แบบ แต่ ไม่มี กรวางเป้าหมาย อย่างรอบคอบ ชนิด ใด ที่จะ ทำให้ ทีม พร้อม เผชิญหน้า

กับ ศัตรู อันตราย ที่ดูเหมือนจะ รู้เหตุการณ์ล่วงหน้า ถึง ทุก ความเคลื่อนไหว ศัตรูซึ่งมี เพียงคอ บบ์ ผู้เดียว ที่จะ

มองเห็น ได้

Acclaimed filmmaker Christopher Nolan directs an international cast in this sci-fi actioner that travels around the globe and into the world of dreams. Dom Cobb (Leonardo DiCaprio) is the best there is at extraction: stealing valuable secrets inside the subconscious during the mind’s vulnerable dream state. His skill has made him a coveted player in industrial espionage but also has made him a fugitive and cost him dearly. Now he may get a second chance if he can do the impossible: inception, planting an idea rather than stealing one. If they succeed, Cobb and his team could pull off the perfect crime. But no planning or expertise can prepare them for a dangerous enemy that seems to predict their every move. An enemy only Cobb could have seen coming.

เว็บดูหนังฟรี

หนัง GONE GIRL : คุณรู้จักคนรักของคุณดีแค่ไหน?

ภาพยนตร์ระที่กขวัญฝีมือผู้กำกับ เดวิด ฟินเชอร์

ภาพยนตร์ระที่กขวัญฝีมือผู้กำกับ เดวิด ฟินเชอร์

ภาพยนตร์ระที่กขวัญฝีมือผู้กำกับ เดวิด ฟินเชอร์ (David Fincher) ทีเคย ฝาก ผลงาน การ

กำกับมาแล้ว มากมายไม่ว่า จะเป็น The Girl with the Dragon Tattoo (2011), The

Social Network (2010), The Curious Case of Benjamin Button (2008) ตัดแปลง

แก่ไข จากนิยาย ของ จิลเลียน ฟลินน์ (Gillian Flynn) ซึ่ง จิลเลียน เองก็ขอรับหน้าที

ตัดแปลงแก่ไข นิยาย เรื่องนี้ ให้เป็น บทภาพยนตร์ อีกด้วย

Gone Girl ว่าด้วยเรื่องราว ของ คู่สมรส คู่ หนึ่ง นิค (เบน แอฟเฟล็ก) และ เอมี (โร

ซา มัน ต์ ไพค์ เรื่องเกิดเมือเขา ทั้งคู่ ได้ย้าย จากนิวยอร์ก ไป ยัง มิด เวสต์ ภายหลังที่ เขา ย้าย

ไป อยู่ ที นั้น แล้ว ได้เกิดเหตุ ขึ้น เมือ เอมี ได้หายตัวไป ใน วาระครบรอบ สมรส 5 ปี โดย ไม่รู้

สาเหตุ ว่า เธอ ถูกฆาตกรรม หรือ ถูก ลักพาตัวไป พร้อมทั้งยัง เจอ บันที่ก ลับ ของ เอมี่ ที เล่

เรื่อง ชีวิตคู่ ที่ผ่านมาอีกด้วย

นิค ได้กลายเป็น ผู้ต้องสงสัย ทันที เนื่องจากเขามีความประพฤติ น่าสงสัย ใครกันแน่

ที่เป็น คน โกหก ใครพูด จริง ใครพุดเท็จ ติดตาม ชม ได้ ใน Gone Girl

Gone Girl ใน แบบอย่าง ของ เดวิด ฟินเซอร์ เรื่องราว ความป่าเถื่อน ที่เกิด ขึ้น ผ่าน

วัฒนธรรม สื่อ สมัยใหม่ ของ เรา และ สำรวจ ลึก ถึง ข้อผิดพลาด ด้านมืด ที่เกิด ขึ้นกับ ชีวิต

แต่งงาน ของ ชาวอเมริกัน ในศมันสัญญาที่ เช็อถือ ไม่ ลง กล การลวง ที่ ยาก จะ หลีกเลียงรวมทั้ง แฝง ตลกร้าย

หัวใจสำคัญ ของเรื่อง อยู่ ที่ คู่รัก ซึ่งเป็นอดีต นักประพันธ์ ชาวนิวยอร์ก นิค ต้น น์ และก็ ภรรยา

“แสน สวย” ของเขา เอมี่ พยายาม ทำงาน เพื่อ หเลี้ยงชีพ ใน มิด เวสต์ ที่ เศรษฐกิจ ไม่ค่อยดี

ท่ามกลาง ปัญหา ชีวิตสมรส ที่ วนเวียน อยู่ ใน ช่วงปัจจุบัน แต่ ใน โอกาส ครบรอบ วันแต่งงานปี

ที่ 5 เอมี่ได้หายตัว ไป ปริศนา นั้น ได้สร้าง รอยร้าว ให้ เกิด ความสับสน นิค ตกเป็น ผู้ต้อง

สงสัย คนสำคัญ และ มีพฤติกรรม น่าสงสัย ส่วน เอมี่ ก็ ถูก สือต่างๆ ประกาศตามหา ก้น อย่าง

ครีกโครม ไม่ว่า เธอ จะ เป็น หรือ ตาย ความจริง จะต้องเป็น ที่ ประจักษ์ แก่ ทุกคน ที่ อยากทราบเรื่อง

นิค และ เอม็ เป็น คู่รัก แบบอย่าง ที่ มีความ โรแมนติก การ หายตัวไป ของ เอมี่ มี เบาะแส

ทุกอย่าง ที่ เป็น สัญลักษณ์ อถึงการก่ ออาชญา กรรม ของ ชาวอเมริกัน แต่ การหายตัวไป

ของ เธอ เหมือน การ สะท้อน ถึงความสับที โหดร้าย และ น่า ตื่นตกตะลึง ซึ่งนำไปสู่ความน่า

ขนลุก เหตุการณ์ต๋างๆ ที่เกิด ขึ้นได้สร้างความสะเทือน ขวัญ และความสับสน แต่ว่าปริศนา ที

ยังคงอยู่ คือ รอย มีด ที่ มี ความแหลมคม ดุจมีดโกน ถึง กระดูก นิค เป็น ใคร ? เอมีเปีน ใคร ?

