สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง “SPI” ชูความสำเร็จออกหุ้นกู้มูลค่า 5,000 ล้านบาท

สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง “SPI” ชูความสำเร็จออกหุ้นกู้มูลค่า 5,000 ล้านบาท สถาบันแห่จองล้นกว่า 5 เท่า บางรุ่นยอดจองล้น 11 เท่า

บมจ. สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง (SPI) ประสบความสำเร็จในการออกหุ้นกู้ ครั้งที่ 1/2563 จำนวนทั้งสิ้น 4 ชุด โดยมีมูลค่าเสนอขายรวม 5,000 ล้านบาท ตอกย้ำเครดิตทางการเงินที่แข็งแกร่งของเครือสหพัฒน์ สร้างความมั่นใจให้กับตลาดการเงินการระดมทุน และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจไทยแม้ในช่วงวิกฤต

บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ” หรือ “SPI”) เผยความสำเร็จในการเสนอขายและออกหุ้นกู้มูลค่า 5,000 ล้านบาท โดยบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้จัดอันดับเครดิตองค์กรและเรทติ้งหุ้นกู้ของบริษัทฯ อยู่ที่ระดับ “AA” แนวโน้ม “Stable” บริษัทฯ ได้เสนอขายหุ้นกู้ครั้งนี้แก่ผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ ซึ่งได้ทำการจัดออกหุ้นกู้เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา โดยมีธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ในครั้งนี้

นายวิชัย กุลสมภพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งและขอขอบคุณผู้ลงทุนทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจและสนใจลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทฯ ท่ามกลางสภาพตลาดเงินที่มีความผันผวนมากกว่าปกติ ในตอนแรกทางบริษัทฯ เองก็ไม่มั่นใจว่าหุ้นกู้จะขายหมดครบทุกรุ่นหรือไม่ เนื่องจากสภาพตลาดไม่เอื้ออำนวย การให้ข้อมูลแก่นักลงทุนก็ทำในรูปแบบ e-Roadshow ผ่านทาง VDO Conference อย่างไรก็ตาม การเสนอขายหุ้นกู้ครั้งนี้ได้รับผลตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดี โดยมีนักลงทุนแสดงความจำนงในการลงทุนกว่า 5 เท่าของมูลค่าหุ้นกู้ทั้งหมดที่เสนอขาย หรือเกือบสามหมื่นล้านบาท และ ในบางรุ่น มีมูลค่าถึง 11 เท่า สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนที่มีต่อธุรกิจของบริษัทฯ ทำให้บริษัทฯ สามารถระดมทุนได้ตามแผนการบริหารโครงสร้างทางการเงินด้วยต้นทุนที่เหมาะสม และเป็นการเพิ่มทางเลือกในการระดมทุนเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ โดยบริษัทฯ จะนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ในครั้งนี้ไปใช้เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน เพื่อรองรับการขยายธุรกิจ และ/หรือ เพื่อชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินตามความเหมาะสม อ่านเพิ่มเติม 

ตลท.เตือนระวังลงทุน ACAP แนะให้ศึกษาข้อมูลการผิดนัดชำระหนี้ก่อนตัดสินใจ

ตลท.เตือนระวังลงทุน ACAP แนะให้ศึกษาข้อมูลการผิดนัดชำระหนี้ก่อนตัดสินใจ

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ขอให้ผู้ลงทุนศึกษาข้อมูลการผิดนัดชำระหนี้ของบมจ.เอเชีย แคปปิตอล กรุ๊ป (ACAP) ด้วยความระมัดระวังก่อนตัดสินใจลงทุน เนื่องด้วย ACAP ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการผิดนัดชำระหนี้ แนวทางแก้ไขปัญหา และผลกระทบต่อฐานะการเงิน สรุปได้ดังนี้

1. บริษัทผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ที่ครบกำหนดไถ่ถอนและหุ้นกู้ที่มีมติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นกู้ให้ถึงกำหนดชำระโดยพลัน มียอดรวม 689.40 ล้านบาท คิดเป็น 18% ของสินทรัพย์รวม ณ วันที่ 31 มีนาคม 2563

2. การผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ตามข้อ 1 เป็นเหตุให้เกิดการผิดนัดชำระหุ้นกู้รุ่นอื่น ๆ (Cross Default) รวม 1,885.98 ล้านบาท คิดเป็น 49% ของสินทรัพย์รวม

3. บริษัทจะเร่งดำเนินการขายทรัพย์ และหาแหล่งเงินกู้เพื่อนำมาชำระคืนหนี้เงินกู้ โดยฐานะการเงินของบริษัทยังมีสินทรัพย์มากกว่าหนี้สิน เพียงพอที่จะชำระหนี้ได้ครบ อ่านเพิ่มเติม

ดัชนี SET ต้นภาคเช้าร่วงต่อไปเป็นกว่า 20 จุด รับแรงขายหุ้นขนาดใหญ่

ดัชนี SET ต้นภาคเช้าร่วงต่อไปเป็นกว่า 20 จุด รับแรงขายหุ้นขนาดใหญ่

ดัชนีหุ้นไทยเปิดตลาดภาคเช้าร่วงกว่า 15 จุดก่อนไหลต่อเป็นเป็นกว่า 20 จุด ภายในชั่วโมงแรก ตามแรงขายหุ้นขนาดใหญ่ทั้งกลุ่มแบงก์ พลังงาน พาณิชย์ ขณะที่ตลาดภูมิภาคเช้านี้ปรับตัวลง หลังจากดัชนีดาวโจนส์ปิดร่วงลงกว่า 700 จุดเมื่อคืน เนื่องจากนักลงทุนยังกังวลการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่พบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีกระลอก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกทั้งในปีนี้และปีหน้า

เมื่อเวลา 9.57 น. ดัชนี SET อยู่ที่ 1,317.72 จุด ลดลง 15.71 จุด (-1.18%)

ล่าสุดเมื่อเวลา 10.36 น. ดัชนี SET อยู่ที่ 1,313.25 จุด ลดลง 20.18 จุด (-1.51%)

น.ส.ธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ปรับตัวลงกว่า 10 จุด เป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียที่เช้านี้ส่วนใหญ่จะติดลบ และหลายตลาดในภูมิภาคก็ปิดทำการด้วย เนื่องในเทศกาลขนมจ้าง ปัจจัยหลักมาจากการปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจโลก รวมถึงไทยด้วย โดยล่าสุดกองทุนการเงินระเหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดเศรษฐกิจโลกลงเหลือ -4.9% ในปีนี้ และยังปรับลดเศรษฐกิจไทยแย่สุดในเอเชียด้วย รวมถึงคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ก็ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยด้วย ซึ่งเป็นผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 อ่านเพิ่มเติม

“จักรไพศาล เอสเตท”ยื่นไฟลิ่งขาย IPO 82.71 ล้านหุ้น เข้า mai ใช้ลงทุน-คืนหนี้

“จักรไพศาล เอสเตท”ยื่นไฟลิ่งขาย IPO 82.71 ล้านหุ้น เข้า mai ใช้ลงทุน-คืนหนี้

คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) จำนวน 82,709,900 หุ้น คิดเป็น 25.85% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทภายหลังการเสนอขายหุ้น IPO ในครั้งนี้ และจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) โดยมีบริษัท ฟินเน็กซ์ แอ๊ดไวเซอรี่ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

วัตถุประสงค์การระดมทุนในครั้งนี้ เพื่อใช้เป็นเงินทุนสำหรับการพัฒนาโครงการและ /หรือ การลงทุนในที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการ ชำระคืนหนี้ธนาคาร และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ

JAK ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายใน กทม. ปริมณฑล และภาคตะวันออก โดยมีบริษัทร่วม 1 บริษัท คือ บริษัท เอ็ม.ที.เอส พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เช่นกัน โดยถือหุ้น 40% ร่วมกับบริษัท โกลเด้นท์ พาราไดซ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ถือหุ้น 59.99% และนพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ถือหุ้น 0.0001%

โครงการส่วนใหญ่ของบริษัทมีราคาขาย 1-5 ล้านบาท และมีขนาดเนื้อที่โครงการไม่เกิน 100 ไร่ ลุ่มลูกค้าหลัก ได้แก่ กลุ่มลูกค้าวัยเริ่มทำงาน กลุ่มลูกค้าที่อยากมีบ้านหลังแรก และกลุ่มลูกค้าท้องถิ่น (Local) ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทจนถึงปัจจุบันสามารถปิดการขายโครงการได้แล้ว 21 โครงการ และมีโครงการอยู่ระหว่างการพัฒนาและการขาย 3 โครงการ โดยโครงการแนวราบของบริษัทฯ ได้แก่ จักรไพศาล 18, เฟิร์น ที่จังหวัดชลบุรี และ ไอดิลล์ อ.พานทอง จ.ชลบุรี ซึ่งอยู่ภายใต้การดำเนินงานของ MTS ส่วนคอนโดมิเนียม Low Rise ได้แก่ เจ.พี. สมาร์ท คอนโด และ ลาซิโอ ศรีย่าน กทม.

และมีโครงการในอนาคต 1 โครงการ คือ โครงการรังสิต มูลค่ารวมราว 587.76ล้านบาท เป็นทาวน์เฮาส์ 106 ยูนิต และ คอนโดมิเนียม Low rise จำนวน 240 ยูนิต เนื้อที่โครงการ 10-2-64 ไร่ ตั้งอยู่ใน อ.เมือง จ.ปทุมธานี คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างไตรมาส 3/63 และเริ่มขายไตรมาส 4/63

ณ วันที่ 31 มี.ค.63 บริษัทมีทุนจดทะเบียน 320,000,000 บาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท โดยมีทุนเรียกชำระแล้ว 237,290,100 บาท คิดเป็นหุ้นสามัญ 237,290,100 หุ้น และภายหลังจากการเสนอขายหุ้น IPO จำนวน 82,709,900 หุ้น จะทำให้บริษัทจะมีทุนชำระแล้วครบจำนวน อ่านเพิ่มเติม

THG รับโควิดกดรายได้ Q2/63 หด 30-40% เชื่อ Q3/63 ฟื้นหลังผู้ป่วยกลับมา

THG รับโควิดกดรายได้ Q2/63 หด 30-40% เชื่อ Q3/63 ฟื้นหลังผู้ป่วยกลับมา-ไฮซีซั่น

นายแพทย์ธนาธิป ศุภประดิษฐ์ รองประธานกรรมการ บมจ.ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป (THG) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/63 ปรับตัวลดลง จากไตรมาส 1/63 หลังเดือน เม.ย. 63 รายได้ลดลงมากกว่า 30-40% โดยปัจจัยหลักมาจากผู้ป่วยนอก(OPD) และ ผู้ป่วยใน (IPD) ที่ปรับตัวลดลง ซึ่งคงเหลือเพียงผู้ป่วยหนักบางส่วนที่ยังคงที่ต้องการรักษาต่อเนื่อง แต่ผู้ป่วยโรคทั่วไปที่ไม่รุนแรงปรับตัวลดลง ประกอบกับ ในเดือน มิ.ย. ของทุกปีเป็นช่วงฤดูฝนทางโรงพยาบาลจะมีผู้ป่วยโรคหวัดทั้ง OPD และ IPD มากกว่า 30-40 เตียง ซึ่งในส่วนดังกล่าวหายไปด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม ในเดือน มิ.ย.63 ผู้ป่วยโรคซับซ้อนกลับมาเป็นปกติ 100% และผู้ป่วยโรคทั่วไปที่ไม่ร้ายแรงเริ่มกลับมา ส่งผลให้ติดลบน้อยลงเหลือ 10% ซึ่งถือว่าไม่ได้เลวร้ายเหมือนกับที่ประเมินไว้เมื่อ 2 เดือนก่อน แต่ก็ยังต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) ที่คาดว่าจะติดลบในปีนี้ และโอกาสของการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 รอบ 2 หลังจากต่างประเทศพบจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นอีกระลอก

