ฟิทช์คงอันดับเครดิต บมจ. อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป ที่ ‘A-(tha)’ แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ

บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศคงอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว (National Long-Term Rating) และอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวหุ้นกู้ไม่มีประกันและไม่ด้อยสิทธิของบริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG ที่ ‘A-(tha)’ แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ

การคงอันดับเครดิตสะท้อนถึงมุมมองของฟิทช์ ที่คาดว่ากระแสเงินสดจากการดำเนินงานของบริษัทฯ จะยังคงมีเสถียรภาพที่ดีในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ชะลอตัวลง โดยมีปัจจัยสนับสนุนมาจากความเป็นผู้นำในผลิตภัณฑ์เฉพาะกลุ่ม (Niche Product) ซึ่งมีการกระจายตัวของธุรกิจปลายทางที่หลากหลาย นอกจากนี้ อันดับเครดิตของบริษัทฯ ยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ซึ่งคาดว่าบริษัทฯ จะสามารถรักษาอัตราส่วนหนี้สินสุทธิ (Net Financial Leverage) ให้ต่ำกว่าระดับ 1 เท่าได้ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ด้วยงบการลงทุนในการขยายธุรกิจที่ไม่สูงมากนัก และความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดสุทธิ (Free Cash-Flow) ที่ยังคงอยู่ในเกณฑ์ดี

ธุรกิจชิ้นส่วนและอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ของบริษัทฯ คาดว่าจะเผชิญกับความท้าทายมากขึ้นในปี 2563 จากความต้องการที่อ่อนแอลง เนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรน่าไวรัส และจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นในปี 2564-2565 อย่างไรก็ตาม ธุรกิจฉนวนยางกันความร้อน/เย็น และธุรกิจผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับเครื่องดื่มและอาหาร ซึ่งคาดว่าจะได้รับผลกระทบน้อยกว่า น่าจะช่วยบรรเทาธุรกิจชิ้นส่วนและอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ที่มีความต้องการที่ลดลงมากกว่าได้ ทั้งนี้ฟิทช์ประมาณการว่าบริษัทฯ จะสามารถรักษาอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อม และค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้ (EBITDA margin) ที่ร้อยละ 14-15 ในช่วง 2 ปีข้างหน้า ด้วยการลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินจากประสิทธิภาพที่ดีขึ้นของโรงงานใหม่ ซึ่งน่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายแรงงาน รวมถึงราคาวัตถุดิบที่ลดลง เนื่องจากราคาน้ำมันดิบที่ลดลง

ปัจจัยที่มีผลต่ออันดับเครดิต

การลดลงของรายได้ธุรกิจชิ้นส่วนและอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์: ฟิทช์คาดว่ารายได้ของบริษัทฯ สำหรับปีงบการเงิน 2564 สิ้นสุดเดือนมีนาคม 2564 จะลดลงประมาณร้อยละ 17 ซึ่งส่วนใหญ่มาจากความอ่อนแอของธุรกิจชิ้นส่วนและอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ ในด้านสัดส่วนรายได้ตามลักษณะธุรกิจ ฟิทช์มองว่าธุรกิจชิ้นส่วนและอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์จะปรับตัวลดลงประมาณร้อยละ 25 ในปีงบการเงิน 2564 ส่วนธุรกิจฉนวนยางกันความร้อน/เย็น และธุรกิจผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกจะปรับลดลงประมาณร้อยละ 10 โดยการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรน่าไวรัสนั้น ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ทั้งในประเทศไทย สหรัฐอเมริกา และในภูมิภาคยุโรป หยุดการผลิตชั่วคราวในช่วงระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม จึงทำให้รายได้ของบริษัทฯ ลดลง อ่านเพิ่มเติม