ใน ชีวิตคู่ พวกเรา เป็น ใคร และ ใน สังคม ที่อยู่ บน บรรทัดฐาน ของ ความไม่ไว้ใจ จาก ภาพ

ลักษณ์ ที่ ถูกสร้าง ขึ้นมา และ ความ จอมปลอม

ดูหนังออนไลน์

Get Out หนังที่หยิบจับเอาปัญหาการเหยียดผิว มาสร้างเป็นพล็อตหนังลึกลับสยองขวัญ

ว่ากันอย่างตรงไปตรงมา Get Out

ว่ากันอย่างตรงไปตรงมา Get Out 

ว่ากันอย่างตรงไปตรงมา Get Out ของผู้กำกับ จอร์แตน พี ล ถือว่าเป็น หนัง สยองขวัญ สั่น

ประสาท ที เลือก เดินตาม สูตรสำเร็จ แบบ เป๊ะ ๆ ทั้ง จังหวะ จะ โคน ในการ เล่าเรื่อง ไป จนกระทั่ง

การเล่น หลักสำคัญ คนผิวขาว – คนผิวต่ำ ที่ กำลังเป็น กระแส อยู่ เวลานี้ จนถึง ทำให้ ตัวหนัง

โดน ทายใจ ทางออก ได้ง่ายๆ ตั้งแต่ ตอน 20-30 น่าที แรก แล้ว ยิ่ง หาก เป็น คนชอบดูหนัง

สยองขวัญ เป็น ทุนเต็ม อาจ ทายใจ ได้ เร็ว กว่า หรือ ทราบ แนวทาง ตั้งแต่ ดูตัว อย่าง แล้ว ด้วย

แต่ การ เตาทางได้ง่าย กลับ ไม่ได้ ทำให้ Get Out หมดสนุก ไป สักเท่าไหร่ นัก มอง อีก มุม

กลับ ช่วยทำให้ผู้ชม เอาใจช่วย ผู้แสดง ให้ Get Out เสียด้วยซ้ำไป

Get Out เล่าราวของ คริส วอชิงตัน (เล่นบท โดย ดาเนียล คาลุยา) ชายหนุ่มผิว สี ที่

แอบ ตื่นตระหนก นิดเดียว กับ การไป ท่องเที่ยว บ้าน แฟน ผิวขาว อย่าง โร ส อาร์มิ เท จ ( สวม

บท โดย อัลลิ สัน วิลเลียม ส์) ใน ตอน สุดสัปดาห์ เมือ ไป ถึงหน้าบ้าน ของ โรส แล้ว เขา ก็ พบ

ว่าเป็นครอบครัว คนผิวขาว ที่ เป็นมิตร กับ คนผิวต่ำ อย่าง เกินควร กระทั่ง สามารถ จับ เค้า ลาง

อันตราย บางสิ่งบางอย่างได้

แต่ เอาจริงๆ ก็ไม่ใช่แค่ ลง อะไรบางอย่าง ที่ ทำให้ ริส ต้องการไป จาก บ้าน ของ โร ส เร็วๆ แค่

นั้น แม้กระนั้น ยังรวมทั้งความรู้สึก แตกต่างรมทั้ง เป็นคนภายนอก เมือ ตัวเอง เป็น ชาวผิวสี

เพียงผู้เดียว ที่ ยืน อยู่ ท่ามกลาง คนขาว ในบ้าน ข้างหลัง นั้น พวกเรา ก็เลย ได้ มองเห็น ความ

มานะบากบั่น ทำความรู้จัก คนงาน ในบ้น ซ็งเป็น ชาวผิวสี อย่างเดียวก้น เอาไว้ เพียงแค่ ไม่

ค่อย รู้เรื่อง เป็นมิตร กลับมา สักเท่าไหร่ หรือ อย่าง ตอน งานเลี้ยงเริ่ม ไป ได้ ครู่หนึ่ง แล้ว เขา ได้

พบ กับ โลแกน คิง ชายหนุ่ม ผิวสี อีก คนภายใน งาน ที่ ทำให้ เขา รู้สึก หมดกังวล ที่ ขั้นต่ำก็ มี

สหาย ร่วม ชะตา เดียวกัน ซึ่ง โน่น เป็นเรือง ที่ เขาคิดผิด (ไม่ถูก อย่างไร ให้ไปดู เอา เอง แล้ว

กัน)

แล้วที่สำคัญคือหนังเกี่ยวกับคนผิวสีส่วนใหญ่ มักเล่าในท่าทีว่าคนขาวหวาดระแวงคนผิวสี กลัวว่าตนเองจะโดนคนกลุ่มนี้ทำร้ายได้ตลอดเวลา ซึ่งทัศนคติแบบนี้ก็เป็นที่มาของรากเหง้าปัญหาระหว่างสีผิวในสหรัฐฯ แต่ Get Out กลับทำตรงกันข้าม เมื่อให้คริสแสดงออกอย่างชัดเจนว่า เขาและเพื่อนของเขาที่ปรึกษากันทางโทรศัพท์แทบตลอดเวลา ค่อนข้างกลัวและหวาดระแวงการอยู่ร่วมกับคนขาวเอามากๆ จนเมื่อความกังวลพุ่งถึงขีดสุด เขาจึงพยายามหาทางหนีออกจากบ้านหลังนั้นมาพร้อมกับโรสให้ได้ ซึ่งก็ตรงตามชื่อหนังที่ตัวละครพยายามพาตัวเอง Get Out จากสถานการณ์วิบัติตรงหน้ามาให้ได้

