สภาผู้แทนฯสหรัฐ ไฟเขียวร่างกม.เปิดทางถอดบริษัทจดทะเบียนจีนออกตลาดหุ้น

สภาผู้แทนฯสหรัฐ ไฟเขียวร่างกม.เปิดทางถอดบริษัทจดทะเบียนจีนออกจากตลาดหุ้น

สภาผู้แทนฯสหรัฐ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ผ่านร่างกฎหมาย “Holding Foreign Companies Accountable Act” ซึ่งอาจทำให้บริษัทสัญชาติจีนที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐถูกถอดออกจากตลาด นอกจากนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวยังอาจจะทำให้บริษัทจีนจำนวนมากไม่สามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐ หรือระดมเงินทุนจากนักลงทุนชาวอเมริกันได้ในอนาคต

การผ่านร่างกฎหมายในขั้นตอนของสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ มีขึ้นหลังจากที่วุฒิสภาได้อนุมัติร่างกฎหมายดังกล่าวเมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา โดยร่างกฎหมายฉบับนี้จะถูกส่งให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป

ร่างกฎหมาย “Holding Foreign Companies Accountable Act” ซึ่งเสนอโดยวุฒิสมาชิกจอห์น เคนเนดี้ แห่งรัฐหลุยส์เซียนาสังกัดพรรครีพับลิกัน กำหนดว่า บริษัทสัญชาติจีนที่เข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐนั้น จะต้องไม่ถูกควบคุมหรือเป็นเจ้าของโดยรัฐบาลต่างชาติ นอกจากนี้ บริษัทสัญชาติจีนจะต้องยื่นรายงานด้านการเงินเพื่อให้คณะกรรมการกำกับดูแลด้านการบัญชีของบริษัทจดทะเบียน ทำการตรวจสอบบัญชี โดยคณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่ตรวจสอบบัญชีของบริษัทสหรัฐทุกแห่งที่ต้องการเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์

คณะกรรมาธิการฝ่ายกิจการทบทวนเศรษฐกิจและหลักทรัพย์สหรัฐ-จีนเปิดเผยว่า มีบริษัทสัญชาติจีนจำนวน 165 แห่งที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐ ซึ่งรวมถึง อาลีบาบา กรุ๊ป โฮลดิ้ง, ไป่ตู้ อิงค์ และ JD.com ซึ่งบริษัทเหล่านี้มีความเสี่ยงที่จะถูกถอดออกจากการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐ หากมีการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว

วุฒิสมาชิกเคเนดี้ซึ่งเป็นผู้เสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ได้กล่าวภายหลังจากสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐผ่านร่างกฎหมายว่า “ในวันนี้สภาผู้แทนราษฎรมีความเห็นที่สอดคล้องกับวุฒิสภา ในการปฏิเสธสิ่งที่จะเป็นภัยต่อบริษัทสัญชาติอเมริกัน ผมดีใจมากที่ขณะนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวกำลังจะถูกส่งให้ท่านประธานาธิบดีลงนาม” ufa

ดัชนีดอลลาร์ ร่วงต่ำสุดรอบ 2 ปีครึ่ง ขณะคาดเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว

ดัชนีดอลลาร์ ร่วงต่ำสุดรอบ 2 ปีครึ่ง ขณะคาดเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว

ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน แตะระดับต่ำสุดในรอบ 2 ปีครึ่ง ในวันนี้ ขณะที่นักลงทุนหันไปซื้อสกุลเงินที่เป็นสินทรัพย์เสี่ยง ท่ามกลางการคาดการณ์เกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และการที่สหรัฐจะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ณ เวลา 23.42 น.ตามเวลาไทย ดอลลาร์ปรับตัวขึ้น 0.12% สู่ระดับ 104.39 เยน ขณะที่ยูโรดีดตัวขึ้น 1.01% สู่ระดับ 125.62 เยน และพุ่งขึ้น 0.91% สู่ระดับ 1.204 ดอลลาร์ ส่วนดัชนีดอลลาร์ ลบ 0.53% สู่ระดับ 91.38

องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ประกาศปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปีนี้ โดยได้รับปัจจัยบวกจากความคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 รวมทั้งการที่รัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลกพากันออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อลดผลกระทบจากวิกฤตการณ์โควิด-19

ทั้งนี้ OECD คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะหดตัว 4.2% ในปีนี้ ซึ่งดีกว่าที่คาดการณ์ในเดือนก.ย.ว่าจะหดตัวลง 4.5%

นอกจากนี้ OECD คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะมีการขยายตัวสู่ระดับก่อนเกิดโควิด-19 ภายในช่วงปลายปี 2564 โดยจะขยายตัวเฉลี่ย 4% ในช่วง 2 ปีข้างหน้า ขณะที่ขยายตัว 4.2% ในปี 2564 และ 3.7% ในปี 2565

ทางด้านนายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ และนางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ มีกำหนดแถลงข่าวในวันนี้เกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ วงเงิน 9.08 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งจะเยียวยาประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จนถึงวันที่ 31 มี.ค.2564

นักลงทุนจับตานายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และนายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ซึ่งจะเข้าทำการชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาในวันนี้เกี่ยวกับการดำเนินการของเฟดและรัฐบาลสหรัฐในการเยียวยาผลกระทบจากวิกฤตการณ์โควิด-19

เว็บไซต์ของเฟดได้เผยแพร่ร่างแถลงการณ์ของนายพาวเวลซึ่งเตรียมไว้สำหรับการชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาในวันนี้ โดยระบุว่า จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นทั้งในสหรัฐและทั่วโลก จะเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงหลายเดือนข้างหน้า

นายพาวเวลยังกล่าวด้วยว่า “แม้มีข่าวเชิงบวกเกี่ยวกับวัคซีนต้านโควิด-19 ในระยะกลางนี้ แต่ก็ยังมีความท้าทายและความไม่แน่นอนอย่างมีนัยสำคัญในขณะนี้ ซึ่งรวมถึงระยะเวลา การผลิต และการจำหน่ายจ่ายแจก นอกจากนี้ ประสิทธิภาพของวัคซีนของแต่ละบริษัทก็ยังแตกต่างกันด้วย”

นอกจากนี้ นายพาวเวลยังกล่าวถึงความสำคัญของโครงการเงินกู้เพื่อเยียวยาผลกระทบของโควิด-19 ซึ่งโครงการดังกล่าวจะหมดอายุในวันที่ 31 ธ.ค.นี้ ufa

จีนกำหนดอัตราค่ากลางเงินหยวนแข็งค่าขึ้นวันนี้ที่ 6.5611 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ

จีนกำหนดอัตราค่ากลางเงินหยวนแข็งค่าขึ้นวันนี้ที่ 6.5611 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ

China Foreign Exchange Trading System (CFETS) รายงานว่า อัตราค่ากลางสกุลเงินหยวนในวันนี้แข็งค่าขึ้น 0.0310 แตะที่ 6.5611 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ในตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศของจีนนั้น เงินหยวนได้รับอนุญาตให้ปรับตัวขึ้นหรือลงไม่เกิน 2% จากอัตราค่ากลางของการซื้อขายแต่ละวัน

ทั้งนี้ อัตราค่ากลางสกุลเงินหยวนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ อิงกับราคาเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนัก ก่อนที่ตลาดอินเตอร์แบงก์จะเปิดทำการซื้อขายในแต่ละวัน ufa

บอนด์ยีลด์สหรัฐปรับตัวแคบสู่ระดับ 0.847% นักลงทุนจับตาคืบหน้าพัฒนาวัคซีน

บอนด์ยีลด์สหรัฐปรับตัวแคบสู่ระดับ 0.847% นักลงทุนจับตาคืบหน้าพัฒนาวัคซีนโควิด

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวแคบในวันนี้ ขณะที่นักลงทุนจับตาความคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19

ณ เวลา 00.23 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ขยับขึ้นสู่ระดับ 0.847% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ทรงตัวที่ระดับ 1.577%