นายแพทย์ธนาธิป คาดว่า การที่ผู้ป่วยโรคซับซ้อนกลับมาเป็นปกติจะช่วยให้ผลการดำเนินงานของบริษัทในไตรมาส 3/63 กลับมาฟื้นตัวดี ประกอบกับเป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจด้วย เนื่องจากเข้าสู่ช่วงฤดูฝนและเริ่มเต้นฤดูหนาว ซึ่งจะมีผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเป็นปกติ

ขณะที่โรงพยาบาลยังคงงบลงทุนในปีนี้ไว้ที่ 1,410 ล้านบาท แบ่งเป็น ใช้สร้างตึกผู้ป่วยใน-ผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลธนบุรี 2 จำนวน 110 ล้านบาท, โรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง จำนวน 490 ล้านบาท , โรงพยาบาล Thonburi Health Village จำนวน 240 ล้านบาท , โรงพยาบาล ธนบุรี จำนวน 400 ล้านบาท และ Jin Wellbeing County จำนวน 170 ล้านบาท อ่านเพิ่มเติม 

บลจ.วี ส่งกองทุน WE-GEDUCATION ลงทุนกลุ่มเทคโนฯด้านการศึกษาทั่วโลก

บลจ.วี ส่งกองทุน WE-GEDUCATION ลงทุนกลุ่มเทคโนฯด้านการศึกษาทั่วโลก IPO 25 มิ.ย.-1 ก.ค.

นายอิศรา พุฒตาลศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วี เปิดเผยว่า บริษัทเปิดเสนอขายครั้งแรก (IPO) กองทุนเปิด วี โกลบอล เอ็ดดูเคชั่น อิควิตี้ (WE-GEDUCATION) ระหว่างวันที่ 25 มิ.ย. – 1 ก.ค. 2563 เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มด้านการศึกษา (EDTECH) ทั่วโลก ผ่านกองทุนหลัก Credit Suisse Edutainment Equity Fund เป็นหลัก รวมถึงอาจกระจายลงทุนในกองทุนหรือหลักทรัพย์อื่นที่ได้ประโยชน์จากการเติบโตของการศึกษาในอนาคตอีกประมาณ 20% ของพอร์ตการลงทุน โดยขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้จัดการกองทุน

กองทุน Credit Suisse Edutainment Equity Fund ใช้กลยุทธ์การคัดเลือกหุ้นกลุ่ม EDTECH จากการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทที่เป็นเจ้าของธุรกิจด้านวัตกรรม ที่มีการเติบโตที่เร็ว มีอำนาจในการกำหนดราคาและมีความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจรวมถึงมีกระแสเงินที่ดี โดยจะลงทุนระยะยาวประมาณ 7-10 ปี