แน่นอนว่าการหาทางออกจากบ้านของโรสนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแทบทุกการเคลื่อนไหวของทุกคนในครอบครัวอาร์มิเทจ ไม่ว่าจะเป็นแม่ (รับบทโดย แคทเธอรีน คีเนอร์) ผู้เป็นนักสะกดจิต หรือพ่อ (รับบทโดย แบร็ดลีย์ วิทฟอร์ด) รวมทั้งน้องชาย (รับบทโดย คาเลบ แลนดรี โจนส์) ล้วนแล้วแต่เป็นการวางหมากเพื่อให้คริสตกอยู่ในห้วงของการสะกดจิตแทบทั้งนั้น

 

จุดที่ต้องชมและซูฮกหนักๆ ของหนังเรื่องนี้คือซาวนด์ประกอบ ที่ทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งเป็นการเพิ่มอรรถรสและพลักให้คนดูตกไปอยู่ในภวังค์แห่งความกลัวแบบดำดิ่ง ทั้งๆ ที่หลายๆ ฉาก หลายๆ ซีนมันแทบไม่มีอะไรเลยด้วยซ้ำไป

อย่างที่บอกไปนั่นแหละว่า Get Out เป็นหนังที่เดาทางง่ายมากๆ ดังนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมานั่งแคร์มากมายว่าจะเป็นการสปอยล์อะไร เราเลยลองมาลงลึกอีกหนึ่งสเต็ปแบบไม่เปิดเผยซีนจุดเปลี่ยนสำคัญและบทสรุปของเรื่องดีกว่า และคำถามคือ ‘สะกดจิตไปทำไม?’

คำตอบง่ายๆ ก็เพราะจะล่อลวงคนดำอย่างคริสให้ตกอยู่ในกำมือ ก่อนจะล้างสมองด้วยการสะกดจิตและผ่าตัดนิดหน่อย เพื่อทำให้คนดำตกอยู่ภายใต้อำนาจคนขาว เหมือนสมัยที่ยังมีการค้าทาสผิวดำในสหรัฐฯ อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งนี่คือประเด็นหลักที่ Get Out พยายามสื่อสารให้เห็นตั้งแต่ช่วงต้นๆ เรื่อง

ทว่าการพยายามควบคุมคนผิวสีให้ตกอยู่ใต้อำนาจของคนผิวขาวใน Get Out ก็ไม่ได้มีทีท่าว่าเกิดจากความกลัวหรือเหยียดสักเท่าไหร่นัก แต่กลับมีน้ำเสียงค่อนไปทางชื่นชมด้วยซ้ำ โดยเฉพาะเรื่องศักยภาพทางด้านร่างกายพื้นฐาน ที่คนผิวสีมีเหนือกว่าคนขาวแทบทุกด้าน ถึงขนาดว่าหลายคนอิจฉาและอยากได้ไปไว้ในครอบครองเลยทีเดียว

ในทางกลับกันพอพิจารณาในสิ่งที่ Get Out เล่ามาทั้งหมด บางทีก็ไม่จำเป็นต้องใช้ประเด็นคนขาว-คนดำด้วยซ้ำไป เพราะที่มาที่ไปของเหตุการณ์ทั้งหมดนั้นมันไม่ได้มีอะไรเชื่อมโยงในเชิง Racist เหยียดคนดำซักเท่าไหร่ แต่ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่ากระแสเรื่องสีผิวกำลังมา การหยิบประเด็นนี้มาใส่ไปด้วยจึงเพิ่มความสนใจให้คนส่วนใหญ่ได้มากจริงๆ

ดูหนังออนไลน์

หนัง Baby Driver ปล้นเต็มสปีด มันส์สุดเร้าใจโดนใจนักซิ่ง

การกลับมาแบบนักดูหนังต้อนรับกันเต็มเหนี่ยว

การกลับมาแบบนักดูหนังต้อนรับกันเต็มเหนี่ยว

การกลับมาแบบนักดูหนังต้อนรับกันเต็มเหนี่ยว ของผู้กำกับขวัญใจวัยรุ่นสายเกรียนอย่าง เอ็ดการ์ ไรต์ ที่หลังสุดมีเครดิต (แบบมีดราม่า) จากการเขียนบทเรื่อง Ant-Man (2015) ส่วนด้าน

ผลงานเต็มตัวทั้งกำกับทั้งเขียนบทที่สร้างชื่อให้เขามาตลอดนั้น อย่างเรื่องล่าสุด The World’s End (2013) ก็มาแบบค่อนข้างกระแสแผ่วมาก ๆ ต่างจากผลงานก่อนหน้าอย่าง

พวก Shaun of the Dead (2004), Scott Pilgrim vs. the World  (2010) และผลงานที่ดีที่สุดของเขา (ในความเห็นส่วนตัว) อย่าง Hot Fuzz (2007) ไปมากทีเดียว ทำให้ Baby Driver นับเป็นการกลับมาคืนฟอร์มที่แจ่มว้าวสมการรอคอยของสาวกพันธุ์แท้เฮียไรต์ทีเดียว

เอ็ดการ์ ไรต์ ผู้กำกับ กับ แอนเซล เอลกอร์ต นักแสดงนำ
หนังเล่าเรื่องของ เบบี้ (แอนเซล เอลกอร์ต) หนุ่มผู้มีแผลใจในวัยเด็กจากการสูญเสียพ่อและแม่

ในอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่มีเขาอยู่ด้วย ซึ่งนอกจากการที่เขาต้องย้ายมาอยู่ในการอุปการะของ โจเซฟ (ซีเจ โจนส์) ชายผิวสีผู้เป็นใบ้แทนแล้ว เขายังต้องอยู่กับเสียงวิ้ง ๆ ในหูตลอดเวลาไป

ตลอดชีวิต ทำให้เขามักใส่หูฟังเพลงจากไอพอดเพื่อกลบเสียงนั้นอยู่เสมอ เพราะชีวิตที่ไม่ได้สวยหรูเขาติดหนี้ก้อนใหญ่กับ ด็อก (เควิน สเปซี่) ชายประวัติลึกลับผู้อยู่เบื้องหลังตำรวจชั่วและการวางแผนจ้างอาชญากรก่อเหตุปล้นใหญ่แทบทุกครั้งในเมืองแอตแลนต้า

