เปิดดีลขายหุ้น ‘ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป’ ให้กับ ‘โรงพยาบาลรามคำแหง’ ผ่านปากเจ้าของตัวจริง ‘นายแพทย์บุญ วนาสิน’ หวังใช้ความเชี่ยวชาญพาร์ทเนอร์เป็น ‘เรือธง’ ลงทุนในบ้าน ! ขณะที่ THG รุกต่างประเทศเป็นหลัก ปีนี้ปรับทัพหนีโควิด-19 หันซบคนไข้ไทย !

ผมเป็นคนตัดขาย หุ้น ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป หรือ THG ในสัดส่วนของตัวเองให้กับ บมจ. โรงพยาบาลรามคำแหง หรือ RAM ประโยคเด็ดของ ‘นายแพทย์บุญ วนาสิน’ นักธุรกิจรุ่นลายคราม และประธานกรรมการ บมจ. ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป  ที่เกริ่นให้ ‘กรุงเทพธุรกิจ BizWeek’ ฟังเช่นนั้น สะท้อนผ่านล่าสุด RAM ถือหุ้น คิดเป็น 15.25% (ตัวเลข 6 พ.ค.2563)

โดยในช่วงที่ผ่านมีกองทุนในประเทศที่สนใจจะเข้าลงทุนใน ‘หุ้น THG’ หลายราย รวมทั้ง บมจ.โรงพยาบาลรามคำแหง หรือ RAM แสดงความสนใจเข้ามาลงทุนด้วย และปัจจุบันเข้ามาถือหุ้น THG คิดเป็น 15.25% จากเดิมที่ถืออยู่ 10%

‘ผมเป็นคนตัดขายหุ้น THG ส่วนของตัวเอง โดยโรงพยาบาลรามเข้าสนใจถือหุ้นเราสัดส่วนประมาณ 20% แต่ตอนนี้ขึ้นอยู่ที่ผมว่าจะมีหุ้นขายให้เขาไหม ณ ปัจจุบันกลุ่มหมอบุญเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ โดยถือหุ้น คิดเป็น 40%’ 

ถามว่าทำไมถึงเลือกขายหุ้น บมจ. ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป  ให้กับโรงพยาบาลรามคำแหง ‘หมอบุญ’ บอกว่า เพราะว่าต้องการให้โรงพยาบาลรามคำแหงเข้ามาช่วยเสริมเรื่องการลงทุนในประเทศ โดยในแผนธุรกิจของ บมจ. ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จะให้โรงพยาบาลรามคำแหงเป็นคนที่ขยายการลงทุนในต่างจังหวัด ซึ่งโรงพยาบาลรามคำแหงจะเป็นคนที่ดูในเรื่องทำเลการลงทุน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่บริษัทมีการลงทุนไปก่อนหน้านี้ไปแล้ว

เนื่องจากโรงพยาบาลรามคำแหงถนัดและเชี่ยวชาญและมีเครือข่ายโรงพยาบาลในต่างจังหวัดหลายแห่ง โดยที่ผ่านมาได้ร่วมมือกันหลายส่วนทั้ง ด้านบุคคลากรทางการแพทย์ , การซื้อยาเวชภัณฑ์ร่วมกัน หรือเครื่องมือในการแพทย์ ทำให้ช่วยลดต้นทุนในการดำเนินงานได้ดี ซึ่งทาง บมจ. ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป ไม่ค่อยถนัดการลงทุนในประเทศ ประกอบกับผู้บริหารโรงพยาบาลรามคำแหงเป็นคนรุ่นใหม่อีกด้วย

‘โรงพยาบาลรามคำแหงถือว่าเป็นพาร์ทเนอร์ที่ดีของเราเลย ตอนนี้เราก็ให้เขามาช่วยที่โรงพยาบาลธนบุรีมากขึ้น รวมทั้งการเลือกทำเลการขยายการลงทุนในต่างจังหวัดให้สิทธิโรงพยาบาลรามคำแหงเป็นคนเลือก’ 

ขณะที่ แผนธุรกิจในปี 2563 ‘หมอบุญ’ แจกแจงว่า ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนต้องปรับตัว โดยในส่วนของ ‘ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป’ นั้น บริษัทได้เตรียมการรับมือสถานการณ์โควิด-19 ไว้ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนม.ค.2563 โดยกระจายความเสี่ยงออกไปหารายได้อื่นๆ เข้ามาเสริม อย่าง การสั่งซื้อหน้ากากอนามัย ยา และเวชภัณฑ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

รวมถึงเตรียมเตียงเฝ้าระวังผู้ป่วย 270 เตียง แต่ใช้งานเพียง 20 กว่าเตียง และเตรียมห้อง ICU จำนวน 25 ห้อง โดยจะเพิ่มใหม่อีก 25 ห้อง ปัจจุบันมีผู้ใช้เพียง 3-4 ราย ซึ่งถือว่าผู้ป่วยน้อยกว่าที่คาดการณ์ โดยมองภาพรวมโรงพยาบาลเอกชนรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ได้ดีกว่าโรงพยาบาลรัฐบาล