ราคาพันธบัตร และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามกัน

โมเดอร์นา อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพของสหรัฐ แถลงว่า ทางบริษัทเตรียมยื่นเรื่องต่อสำนักงานอาหารและยาสหรัฐ (FDA) ในวันนี้ เพื่อขออนุมัติการใช้วัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ของทางบริษัทเป็นกรณีฉุกเฉิน หลังจากมีการเปิดเผยข้อมูลใหม่ยืนยันว่าวัคซีนดังกล่าวมีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ 94.1% ในการป้องกันไวรัสโควิด-19

โมเดอร์นานับเป็นบริษัทยาแห่งที่ 2 ที่ยื่นขออนุมัติการใช้วัคซีนโควิด-19 เป็นกรณีฉุกเฉินต่อทาง FDA หลังจากที่ไฟเซอร์ อิงค์ได้ยื่นเรื่องก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 20 พ.ย.

การยื่นขออนุมัติดังกล่าว จะทำให้ชาวอเมริกันได้รับวัคซีนของโมเดอร์นาในเวลาอีกเพียงไม่กี่สัปดาห์

โมเดอร์นาระบุว่า ผลการวิเคราะห์ครั้งใหม่พบว่า จากการทดลองในอาสาสมัครจำนวน 30,000 ราย มีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จำนวนเพียง 196 ราย โดย 185 รายมาจากกลุ่มที่ได้รับวัคซีนหลอก ส่วนอีก 11 รายมาจากกลุ่มที่ได้รับวัคซีนจริง ส่งผลให้การทดลองดังกล่าวบ่งชี้ประสิทธิภาพของวัคซีนสูงถึง 94.1% ซึ่งสูงกว่าผลวิเคราะห์เบื้องต้นที่ทางบริษัทเปิดเผยเมื่อวันที่ 16 พ.ย.ที่ระดับ 94%

กลงทุนจับตานายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และนายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ซึ่งจะเข้าทำการชี้แจงรายไตรมาสต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาในวันพรุ่งนี้เกี่ยวกับการดำเนินการของเฟดและรัฐบาลสหรัฐในการเยียวยาประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

การชี้แจงดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่นายมนูชินได้ตัดสินใจก่อนหน้านี้ที่จะไม่ต่ออายุโครงการเงินกู้ของเฟดสำหรับการเยียวยาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 วงเงิน 4.55 แสนล้านดอลลาร์ ที่จะหมดอายุในวันที่ 31 ธ.ค.

ทั้งนี้ นายมนูชินได้ส่งจดหมายถึงนายพาวเวล โดยระบุว่า เม็ดเงินจำนวน 4.55 แสนล้านดอลลาร์ที่จัดสรรให้กับกระทรวงการคลังภายใต้กฎหมาย CARES Act เมื่อช่วงฤดูใบไม้ผลินั้น เงินส่วนใหญ่ดังกล่าวได้ถูกจัดสรรให้กับเฟดเพื่อใช้ในโครงการปล่อยกู้ให้กับภาคธุรกิจ องค์กรที่ไม่แสวงหากำไร และรัฐบาลท้องถิ่น แต่กระทรวงการคลังได้ตัดสินใจไม่ต่ออายุโครงการเงินกู้ของเฟด เฟดจึงควรคืนเงินที่ไม่ได้ใช้ให้กับสภาคองเกรสเพื่อนำไปใช้ในด้านอื่นๆ ต่อไป ufa

ดาวโจนส์ปิดร่วง 271.73 จุด จากแรงขายทำกำไร,ข้อมูลศก.ซบเซา

ตลาดหุ้นนิวยอร์ก : ดาวโจนส์ปิดร่วง 271.73 จุด จากแรงขายทำกำไร,ข้อมูลศก.ซบเซา

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (30 พ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนเทขายทำกำไรหลังจากราคาหุ้นพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากความอ่อนแอของข้อมูลตลาดที่อยู่อาศัยของสหรัฐ อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาตลอดเดือนพ.ย.พบว่า ดัชนีดาวโจนส์ทำสถิติรายเดือนที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2530

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 29,638.64 จุด ลดลง 271.73 จุด หรือ -0.91% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,621.63 จุด ลดลง 16.72 จุด หรือ -0.46% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 12,198.74 จุด ลดลง 7.11 จุด หรือ -0.06%

ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดอ่อนแรงลงเมื่อคืนนี้ เนื่องจากนักลงทุนเทขายทำกำไรหลังราคาหุ้นทะยานขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากความคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 รวมทั้งความชัดเจนของทิศทางการเมืองในสหรัฐ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เริ่มกระบวนการถ่ายโอนอำนาจให้แก่นายโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่

ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากรายงานของสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) ซึ่งระบุว่า ดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) ลดลง 1.1% ในเดือนต.ค. เมื่อเทียบรายเดือน และสวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดว่าดัชนีจะดีดตัวขึ้น 1.0% โดยดัชนีปรับตัวลงเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน เนื่องจากผลกระทบของราคาบ้านที่พุ่งขึ้น แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองอยู่ในระดับต่ำก็ตาม

ข้อมูลดังกล่าวส่งผลให้หุ้นกลุ่มธุรกิจที่อยู่อาศัยร่วงลง โดยหุ้นพัลท์กรุ๊ป ร่วงลง 1.65% หุ้นเลนนาร์ คอร์ป ดิ่งลง 2.38% หุ้นดีอาร์ ฮอร์ตัน ร่วงลง 1.95% หุ้นเมริเทจ โฮมส์ ร่วงลง 2.33% หุ้นโทลล์ บราเธอร์ส ปรับตัวลง 0.4%

หุ้น 9 ใน 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P500 ร่วงลง นำโดยหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยหุ้นเอ็กซอน โมบิล ร่วงลง 5.2% หุ้นเชฟรอน ดิ่งลง 5.2% หุ้นโคโนโคฟิลลิปส์ ทรุดตัวลง 7.53% หุ้นฮัลลิเบอร์ตัน ร่วงลง 5.5%

อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาตลอดเดือนพ.ย. ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้น 11.9% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นรายเดือนที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2530 นอกจากนี้ เดือนพ.ย.ยังเป็นเดือนที่ดัชนีดาวโจนส์ทำสถิติทะยานขึ้นเหนือระดับ 30,000 จุดครั้งแรกเป็นประวัติการณ์ ส่วนดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้น 10.8% และดัชนี Nasdaq พุ่งขึ้น 11.8% ในเดือนพ.ย.

หุ้นไอเอชเอส มาร์กิต ผู้ให้บริการข้อมูลด้านการเงิน พุ่งขึ้น 7.49% หลังจากเอสแอนด์พี โกลบอล อิงค์ ตกลงซื้อกิจการไอเอชเอส มาร์กิต ในวงเงิน 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นข้อตกลงการซื้อกิจการที่มีวงเงินสูงสุดในปี 2563

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีดีดตัวขึ้น โดยหุ้นแอดวานซ์ ไมโคร ดิไวซ์ (เอเอ็มดี) พุ่งขึ้น 6.27% หุ้นอินเทล เพิ่มขึ้น 1.9% หุ้น Nvidia บวก 1.06% หุ้น Xilinx ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของสหรัฐ ทะยานขึ้น 5.86%

หุ้นโมเดอร์นา พุ่งขึ้น 20.24% ขานรับข่าวโมเดอร์นาเตรียมยื่นเรื่องต่อสำนักงานอาหารและยาสหรัฐ (FDA) เพื่อขออนุมัติการใช้วัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ของทางบริษัทเป็นกรณีฉุกเฉิน โดยการยื่นขออนุมัติดังกล่าว จะทำให้ชาวอเมริกันได้รับวัคซีนของโมเดอร์นาในเวลาอีกเพียงไม่กี่สัปดาห์

นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่มีกำหนดเปิดเผยในสัปดาห์นี้ ซึ่งได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายเดือนพ.ย.จากมาร์กิต, ดัชนีภาคการผลิตเดือนพ.ย. จากสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM), การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างเดือนต.ค., ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนเดือนพ.ย.จาก ADP, ดัชนีภาวะธุรกิจนิวยอร์กเดือนพ.ย.จากสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM), รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ หรือ Beige Book จากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายเดือนพ.ย.จากมาร์กิต, ดัชนีภาคบริการเดือนพ.ย.จากสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM), ดุลการค้าเดือนต.ค. และตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนพ.ย. ufa