ด็อกมองเห็นความสามารถของเบบี้ที่ขับรถความเร็วสูงหนีการไล่ล่าได้ทุกครั้งจนต้องใช้งานอยู่เสมอในการช่วยขับให้ทีมปล้นหลบหนีตำรวจ ตัวเบบี้แม้จะไม่อยากทำงานสกปรกนี้แต่หนี้ก้อน

ใหญ่ที่เขาติดกับด็อกก็บังคับให้เขาต้องอยู่ในวังวนนี้ตลอด แม้ว่าวันหนึ่งการเข้ามาของ เดโบร่า (ลิลี่ เจมส์) หญิงสาวสุดสวยที่เคมีเข้ากับเขาแทบจะทันทีที่พบกัน จะทำให้เขาอยากหนีจาก

ชีวิตอาชญากรรมเต็มที แต่งานนี้ด็อกและเหล่าสุดแสบที่ถูกรวมตัวมาร่วมทีมปล้นครั้งใหญ่อย่าง ไอ้โรคจิตแบทส์ (เจมี่ ฟ็อกซ์) และคู่รักสุดโหดอย่าง บัดดี้ (จอน แฮมม์) กับดาร์ลิง (ไอซ่า กอนซาเลส) คงไม่ยอมปล่อยกุญแจสำคัญในแผนอย่างเบบี้ไปโดยง่ายแน่ ๆ

หนังเรื่องนี้ใช้เวลาฟูมฟักนานนนนมากกกก จนเหลือเชื่อเลยครับ ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นโปรเจ็กต์ที่ผู้กำกับปลุกปั้นหลังจากหมดภารกิจจาก Ant-Man เสียอีก เอาเข้าจริงไรต์น่าจะเริ่มเขียนบท

ตั้งแต่จบหนังเรื่องแรกของเขาตั้งแต่ปี 1995 นู้นนนน แต่กว่าบทจะลงตัวสมบูรณ์ก็มายันปี 2011 เลยทีเดียว และกว่าจะได้ถ่ายทำจริงจังก็ปีนี้นี่เองครับ โดยจากแรก ๆ ที่ไรต์เตรียมเพลงประกอบ

ในการทำหนังแอ็คชันมิวสิคัลโพสต์โมเดิร์น (ศัพท์นี้ผู้กำกับแกนิยามเองนะ) ไว้ 10 เพลงก็ไหลมาจนถึง 30 เพลงจนได้

อาจเพราะหมักข้นได้ที่ขนาดนี้หนังเลยออกมาแซ่บไม่ธรรมดาเอามาก ๆ ครับ เพราะเป็นการผสมหนังหลายแนวหลากอารมณ์ให้มานัวอยู่ในเรื่องนี้ได้อย่างสนุกทุกแนว ไม่ว่าจะเป็นหนัง

อาชญากรรมที่มีการวางแผนชิงไหวพริบของคนในทีมที่ไม่ได้สามัคคีอะไรกันนัก ตัวละครอย่าง ด็อก ก็ดูลึกลับจนยากหยั่งถึง ด้านความเป็นหนังธริลเลอร์ก็มีตัวร้ายอย่าง แบทส์ และคู่รักบัดดี้

กับดาร์ลิง ที่กดดันคนดูจนแบนราบไปกับที่นั่ง ยิ่งตอนหลัง ๆ นี่มันจะตื้อจะโหดกว่าพวกหนังสยองขวัญฆ่าไม่ตายบางเรื่องเสียอีก โคตรลุ้นจริง ๆ เพราะพระเอกนอกจากฝีมือขับรถเทพแล้ว

พี่แกก็มนุษย์ธรรมดาท่ามกลางเหล่าสัตว์ประหลาดดี ๆ นี่เอง บทสนทนาเรื่องนี้ก็มีชั้นเชิงมากครับ หลายฉากนี่ฟาดฟันด้วยฉากพูดได้ลุ้นกว่าแอ็คชันเสียอีก บางช่วงนี่นึกว่าเควนตินมาเขียน

ให้เลยด้วยซ้ำ ส่วนพาร์ทความเป็นหนังแอ็คชันที่นอกจากการไล่ล่าด้วยรถแบบลุ้นตีนจิกแล้ว ก็ยังมีการใช้รถสู้ฟาดฟันกันแบบเหนือชั้นทีเดียว ด้วยพลังของการถ่ายขับจริงที่ไม่พึ่งพาซีจี กับ

พลังการตัดต่อที่หนังของไรต์ทำได้เหนือชั้นทุกเรื่อง นี่จึงเป็นหนังขับรถที่มีฉากไล่ล่าดีที่สุดตลอดกาลเรื่องหนึ่งเลยล่ะครับ

นอกจากนั้นทางฝั่งอารมณ์เบา ๆ สบาย ๆ ในหนัง อย่างความเป็นหนังรักก็ทำได้เชื่อแบบปลื้มปริ่ม อายม้วนต้วนกับฉากจีบและบทสนทนาเขิน ๆ ยิ่งพอความรักมีอุปสรรคเรายิ่งอินไปกับตัว

ละคร ต้องบอกว่านักแสดงอย่างแอนเซล กับลิลี่ นั้นสวยหล่อจนเคลิ้มแถมเคมีเข้ากันดีมากอีกต่างหาก จะฝั่งตลกก็มีให้พอยิ้ม ๆ ถึงจะไม่ฮาโปก แต่ก็พอดีกับตัวหนัง ซึ่งหนังก็ไม่ได้เน้นมา

ทางตลกคาเฟ่หนักอยู่แล้ว แต่จะเน้นบรรยากาศที่กวน ๆ ยิ่งถ้าใครชอบดูพวกหนังแอ็คชันหนังรถซิ่ง หรือคอหนังทุกแนว เชื่อเลยว่าจะต้องรู้สึกโคตรฟินกับการกวนโอ๊ยหนังชาวบ้านเขาไปทั่ว

แบบเนียน ๆ ของไรต์ แม้แต่หนัง Monster Inc. แอนิเมชั่นดิสนีย์ที่ไม่เคยถูกอนุญาตให้มาร่วมวงศ์ไพบูลย์กับหนังเรต R เลยในประวัติศาสตร์ ก็ยังถูกเอามาใช้ได้ตลกดี