ทั้งนี้ ภาพรวมการใช้บริการรักษาทางการแพทย์ในช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย. ที่ผ่านมา ปรับตัวลดลง 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน จากผลกระทบโควิด-19 ทำให้ลูกค้ากังวลการเข้ามาใช้บริการ รวมถึงลูกค้าต่างชาติที่ใช้บริการในโรงพยาบาลบำรุงเมืองหายไปประมาณ 50% อย่างไรก็ตามสัดส่วนดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบรายได้โดยรวม เพราะสัดส่วนรายได้ลูกค้าต่างชาติของ บมจ. ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป  มีประมาณ 3-4% เท่านั้น

สำหรับ ‘โครงการจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้’ (Jin Wellbeing County) ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เช่นกัน โดยภาพรวมยอดขายใหม่ต่อเดือนลดลงเหลือ 4-5 ยูนิต จากเป้าหมายเดิมกว่า 10 ยูนิต โดยปัจจุบันมียอดขาย (Presale) กว่า 150 ยูนิต มียอดโอนกรรมสิทธิ์ 109 ยูนิต และอีก 41 ยูนิต มูลค่า 205 ล้านบาท จะทยอยโอนและรับรู้รายได้ทั้งหมดในปีนี้

ทั้งนี้ ในเมืองไทย ‘กลุ่มผู้สูงอายุ’ ถือเป็นกลุ่มที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากประเทศไทยมีสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและกำลังเข้าสู่ Aging Society โดยคนกลุ่มนี้เมื่อติดเชื้อแล้วมีโอกาสที่อาการจะรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าประชากรในวัยอื่นๆ ดังนั้น บริษัทมีแนวโน้มว่าจะเกิดความต้องการผู้ให้บริการดูแลผู้สูงอายุในพื้นที่ที่มีมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเข้มงวด เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อ

โดยปัจจุบัน บมจ. ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป มีโครงการ Jin Wellbeing County และโรงพยาบาลธนบุรี บูรณา ที่มีบริการดูแลผู้สูงอายุในพื้นที่ Elderly Protection Zone และมีมาตรการคัดกรองผู้เข้า-ออกอย่างเข้มงวด

อย่างไรก็ตาม คาดว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 จะส่งผลต่อวิถีการดำรงชีวิตของประชาชนที่เป็น New Normal เกิดความระมัดระวังและมีวินัยในการรักษาสุขอนามัยเพิ่มขึ้น และลดการทำกิจกรรมนอกบ้านและรักษาระยะห่างทางสังคม จึงมีแนวโน้มเห็นการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์และการนำมาตรการใหม่ๆ มาปรับใช้เพื่อความปลอดภัยของคนไข้ อาทิ การพัฒนาเทคโนโลยีการฆ่าเชื้อ เทคโนโลยีที่ช่วยลดระยะเวลาในการอยู่โรงพยาบาล ฯลฯ ตลอดจนเกิดบริการใหม่ๆ เช่น Telemedicine, ส่งยาหรือฉีดวัคซีนที่บ้าน เป็นต้น เพื่อตอบสนองพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป

‘หมอบุญ’ เล่าต่อว่า สำหรับแผนการลงทุนเปิดโรงพยาบาลแห่งใหม่ในและต่างประเทศนั้น สำหรับ ‘โรงพยาบาลในประเทศ’ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด 2-3 แห่ง บริษัทจะชะลอโครงการต่างๆ ออกไปก่อน เนื่องจากผลกระทบจากโควิด-19

นอกจากนี้ บริษัทยังหันมาทำการตลาดในคนไข้คนไทย ตั้งแต่เดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้บริษัทต้องวางแผนใหม่ทั้งหมด สะท้อนผ่านโรงพยาบาลธนบุรี 1 ตอนนี้มีคนไข้คนไทยเพิ่มมากขึ้น ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากโรงพยาบาลศิริราชปิดให้บริการรักษาคนไข้ทั่วไป รับรักษาเฉพาะคนไข้ฉุกเฉิน ทำให้คนไข้เลือกมารับบริการที่โรงพยาบาลธนบุรี 1 มากขึ้นคิดเป็น 30-40% รวมทั้งบริษัทพยายามกระจายรายได้ออกไปหลายทาง ทั้งเครื่องมือการแพทย์ หน้ากาก น้ำยา ซึ่งเราเป็นตัวแทนขายของเมืองจีนรายใหญ่