ตัวอย่างหุ้นในกลุ่ม EDTECH ที่กองทุนลงทุน เช่น 1. Afya Educational บริษัทผู้นำด้านแพลตฟอร์มการศึกษาทางการแพทย์ เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนแพทย์ในภูมิภาคที่ห่างไกล 2. Chegg ผู้ให้บริการห้องสมุดออนไลน์ ที่มีชื่อเสียงในการวิเคราะห์ความต้องการของนักเรียน เพื่อเชื่อมต่อการเรียนรู้และติดตามจนกระทั่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัย รวมไปถึงบริการช่วยจัดหางาน และ 3. CAE บริษัทผู้นำ ในการผลิตแบบเรียนจำลองทางด้านการบิน , ด้านการป้องกันและรักษาความปลอดภัย และด้านการแพทย์ ด้วยกลยุทธ์การลงทุนของ Credit Suisse Asset Management ส่งผลให้กองทุนหลักมีผลตอบแทนที่น่าสนใจ ณ วันที่ 29 พ.ค. 2563 กองทุนหลักให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 เดือนที่ 8.10% ย้อนหลัง 3 เดือนอยู่ที่ -1.38% และผลตอบแทนตั้งแต่จัดตั้งกองทุนอยู่ที่ 12.46% เทียบกับดัชนี MSCI World ESG Leader อยู่ที่ 5.04% , 1.22% และ 0.91% ตามลำดับ*

ด้วยการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีเข้าสู่ในเรื่องการศึกษาที่มากขึ้น ทำให้ธุรกิจดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างสูงในระยะยาว อีกทั้งระดับราคาหุ้นของกลุ่มนี้ที่ยังไม่สูงในปัจจุบัน กองทุน WE-GEDUCATION จึงเหมาะสำหรับการจัดพอร์ตลงทุนในหุ้นต่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่ดี ควบคู่ไปกับการเรียนรู้และการเติบโตก้าวหน้าในอาชีพและคุณภาพชีวิต”

นายอิศรา กล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจด้านการศึกษากำลังมีการติบโตอย่างต่อเนื่องและตลาดของธุรกิจการศึกษาเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่และมีส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ทั้งในแง่ของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม การลงทุนธุรกิจการศึกษาจึงเติบโตจากความต้องการและการสนับสนุนทั้งจากภาครัฐ เอกชน และบุคคลในการเข้าถึงการศึกษาที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่จากความจำกัดของการเข้าถึงการศึกษาทำให้ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาแพงขึ้นโดยค่าใช้จ่ายเติบโตในอัตรากว่า 1,125% ในช่วงระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสูงที่สุดแม้เทียบกับภาคอื่น เช่น การรักษาพยาบาล อาหารหรือเงินเฟ้อ อ่านเพิ่มเติม

ตลาดแพะเนื้อเริ่มขยับตัว หลังโควิด-19 คลี่คลาย คาดราคาซื้อขายมีทิศทางดีขึ้น

ตลาด แพะเนื้อ เริ่มขยับตัว หลังโควิด-19 คลี่คลาย คาดราคาซื้อขายมีทิศทางดีขึ้น

นายพลเชษฐ์ ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์การผลิต แพะเนื้อ ภาคตะวันตก ปี 2563 ในเขตพื้นที่ 7 จังหวัด (กาญจนบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์) ซึ่งพบว่า ภาคตะวันตกเป็นแหล่งผลิตแพะเนื้อที่สำคัญของประเทศ เนื่องจากมีสภาพภูมิอากาศเหมาะสม อากาศโปร่ง ความชื้นต่ำ และเป็นสินค้าทางเลือกสำคัญที่มีอนาคตในภูมิภาค ปัจจุบันมีการเลี้ยงแพะเนื้อ (ข้อมูลจากกรมปศุสัตว์) จำนวน 148,528 ตัว เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มีจำนวน 134,811 ตัว (เพิ่มขึ้น 13,717 ตัว หรือร้อยละ 10) ซึ่งตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ ประเทศมาเลเซีย ส่งออกมากถึงร้อยละ 85 ส่วนร้อยละ 10 ส่งออกประเทศเวียดนาม และอีกร้อยละ 5 จำหน่ายภายในประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่การบริโภคเนื้อแพะนิยมในกลุ่มชาวมุสลิม ทำให้ตลาดมาเลเซียมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง เพราะการเลี้ยงแพะเนื้อในประเทศมาเลเซียทำได้ยาก เนื่องจากสภาพภูมิอากาศค่อนข้างชื้น ส่งผลให้แพะสุขภาพไม่แข็งแรง เป็นโรคง่าย และโตช้า ผลผลิตจึงไม่เพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ

จากการติดตามของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 จังหวัดราชบุรี (สศท.10) พบว่า พื้นที่การเลี้ยงส่วนใหญ่ อยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และเพชรบุรี เกษตรกรนิยมเลี้ยงพันธุ์ลูกผสมบอร์ ซึ่งจะใช้พ่อพันธุ์ที่มีสายเลือดแท้ผสมกับแม่พันธุ์พื้นเมือง หรือแม่พันธุ์ที่มีสายเลือดบอร์ต่ำ ลักษณะเด่นของแพะพันธุ์บอร์ คือส่วนหัวจนถึงคอมีสีน้ำตาล ส่วนลำตัวมีสีขาว เป็นพันธุ์ที่โตเร็ว และเป็นที่ต้องการของตลาด การเลี้ยงแพะเนื้อมีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 3,119 บาท/ตัว แยกเป็นค่าพันธุ์สัตว์ 1,950 บาท ค่าแรงงาน 540 บาท และส่วนที่เหลือ 629 บาท เป็นค่าอาหาร ยาป้องกันโรค และ ค่าเสื่อมโรงเรือนและอุปกรณ์ต่าง ๆ สำหรับราคาขายเกษตรกรสามารถจำหน่ายแพะเนื้อ (อายุเฉลี่ย 6-7 เดือน น้ำหนักประมาณ 30-35 กก./ตัว) ในราคาเฉลี่ย 3,825 บาท/ตัว (127 บาท/นน.ตัว 1 กก.) ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 706 บาท/ตัว อ่านเพิ่มเติม 

กลุ่มแบงก์ บวก 2.29% KBANK-BBL นำตลาด ลุ้น กนง.คงดบ.-สินเชื่อ พ.ค.เพิ่ม

ดัชนีกลุ่มแบงก์ ปรับขึ้น 2.29% มาที่ 294.71 จุด โดยหุ้น KBANK และ BBL ปรับขึ้นนำตลาด

กลุ่มแบงก์ ปรับขึ้น 2.29% โดยหุ้น KBANK บวก 2.81% มาที่ 91.50 บาท หรือเพิ่มขึ้น 2.50 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 1,097.74 ล้านบาท เมื่อเวลา 11.07 น. ราคาหุ้นเปิดตลาดที่ 90.00 บาท ราคาปรับขึ้นสูงสุดที่ 92.00 บาท และทำระดับต่ำสุดที่ 90.00 บาท

หุ้น BBL อยู่ที่ 110.00 บาท เพิ่มขึ้น 4.00 บาท หรือ 3.77%

หุ้น SCB อยู่ที่ 74.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.75 บาท หรือ 2.41%

หุ้น KTB อยู่ที่ 10.70 บาท เพิ่มขึ้น 0.20 บาท หรือ 1.90%

บล.ทรีนีตี้ ระบุในบทวิเคราะห์ว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันนี้หากผลประชุมออกมาคงดอกเบี้ยนโยบายในระดับเดิมที่ 0.50% น่าจะพอเป็น Sentiment ผ่อนคลายให้กับกลุ่มธนาคารพาณิชย์ได้บ้าง หลังช่วงที่ผ่านมาอาจมีนักลงทุนบางส่วนกังวลกับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่อาจแคบลงอีกจากการลดดอกเบี้ยในครั้งนี้ โดยยังคงแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” เพื่อคาดหวังการรีบาวด์สำหรับธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ,บมจ.ทิสโก้ (TISCO) ,ธ.ไทยพาณิชย์ (SCB) ซึ่งเป็นตัวหุ้นที่มีการ Price in การลดเงินปันผลจ่ายปีนี้ไปค่อนข้างมากแล้ว อ่านเพิ่มเติม