และส่วนที่ฟ้าวสาดมาก ๆ ของหนังเรื่องนี้คือ ความเป็นมิวสิคัลโพสต์โมเดิร์น อย่างที่เกริ่นไว้ตอนแรกนั่นล่ะครับ ใครดูฉากลองเทคที่เบบี้เดินไปซื้อกาแฟ คงเอาไปเทียบกับหนังมิวสิคัลแท้

ๆ อย่างพวก La La Land แน่ ๆ (ซึ่งจริง ๆ เอ็มมา สโตน ก็เคยถูกทาบทามให้เล่นหนังเรื่องนี้ก่อนจะเซย์บายไปรับบทนำใน La La Land ล่ะนะ) แต่ความเหนือชั้นของไรต์ที่เพิ่มความเป็น

โพสต์โมเดิร์นไปทำให้หนังแตกต่างไปเลยครับ เพราะเพลงในหนังและการเต้นรำไปตามท้องถนน มาจากบุคลิกกวน ๆ ของเบบี้ ที่ชอบฮัมเพลงและเต้นไปตามเสียงเพลงอย่างไม่คำนึงลุค

เคร่งขรึมที่เห็นในตัวอย่างแม้แต่น้อย 555 คือจริง ๆ มันเกรียนเลยล่ะ แค่เก็กขรึมไปงั้นเอง ดังนั้นเพลงในหนังจึงเป็นเพลงที่ตัวละครเปิดฟังอยู่ในขณะนั้นจริง ๆ ไม่ใช่ซาวด์ประกอบ ขณะเดียวกัน

ฉากที่ไม่มีการเปิดเพลง เราจะได้ยินเสียงวิ้ง ๆ เจืออยู่ในบรรยากาศ เป็นเสียงแบบที่เบบี้ได้ยินในหูเขาตลอดเวลาถ้าไม่ได้ฟังเพลงด้วยครับ

อันนี้เป็นฉากเปิดเรื่องซึ่งทางค่ายปล่อยมาให้ชมไปเลยว่าหนังมันจะมีลีลาแบบไหน เชื่อว่าดูแล้วคงเข้าใจสิ่งที่ผมพูดไปก่อนหน้าแน่ ๆ ว่าพระเอกมันเกรียน โดยในฉากนี้ได้ใช้

เพลง Bellbottoms ของวง Jon Spencer Blues Explosion มาประกอบ ซึ่งจริง ๆ ฉากเปิดนี้ผู้กำกับเคยทดลองทำเอ็มวีให้วง Mint Royale ในเพลง Blue Song มาก่อนนานแล้ว ตั้งแต่

โปรเจ็กต์หนังยังลุ่ม ๆ ดอน ๆคงอัดอั้นอยากปล่อยของเต็มทนครับ 555 ตัวเอ็มวีเพลงนั้นลองไปเสิร์ชดูในยูทูบ ดูเปรียบเทียบกันได้ครับ

จากฉากเปิดนี้นอกจากเราได้เห็นบุคลิกต่าง ๆ ของเบบี้แล้ว เรายังได้เห็นจังหวะการใช้เสียงเพลงกับการแสดงและการตัดต่อที่เจ๋ง ๆ รวมถึงภาพรวมของมู้ดในหนังทั้งความขบขัน อาชญากรรม และการไล่ล่าด้วยรถที่มันสะแด่วมาก ๆ ครับ

ซึ่งเพลงส่วนใหญ่ในหนังก็เป็นเพลงยุค 1970s ที่ก่อกำเนิดวัฒนธรรมดนตรีใหม่ ๆ ไปทั่วโลก นั่นก็คือร็อกนั่นเอง มันเลยมีเพลงจากวงเจ๋ง ๆ จากฝั่งอังกฤษมาเป็นพะเรอเกวียน

ตั้งแต่ Queen, T. Rex, Beck, Blur, Jon Spencer Blues Explosion, The Damned เป็นอาทิ คือใครสายนี้คงอินมาก แต่แค่จังหวะหนังกับตัวเพลงนี่ก็ตัดต่อมาได้มันมาก

ๆ แล้วครับขนาดว่าไม่รู้จักเพลงเหล่านั้นเลย ซึ่งตรงนี้เป็นข้อเสียของหนังเหมือนกันเพราะหลาย ๆ มุกที่ผู้กำกับอยากกวนโอ๊ยนี่มาจากความพอดี๊พอดีของเนื้อเพลงกับบทสนทนาหรือ

สถานการณ์ในหนังด้วย แต่ในฉบับฉายไทยนี่น่าจะไม่ได้รับสิทธิ์แปลซับไทยเนื้อเพลงมาด้วย ทำให้ต้องคอยนั่งฟังเนื้อเพลงภาษาอังกฤษเอาเองครับ ก็เสียอรรถรสไปพอสมควร

หนังยังมีของให้คนตาไวมองหาซุกซ่อนอยู่ในตัวหนังเยอะมาก เอาว่าแค่ดูหาพวกนี้ก็เพลินแล้วครับ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อเพลงที่ซ่อนในพวกกราฟิตี้ในฉาก เนื้อเพลงที่มาลงเป๊ะกับฉากในหนังที่

ต้อง คอหนัง จริงๆ ถึง จะ เก็ตน ก แบบอย่าง ฉาก หนึ่ง ที่ พวก ขโมย ใช้ หน้ากาก ออ สติน พาว

เวอร์ ปกปิด บริเวณใบหน้า แล้ว เพลง Neat Neat Neat ของวง The Damned ก็ถูก เปิด

ท่อน ที่ว่า Be a man,

can a mystery man พอดิบพอดี ที่ตรงนี้คนใด จำ ช็อจริง ของ หนัง ออ สติ น พาวเวอร์ ภาค

แรกไต้อาจ ฮา ครับผม เนื่องจาก มันมีชื่อ ว่า Austin Powers: International Man of

Mystery (1997) นั่นเอง หรือ พวก ศกล่าว ผู้แสดง ที่ ถูก เอามา ใช้ ในอนาคต หรือ แอบ ใบ้