ส่วน ‘โครงการลงทุนในต่างประเทศ’ ปัจจุบันยังเดินหน้าเจรจากับพันธมิตรต่อเนื่อง เพราะว่าในบางประเทศยังมีความต้องการอยู่ อย่าง ประเทศจีน , เวียดนาม เป็นต้น เพียงแต่ในปีนี้กระบวนการยังเจรจาอาจจะยืดออกไปบาง 2-3 เดือน เพราะติดปัญหาไม่สามารถเดินทางไปเจอกันได้ ซึ่งปัจจุบันเรามีดีลที่ดีมากอยู่ที่ปักกิ่ง ประเทศจีน

ส่วนการลงทุนใน ‘ประเทศเมียนมา’ ปัจจุบันถือว่าแนวโน้มดีขึ้นมาก โดยตอนนี้มีจำนวนคนไข้มาใช้บริการเพิ่มมากขึ้นจากเดิม สะท้อนผ่านคนไข้นิยมมาคลอดบุตรจากเดิมอยู่ที่ 2 คนต่อเดือน กลายมาเป็น 30 คนต่อเดือน และคาดว่าในเดือนมิ.ย. นี้ อาจจะมี ‘กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA)’ จากเดิมคาดว่าจะเป็นปลายปีนี้แต่ทั้งปียังไม่มีกำไรสุทธิ

ท้ายสุด ‘หมอบุญ’ ทิ้งท้ายไว้ว่า สำหรับภาพรวมของผลการดำเนินงานทั้งปีนี้ ต้องยอมรับว่าปรับตัวลดลงจากปีก่อน อย่างแน่นอน เนื่องจากผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งเราพยายามจะควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายเพื่อลดผลกระทบให้มากที่สุด

โควิด-19 วิกฤติการเงินรุนแรงสุด!

‘ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วและไม่คาดฝัน ! สำหรับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (โควิด-19)’   

‘นายแพทย์บุญ วนาสิน’ ประธานกรรมการ บมจ. ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป เล่าให้ฟังว่า หากจำคำให้สัมภาษณ์ของผม (หมอบุญ) จะบอกเสมอว่า ‘วิกฤติการเงิน’ ตามสถิติจะเกิดขึ้นในทุกรอบ 10 ปี แต่ครั้งนี้ผ่านมา 12 ปีแล้ว แต่ยังมองไม่เห็นสัญญาณว่าจะเกิดวิกฤติขึ้น บ่งชี้ผ่านประเทศขนาดเศรษฐกิจใหญ่อย่าง สหรัฐฯ จีน หรือแม้แต่ ยุโรป ทุกประเทศยังมีอัตราการเติบโตที่ดีต่อเนื่อง

แต่แล้วสิ่งที่ทุกคนไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นคือ ‘โควิด-19’ ซึ่งเป็นวิกฤติครั้งใหญ่มากที่มีความรุนแรงและรวดเร็วมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา โดยมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจทุกภาคส่วน และที่สำคัญวิกฤติครั้งนี้ทุกคนตั้งรับและปรับตัวกันไม่ทัน !

มองกลับมาที่ประเทศไทย คาดว่าปี 2563 ตัวเลขของ ‘ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ จีดีพี’ ไทยจะในระดับ ‘ติดลบ 8-10%’ โดยไตรมาส 1 ปี 2563 คาดว่าจีดีพีจะติดลบ 5-6% เนื่องจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก ขณะที่ส่งออกก็ยังไม่ดีมาก

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ในประเทศไทยที่มีอัตราลดลงอย่างต่อเนื่อง ถือว่ารัฐบาลสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ดีจากความเข้มงวดในการบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์ปิดเมือง ควบคุมการเดินทางเข้า-ออกประเทศ และการติดตามกลุ่มเสี่ยง ส่งผลให้ประเทศไทยได้รับการประเมินความสามารถในการรับมือกับโรคระบาดได้ดีเป็นอันดับ 6 ของโลก

ทั้งนี้ ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่สามารถนิ่งนอนใจได้ว่าโควิด-19 จะไม่กลับมาระบาดอย่างรวดเร็วอีกครั้ง เนื่องจากยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง เช่น การเข้าสู่ฤดูฝน ผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการ เป็นต้น โดยคาดว่าหลัง COVID-19 โรงพยาบาลควรเตรียมความพร้อมด้านมาตรการความปลอดภัยและบริการทางการแพทย์เพื่อรองรับความต้องการของประชาชนที่มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไป

ส่วนการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์และการปิดเมือง ควรดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยยังคงต้องมีมาตรการป้องกันและการรักษาระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) อย่างเข้มงวด

ขณะที่ความต้องการด้านการรักษาพยาบาลภายในประเทศและจากกลุ่มเมดิคอลทัวร์ริสซึม มั่นใจว่ายังคงมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง เพราะแพทย์ไทยมีศักยภาพด้านการรักษาพยาบาลและมีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆ ในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงค่าบริการที่สมเหตุสมผล จึงถือว่าศักยภาพของการแพทย์ไทยมีความพร้อมให้บริการแก่ชาวต่างชาติอย่างเต็มที่อีกด้วย