TRUE ออกหุ้นกู้ 4 ชุดดอกเบี้ย 3-4.4%จองซื้อ 9-14 ก.ค.ใช้คืนหนี้-ขยายธุรกิจ

TRUE ออกหุ้นกู้ 4 ชุดดอกเบี้ย 3-4.4%จองซื้อ 9-14 ก.ค.ใช้คืนหนี้-ขยายธุรกิจ

นางสาวยุภา ลีวงศ์เจริญ หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่ม ด้านการเงิน บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมเสนอขายหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ จำนวน 4 ชุด อัตราดอกเบี้ยคงที่ระหว่าง 3.00-4.40%ต่อปี เสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไป (Public Offering) คาดว่าจะเปิดให้จองซื้อระหว่างวันที่ 9-10 และ 13-14 ก.ค.63

ทั้งนี้ หุ้นกู้ชุดที่ 1 มีอายุ 1 ปี 9 เดือนครบกำหนดไถ่ถอนปี 2565 มีอัตราดอกเบี้ย 3.00%ต่อปี หุ้นกู้ชุดที่ 2 มีอายุ 3 ปี ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2566 มีอัตราดอกเบี้ย 3.50%ต่อปี หุ้นกู้ชุดที่ 3 อายุ 4 ปี 6 เดือน ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2568 มีอัตราดอกเบี้ย 4.15%ต่อปี และหุ้นกู้ชุดที่ 4 อายุ 5 ปี 6 เดือน ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2569 มีอัตราดอกเบี้ย 4.40%ต่อปี

บริษัทฯและหุ้นกู้ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับ BBB+ แนวโน้มอันดับเครดิต “คงที่” โดยบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ณ วันที่ 23 มิถุนายน 2563 พร้อมแต่งตั้งธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ และธนาคารกรุงศรีอยุธยา เป็นผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้

นางสาวยุภา กล่าวว่า กลุ่มทรู ชูความพร้อมขององค์กรดิจิทัลที่สามารถตอบสนองดิจิทัลคอนเวอร์เจนซ์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคชาวไทย และร่วมเปลี่ยนแปลงประเทศด้วยอัจฉริยะภาพของ True5G ย้ำภาพผู้นำโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมดิจิทัล พร้อมเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน เพิ่มทางเลือกให้นักลงทุนร่วมเติบโตไปกับบริษัทฯ โดยทรูได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) เพื่อออกและเสนอขายหุ้นกู้ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น หรือTRUE ครั้งที่ 3/2563 เพื่อจะนำเงินที่ได้จากการขายหุ้นกู้ในครั้งนี้ ไปใช้ชำระคืนหนี้หุ้นกู้ที่จะครบกำหนดของบริษัทฯและบริษัทย่อย และขยายธุรกิจโทรคมนาคมและการให้บริการด้านดิจิทัล รองรับโอกาสในการนำเสนอสินค้าและบริการ เพื่อเพิ่มความพึงพอใจแก่ลูกค้าที่มีความต้องการเปลี่ยนไปในแบบ New Normal อ่านเพิ่มเติม

สมาคมธนาคารไทยหนุนนโยบาย ธปท. เชื่อช่วยระบบแบงก์พาณิชย์

สมาคมธนาคารไทยหนุนนโยบาย ธปท. เชื่อช่วยระบบแบงก์พาณิชย์แข็งแกร่งระยะยาว เป็นเสาหลักดันเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัว

นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ธนาคารพาณิชย์จัดทำแผนบริหารจัดการระดับเงินกองทุนสำหรับระยะ 1-3 ปีข้างหน้า โดยคำนึงถึงแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต และศักยภาพของลูกหนี้ในการทำธุรกิจภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 คลี่คลาย และในระหว่างที่ธนาคารพาณิชย์จัดทำแผนบริหารจัดการระดับเงินกองทุนใหม่นี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยขอให้ธนาคารพาณิชย์งดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานในปี 2563 รวมถึงงดการซื้อหุ้นคืนนั้น เป็นมาตรการเพื่อให้มั่นใจว่า ธนาคารพาณิชย์จะรักษาระดับเงินกองทุนให้เข้มแข็งและรองรับการดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ การงดจ่ายเงินปันผลข้างต้นนั้น จะเป็นเฉพาะเงินปันผลเฉพาะกาล ไม่ใช่การจ่ายเงินปันผลรายปีที่ธนาคารพาณิชย์ยังพิจารณาจ่ายได้ตามสมควร นอกจากนี้ แนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าว ถือว่าสอดคล้องกับความเห็นและแนวทางที่เสนอโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ธนาคารกลางยุโรป และธนาคารกลางอังกฤษ ที่มองว่าธนาคารพาณิชย์ควรให้น้ำหนักกับการสะสมทุนให้เข้มแข็งเพื่อรองรับเหตุการณ์เสี่ยงในภาวะวิกฤตระดับโลก (Pandemic) ในปัจจุบัน ตลอดจนเพื่อให้สามารถทำหน้าที่หลักในการให้สินเชื่อกับภาคธุรกิจและครัวเรือน และรับมือกับภาระการตั้งสำรองสำหรับหนี้ด้อยคุณภาพที่จะเพิ่มขึ้น ด้วยการงดกิจกรรมอื่น ๆ ที่กระทบต่อเงินกองทุน อาทิ การจ่ายเงินปันผล หรือการซื้อหุ้นคืน แม้ระบบธนาคารพาณิชย์ทั้งในสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร จะมีสัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงในปี 2563 สูงถึงร้อยละ 18.4 และกว่าร้อยละ 20 ตามลำดับ ก็ตาม นอกจากนี้ IMF ยังมองว่าทางเลือกดังกล่าวจะส่งผลดีต่อผู้ถือหุ้นและนักลงทุนผ่านผลตอบแทนที่มีโอกาสเพิ่มขึ้น เมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

สำหรับประเทศไทยในปัจจุบัน ระบบธนาคารพาณิชย์ไทย มีระดับเงินกองทุนที่เข้มแข็ง โดย ณ สิ้นเมษายน 2563 ที่ผ่านมา มีเงินกองทุนทั้งสิ้น 2,616,162 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่ร้อยละ 18.9 ซึ่งนับว่ามีความเข้มแข็งกว่าเกณฑ์เงินกองทุนที่ต้องดำรงขั้นต่ำของ ธปท.ที่ร้อยละ 11.0 (ระดับเงินกองทุนขั้นต่ำที่ร้อยละ 8.5 และ Conservation Buffer ร้อยละ 2.5) และสูงกว่ามาตรฐานสากลของ Basel Committee on Banking Supervision (BCBS) ที่ร้อยละ 10.5 ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ก็มีการวางแผนเพื่อบริหารจัดการเงินกองทุนเป็นปกติประจำอยู่แล้ว

นอกจากนี้ ระบบธนาคารพาณิชย์ไทยก็ยังมีสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง ซึ่งเพียงพอสำหรับการดำเนินธุรกิจตามปกติ รวมไปถึงรองรับการชำระคืนเงินฝากแก่ประชาชน ตลอดจนหุ้นกู้ให้แก่นักลงทุน โดยระบบธนาคารพาณิชย์ไทยมีสินทรัพย์สภาพคล่องที่ใกล้เคียงเงินสด อาทิ พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทยและพันธบัตรรัฐบาลถึง 4.38 ล้านล้านบาท ซึ่งเพียงพอที่จะรองรับความต้องการถอนเงินและใช้เงินในระยะสั้นจากทั้งภาครัฐและเอกชน (Liquidity Coverage Ratio: LCR) อีกทั้งยังสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทยถึง 1.8 เท่า  อ่านเพิ่มเติม