เบื้องหลังๆไว้แบบ เนียน ๆ เป็น จะต้อง กราบ ดวงใจ ข้างศิลป วิสัยทัศน์ ผู้กำกับรวมทั้ง การ

เขียน บท ที่ วาง ไว้ ละเอ๊ยด เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน กันได้ เพอร์เฟ็ค ขนาดนี้ ขอรับ

ดูหนังออนไลน์

หนัง127 Hours : ติดอยู่ในร่องภูเขา ไปไหนไม่ได้ หรือจะต้องตายที่นี่

127 ชั่วโมงระทึก

127 ชั่วโมงระทึก

127 ชั่วโมงระทึก คืน วันศุกร์ ช่วงกลางเดือน เม.ย. ปี 2003 แอรอน รัลสตัน ชายหนุ่ม คนอเมริกัน วัย 26 ปี

ผู้ชื่นชอบ การผจญภัย ที่โล่งแจ้ง ควบรถ โฟร์วีลคู่ใจ เริ่มเดินทาง เพื่อ ไป ปีนเขา ใน อุทยาน

แห่งชาติ บลู จอห์น แคน ยอน ซอกเขา ฮันเวิ้งว้าง กว้าง สุดลูกหูลูกตา ใน ตอน วันสุดสัปดาห์

ความสุข ของ นักผจญภัย อย่าง เขา หนี ไม่ พ้น การ ขี่ จักรยาน ลัด ไป ตามทาง ตะปูมตะป่า กลาง

ทะเลทราย ใต้ผืนฟ้ากว้าง ผ่องใส่ แสงตะวัน เผด เผา ป่ายปีน กระโดด ไปๆมาๆ ตาม ร่องเขา

ซอก หิน แคบๆ ใต้เขาหิน ชั้น ดูดซับ เอา บรรยากาศ สมบุกสมบัน ไว้ อย่างสมบูรณ์

แต่ว่า แล้ว จู่ๆ ชะตากรรม ก็ ซัด ใส่ โดย ไม่ทัน ตั้งตัว เมื่อ เขา เสียทำ หลุดล่วงตรง รอยแยก ของ

ช่องเขา ลีก ลงไป หลาย สิบ เมตร แขนต้านขวา ติดอยู่ ใต้ หิน ขนาด ยักษ์ หนักอึ้ง ขยับ ไม่ได้

ทั้งยัง ผลัก ต้น ตื่ ชนยังไง ก็ ไม่เป็นผล สติ เริ่ม กระเจอะกระเจิง เขา เหลียวมองรอบข้าง

พบว่ามีเครื่องใช้ไม้สอย จำเป็นต้อง ประจำตัว มี อยู่ อย่างจากัด ก็เลย คิด หา สารพัดวิถีทางมา

ปรับแก้ สถานการณ์ ฉุกเฉิน

วินาทีแห่งความเป็นความตายเริ่มต้นขึ้น ณ บัดนั้น

127 Hours สร้างขึ้นจากเรื่องจริง ของ นักปืนเขานาม แอรอน รัลสตัน (เจมส์ ฟรั่งโก) กับ

การเสียงภัย สุต ระทีก ใน ตอน ช่วงเวลา กว่า 5 วัน เมื่อ เสียท่า ติดอยู่ สั่งเดียว ถาง ใน ร่อง

ช่องเขา แขน ถูก หิน ยักษ์ ทับ ขยับ ไม่ได้ เขาต้อง คิด หา แนวทาง เอาชีวิตรอต ภายใต้

เหตุการณ์ ฉุกเฉิน ผลงาน การดูแลของ แดนนี่ ขอยล์ เจ้าของรางวัลออสการ์ (Slumdog

Millionaire)

หนัง เรื่องนี้ พาไป สัมผัสการผจญภัย ใน โลก กลางแจ้ง เบื้องบน ผืนฟ้า สี คราม ก้อนเมฆ ขาว

ลอยเด่น สายลม แสงตะวัน พัดพา โบก โบย เบื้องล่างมี ช่องเขา กว้างขวางยืน สูงเด่น สุด

สายตา ทาง ตะปุ่มตะป่า บน แผ่นดิน แล้ง ร่องเขา แคบ ๆ ใต้ โตรก หน้าผา วนเวียน ตั้นด้น ไป

ไม่รู้ จบ จากแอรอน ขี่จักรยาน ไป กลาง ทะเลทราย เวิ้งว้าง หรือ ยืน เท้า เอว อย่าง ผู้ชนะ บน

ยอด หน้าผา สูง หรือ ฉาก หย่อนยาน ตัว จาก ซอกเขา แคบ ๆ ลงสู่ แอ่งน้ำ เย็น ใต้ ซอกเขา ล้วน

บรรยาย ภาพ ให้มองเห็น ความมหัศจรรย์ ของ ธรรมชาติ ได้ แจ่มชัด

หรือฉากที่ตัวละครติดอยู่ใน 127 ชั่วโมงระทึก ผู้ชมจะได้ลุ้นไปกับการคิดหาหนทางในการเอาชีวิตรอด สติสัมปชัญญะและไหวพริบ การคิดวางแผนใช้อุปกรณ์ น้ำดื่ม และอาหารที่มีอยู่เพียงน้อยนิดให้คุ้มค่าที่สุด บรรยากาศอันบีบคั้นหัวใจให้ลุ้นตามอย่างเสียงหอบหายใจ เสียงมีดขูดหินดังสลับกัน ภายใต้ความมืดมิดเหน็บหนาว และร่างกายที่อ่อนล้าลงทุกที รวมถึงความรู้สึกนึกคิด ความทรงจำ ความฝัน จินตนาการที่พรั่งพรูไหลออกมาเป็นภาพในหัวของนักปีนเขาหนุ่มคนนี้

เจมส์ ฟรังโก ตีบทกระเจิงจนสามารถเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (แม้จะชวด แต่ก็ยังคว้านักแสดงชายยอดเยี่ยม รางวัล Independent Spirit Awards จากแวดวงหนังอินดี้มาปลอบใจได้) ด้วยการแบกรับหนังทั้งเรื่อง หนังยังโดดเด่นด้วยการกำกับภาพขั้นเทพ เทคนิคแพรวพราวของตากล้องคนสำคัญทั้ง 2 คนอย่าง แอนโทนี ดอด แมนเทิล, B.S.C., D.F.F. (Slumdog Millionaire) และเอนริเก เชดิเอก (28 Days Later) ตัดสลับไปมาจากกล้องถ่ายหนังและกล้องวิดีโอ (แทนภาพวิดีโอส่วนตัวที่แอรอนถ่ายตัวเอง)

สไตล์การกำกับของ แดนนี บอยล์ ผู้กำกับรางวัลออสการ์ชาวอังกฤษผู้นี้ ยังคงไว้ซึ่งลายเซ็นเฉพาะตัว นับตั้งแต่หนังแนวๆ อย่าง Trainspotting ผลงานระดับ 8 รางวัลออสการ์ Slumdog Millionaire มาจนถึง 127 Hours เรื่องล่าสุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพ ลำดับภาพ ตัดต่อ บทภาพยนตร์ รวมถึงดนตรีประกอบที่โดดเด่นยากจะหาใครมาเทียบ

ที่สุดของที่สุดของหนังเรื่องนี้ก็คือ ตัวละครในชีวิตจริงที่ยังมีลมหายใจ แอรอน รัลสตัน ชายผู้ทำให้โลกตะลึงด้วยเรื่องราวอันยิ่งใหญ่เกี่ยวกับความกล้าหาญของมนุษย์ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรค

ดูหนังออนไลน์

Fifty Shades of Grey เป็นภาพยนตร์แนวรักดราม่าอีโรติกสุดแซ่บ

Fifty Shades of Grey

Fifty Shades of Grey

Fifty Shades of Grey : ฟิฟ ตี้เชตส์ ออฟ เก รย์ สร้างขึ้นจาก นิยาย แนว อีโรติก โรมานซ์ ขาย

ดิบขายดี ของ อี แอล เจมส์ ว่าด้วย ความสัมพันธ์ ระหว่าง “แอนาตา เซย สตีล” นักศึกษา

สาวปี ท้ายที่สุด เอก รรรณคดี อังกฤษ แล้วก็มหาเศรษฐี นักธุรกิจ ผู้ ประสบผลสำเร็จ วัย 27

ปี “คริสเตียน เกรย์” ความเกี้ยวเอง ที่ เริ่ม จาก การ สัมภาษณ์เพียงแค่ 10 นาที กลาย เปิ่น

ความ ชมรม ที่จะ เปิดเผย ทุก ความมุ่งมาดปรารถนา ที่หลบซ่อน ข้างใน ตัว ให้ลุกโหม ออกมา

และก็เปลี่ยน ทุก โมเลกุล ภายในร่างกาย ให้ ร้อนระอุ ขึ้น ด้วย รสนิยม แบบ “เฉพาะตัว” อย่าง ที

ไม่คาดฝัน!

เพราะความสัมพันธ์เป็นเรื่องของคน 2 คน

ความสัมพันธ์ ระหว่าง “แอนาตา เซีย” แล้วก็ “คริสเตียน” ที่ สลับซับซ้อน และก็เต็มไปด้วย

เงื่อนไข จริง จัง ที่ แต่ล:ฝ่ายต่าง จำต้อง กุม ปังเหียน เพื่อ ใส่ รับ กับ ความปรารถนา แล้วก็ สั่งที

ต้องการ ของตัวเอง ซึ่งเชื่อมั่นได้เลย ว่า ทุก ความเชื้อมโยง บน โลกนี้ จะต้อง เคย เผชิญ

ปัญหา ที่ ไม่อาจจะ หาศาตอบ ได้เว้นเสียแต่ พวกเขา จะ ช่วยเหลือกัน “ต่อรอง” แล้วก็ “ตกลง

” เห็นด้วย ใน ข้อตกลง ของ กันแลกัน … นั่น เป็น สิ่ง ที่ พวกเขา เลือก ที่ ใน ฐานะ “กฎ ของ

ความข้องเกียว”

หนังพาเราตามไปดู “การพัฒนา” เงื่อนไขของความสัมพันธ์ระหว่าง 2 คน ที่คนหนึ่งเป็นพวกชอบควบคุม เป็น “นาย” กับอีกคนที่ยอมโอนอ่อน เป็น “บ่าว” ความอยากเป็นอิสระแต่อีกใจหนึ่งก็กลับอยากถูกครอบครองของทั้งสองคน ทำให้ทั้งคู่ต่างโหยหาซึ่งกันและกัน แม้จะเจ็บปวดและชวนอยากถอนตัวเท่าไร แต่ใจก็ยังอยากลอง อยากลิ้มชิมรสความแปลกใหม่เสมอ … ตลอดเส้นทางของเงื่อนไขที่ค่อยๆเปลี่ยนแปลงไป หนังทำได้เพลิดเพลินมาก! สร้างเซอร์ไพรซ์คนดูในทุกการกระทำของทั้ง “แอนาสตาเซีย” และ “คริสเตียน”

– เหมือนกับกำลังชมภาพวาดของความสัมพันธ์
ที่ค่อยๆปลดแอกทุกบุคลิก ทุกตัวตนของตนเองออกมาในครั้งเดียว! –

นอกจากเรื่องความสัมพันธ์แล้ว หนังยังใช้ “บทสนทนา” ที่ฉลาดและโรแมนติก ไม่หวานแต่เร้าใจ เต็มไปด้วยความเท่ห์ชวนจิกหมอน ฟินไปกับหน้าเกลี้ยงเกลาของ “เจมี่ ดอร์แนน”  รวมไปถึงการกำกับของ แซม เทย์เลอร์ จอห์นสัน ก็ทำได้ชวนติดตาม มีการวางประเด็นเพื่อปูอดีต และซึมซับลักษณะความคิดของทั้ง 2 คน พร้อมทั้งยังนำเสนอ “ทุกจินตนาการของผู้หญิง” ออกมาให้โลดแล่นบนจอได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในฉากทั่วไปที่ออกเดทแบบปกติ หรือจะเป็นฉากชวนสยิวก็ทำได้ทั้งอ่อนโยน สวยงาม และดูมีศิลปะ น่าติดตามมากกว่าจะชวนขยาดและผละออกจากหนัง ดูแล้วเหมือนกับกำลังชมภาพวาดของความสัมพันธ์ที่ค่อยๆปลดแอกทุกบุคลิก ทุกตัวตนของตนเองออกมาในครั้งเดียว!

เปิดประสบการณ์ใหม่กับเงื่อนไขอันร้อนแรง
ด้วยภาพสุดเนี้ยบ เพลงประกอบสุดพลัง และการแสดงสุดฮอต!

ไม่พูดถึงก็คงจะไม่ได้ เพราะฉากเซ็กซ์ซีนถือเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ในการแสดงออกถึง “การปลดแอก” ของตัวละครกลับสู่ “สัญชาตญาณหลัก” ของมนุษย์ที่เย้ายวนเกินควบคุม ซึ่งทั้ง 20 นาทีที่ฉากนี้ปรากฏในเรื่อง เต็มไปด้วยความเข้ากันในเชิงอารมณ์ระหว่างการแสดงของ “เจมี่ ดอร์แนน” และ “ดาโกต้า จอห์นสัน” ทั้งยังโดดเด่นด้วยเสียงเพลงประกอบภาพยนตร์อันยอดเยี่ยมที่มาถูกเวลา ถูกที่ ด้วยจังหวะช้า ลูบไล้ที่เย้ายวน ทรงเสน่ห์ รอเวลาลุกโชนด้วยเสียงอันทรงพลัง พร้อมด้วยเครื่องดนตรีที่หนักแน่นอย่างเพลง Haunted หรือ Crazy In Love ของ Beyonce ที่นำมารีมิกซ์ใหม่ I Put A Spell On You ของ Annie Lennox หรือจะโหยดูเคว้งคว้างกลางอากาศแล้วตกลงมาในวิเดียวอย่าง Salted Wound ของ Sia ก็เปิดประสบการณ์ใหม่ทางรสนิยมของมิสเตอร์เกรย์ได้ถึงขีดสุด!

อีกหนึ่งอย่างที่ทำให้ “เซ็กส์ซีน” สวยงาม ไม่น่าสะอิดสะเอียนคือ “การออกแบบงานสร้าง” ที่ทำออกมาเนี้ยบ เป๊ะ สมกับคาแรกเตอร์ของมิสเตอร์เกรย์ ทั้งการจัดวางแสงและอุปกรณ์ การใช้สีในห้องเล่นชวนสยิว (Playroom) ที่ขัดกันอย่างชัดเจนกับเพนท์เฮาส์ของเกรย์ที่ใช้ความเข้มทึมสะท้อนความอ้างว้าง บาดแผลในใจของเขาได้อย่างดี

ทางด้านการแสดงของคู่พระนาง การ “เปลือยเปล่า” ทั้งทางจิตใจและร่างกายสำหรับหนังเรื่องนี้ โดยเฉพาะฉากนี้ถือเป็นงานหนักของฝ่ายหญิงอย่าง “ดาโกต้า จอห์นสัน” แต่เธอก็สามารถแสดงความรู้สึกทั้งกลัว สับสน หรือมีความสุขได้อย่างชัดเจน! ดาโกต้าดูเป็นธรรมชาติมากและสื่ออารมณ์ส่งตรงถึงคนดูได้ดีเยี่ยม เรารู้สึกสนุกและอยากติดตามการพัฒนาบุคลิก และไม้เด็ดที่เธอเอามางัดกับคริสเตียนตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งเราตามเธอได้อย่างไม่มีเบื่อ!

สำหรับ “เจมี่ ดอร์แนน” แน่นอนว่าด้วยหุ่นและหน้าตาอันหล่อเหลา ช่างทรงเสน่ห์เป็นที่ถูกใจสาวมาก ซึ่งส่งให้เขาสร้าง “มิสเตอร์เกรย์” ในแบบของเขาที่เป็นคนนิ่งๆ แต่แสดงออกทางอารมณ์ด้วยสายตามากกว่าทางร่างกาย การแสดงอาจจะยังไม่โดดเด่นดูเป็นธรรมชาติเท่ากับดาโกต้า ทว่าฉากสำคัญที่ต้องสื่ออารมณ์ พอภาพตัดมา Close Up ที่เจมี่ ทุกความเจ็บปวดที่เคยประสบสะท้อนผ่านสายตาของเขาที่มีสีเข้ม ลึกลับและเต็มไปด้วยปริศนา ซึ่งชวนให้ “แอนาสตาเซีย” อยากค้นหา และล้วงลึกไปในอดีตอันมืดดำของเขา

Fifty Shades of Grey: มุมมืดหลายระดับของ “คริสเตียน เกรย์” ที่จะปลดปล่อยพันธนาการที่ครอบงำให้จิตใจเป็นอิสระ แหกกฏความสัมพันธ์เดิมๆ พาคุณเข้าสู่อีกโลกนึงที่เป็นได้ทั้งความสนุก ความเร้าใจ ความแปลกใหม่ของชีวิต แต่อีกด้านหนึ่งมันคือความเศร้า ความว่างเปล่า บาดแผลอันโหดร้ายที่ขึ้นสนิมติดค้างในใจของเขามาตั้งแต่เยาวว์วัย คลุกเคล้าด้วยเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ดีเยี่ยมตั้งแต่เปิดเรื่องจนกระทั่งฉากจบ สะท้อนอารมณ์ของ 2 ตัวละครได้เยี่ยมยอด พร้อมด้วยการแสดงที่เข้ากันรอวันพัฒนาให้กลมกล่อมมากขึ้นไปอีก

ดูหนังออนไลน์