ดาวโจนส์ปิดลบ 28.09 จุด ตลาดรอมาตรการกระตุ้นศก.สหรัฐ

ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก : ดาวโจนส์ปิดลบ 28.09 จุด ตลาดรอมาตรการกระตุ้นศก.สหรัฐ

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อวันศุกร์ (23 ต.ค.) เนื่องจากนักลงทุนขายหุ้นออกมาเพื่อลดความเสี่ยง ขณะที่ตลาดยังคงจับตาอย่างใกล้ชิดกับการเจรจาระหว่างทำเนียบขาวและพรรคเดโมแครตเพื่อออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐรอบใหม่

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 28,335.57 จุด ลดลง 28.09 จุด หรือ -0.1%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,465.39 จุด เพิ่มขึ้น 11.90 จุด หรือ +0.34% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 11,548.28 จุด เพิ่มขึ้น 42.28 จุด หรือ +0.37%

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีดาวโจนส์ปิดลบ 0.9%, S&P500 ลดลง 0.5% และ Nasdaq ปรับตัวลง 1.1%

ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวในช่วงแคบๆ ขณะที่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ขยับขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากนักลงทุนลังเลที่จะเข้าซื้อหุ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับกำหนดเวลาในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐรอบใหม่

นางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐเปิดเผยว่า ยังคงมีความเป็นไปได้ที่จะมีการออกมาตรการเยียวยาเศรษฐกิจจากผลกระทบของโรคโควิด-19 ก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 3 พ.ย.นี้ แต่ขึ้นอยู่กับการดำเนินการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งรวมถึงการเจรจากับวุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน

ด้านปธน.ทรัมป์และนายสตีเวน มนูชิน รมว.คลังตอบโต้ว่า นางเพโลซีต้องยอมประนีประนอมเพื่อผ่านมาตรการดังกล่าว โดยระบุว่ายังคงมีความขัดแย้งที่สำคัญระหว่างสองฝ่าย

อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิเคราะห์กล่าวว่า ตลาดยังคงเชื่อว่าจะมีการบรรลุข้อตกลงมาตรการเยียวยาดังกล่าว จะเหลือแค่เพียงคำถามเกี่ยวกับขนาดและกำหนดเวลาของการออกมาตรการ

การดีเบตรอบสุดท้ายระหว่างปธน.ทรัมป์และนายโจ ไบเดน ผู้ท้าชิงจากพรรคเดโมแครตในวันพฤหัสบดีตามเวลาสหรัฐนั้น แทบไม่มีผลกระทบต่อตลาด

หุ้น 9 ใน 11 กลุ่มของดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้น โดยกลุ่มบริการด้านการสื่อสารปรับตัวขึ้นมากที่สุด ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวลงมากที่สุด

นอกจากนี้ ตลาดยังถูกกดดันจากการเปิดเผยผลประกอบการที่ต่ำกว่าคาดของบริษัทจดทะเบียน

หุ้นอินเทลร่วง 10.58% หลังเปิดเผยผลกำไรร่วงลง โดยผลประกอบการของอินเทลถูกกดดัน เนื่องจากผู้บริโภคหันไปซื้อแลปท็อปที่มีราคาถูกกว่า ขณะที่ภาคธุรกิจและรัฐบาลต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ปรับลดการใช้จ่ายด้านศูนย์ข้อมูล

หุ้นอเมริกัน เอ็กซ์เพรส ร่วง 3.6% หลังเปิดเผยผลกำไรไตรมาส 3 ลดลงเกินคาด เนื่องจากลูกค้าใช้จ่ายน้อยลงท่ามกลางการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และบริษัทต้องกันสำรองเผื่อการผิดนัดชำระหนี้

แต่หุ้นกิลเลียด ไซแอนเซส บวก 0.2% หลังยา remdesivir ได้รับการอนุมัติให้ใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ตามโรงพยาบาลต่างๆ ในสหรัฐ

ทั้งนี้ จุดสนใจของตลาดในสัปดาห์นี้จะอยู่ที่การเปิดเผยผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐ อาทิ แอปเปิล, เฟซบุ๊ก, แอมะซอน และอัลฟาเบท

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่มีการเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ ไอเอชเอส มาร์กิตซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงินเปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 55.5 ในเดือนต.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.พ. 2562 โดยเพิ่มขึ้นจากระดับ 54.3 ในเดือนก.ย. ซึ่งดัชนีที่อยู่เหนือระดับ 50 บ่งชี้ว่าภาคการผลิตและภาคบริการของสหรัฐยังคงขยายตัว

จีนกำหนดอัตราค่ากลางเงินหยวนแข็งค่าขึ้นวันนี้ที่ 6.6930 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ

จีนกำหนดอัตราค่ากลางเงินหยวนแข็งค่าขึ้นวันนี้ที่ 6.6930 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ

China Foreign Exchange Trading System (CFETS)ายงานว่า อัตราค่ากลางสกุลเงินหยวนในวันนี้แข็งค่าขึ้น 0.0080 หยวน แตะที่ 6.6930 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ในตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศของจีนนั้น เงินหยวนได้รับอนุญาตให้ปรับตัวขึ้นหรือลงไม่เกิน 2% จากอัตราค่ากลางของการซื้อขายแต่ละวัน

ทั้งนี้ อัตราค่ากลางสกุลเงินหยวนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ อิงกับราคาเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนัก ก่อนที่ตลาดอินเตอร์แบงก์จะเปิดทำการซื้อขายในแต่ละวัน

ดาวโจนส์ปิดร่วง 410.89 จุด วิตกแผนกระตุ้นศก.ไม่คืบก่อนเลือกตั้ง

ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก : ดาวโจนส์ปิดร่วง 410.89 จุด วิตกแผนกระตุ้นศก.ไม่คืบก่อนเลือกตั้ง

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 400 จุดเมื่อคืนนี้ (19 ต.ค.) โดยได้รับแรงกดดันจากความกังวลที่ว่า ทำเนียบขาวและพรรคเดโมแครตอาจไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ได้ก่อนวันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 28,195.42 จุด ร่วงลง 410.89 จุด หรือ -1.44% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,426.92 จุด ลดลง 56.89 จุด หรือ -1.63% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 11,478.88 จุด ลดลง 192.67 จุด หรือ -1.65%

นางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ได้กำหนดเส้นตาย 48 ชั่วโมง หลังการเจรจากับนายสตีเวน มนูชิน รมว.คลังสหรัฐ เมื่อวันเสาร์ตามเวลาสหรัฐ โดยนางเพโลซีกล่าวว่า การกำหนดเส้นตาย 48 ชั่วโมงดังกล่าวเพื่อให้สภาคองเกรสมีเวลาเตรียมการสำหรับการผ่านร่างกฎหมายกระตุ้นเศรษฐกิจก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในวันที่ 3 พ.ย. ซึ่งขณะนี้เหลือเวลาเพียง 2 สัปดาห์

ก่อนหน้านี้ นายมนูชินยอมรับว่า การบรรลุข้อตกลงในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 3 พ.ย. ถือเป็นเรื่องยาก โดยทั้งสองฝ่ายยังคงมีความขัดแย้งกันในหลายประเด็น

ทั้งนี้ นางเพโลซีได้ปฏิเสธข้อเสนอวงเงิน 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ของทำเนียบขาว โดยระบุว่า วงเงินดังกล่าวไม่เพียงพอต่อการเยียวยาผลกระทบของโควิด-19 ขณะที่พรรคเดโมแครตเสนอวงเงิน 2.2 ล้านล้านดอลลาร์

หุ้นทั้ง 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P500 ปรับตัวลงทุกกลุ่ม นำโดยดัชนีหุ้นกลุ่มพลังงานที่ร่วงลง 2% โดยหุ้นเอ็กซอน โมบิล ร่วงลง 1.99% หุ้นเชฟรอน ดิ่งลง 2.21% หุ้นเชซาพีค เอนเนอร์จี ทรุดลง 18.9% หุ้นอ็อคซิเดนเชียล ปิโตรเลียม ร่วงลง 2.7%

หุ้นโคโนโคฟิลลิปส์ ดิ่งลง 3.2% หลังจากโคโนโคฟิลลิปส์ยืนยันเข้าซื้อกิจการบริษัท Concho Resources ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (shale oil) ของสหรัฐ ในวงเงิน 9.7 พันล้านดอลลาร์

ดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีร่วงลง 1.9% โดยหุ้นแอปเปิล ร่วงลง 2.55% หุ้นอัลฟาเบท ดิ่งลง 2.41% หุ้นไมโครซอฟท์ ร่วงลง 2.48% หุ้นไมโครซอฟท์ ร่วงลง 2.48% หุ้นแอมะซอนดอทคอม ปรับตัวลง 2%

นักลงทุนจับตาการเมืองสหรัฐขณะกำลังเข้าสู่โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในวันที่ 3 พ.ย. โดยเหลือเวลาอีกเพียง 2 สัปดาห์ ก็จะเป็นการชี้ชะตาว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน หรือนายโจ ไบเดน อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ จากพรรคเดโมแครต จะได้ครอบครองทำเนียบขาว

นอกจากนี้ นักลงทุนยังรอดูการดีเบตรอบที่ 3 ซึ่งเป็นรอบสุดท้ายระหว่างปธน.ทรัมป์และนายไบเดนจะมีขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 22 ต.ค.เวลา 21.00-22.30 น.ตามเวลาสหรัฐ หรือตรงกับเช้าวันศุกร์ที่ 23 ต.ค.เวลา 08.00-09.30 น.ตามเวลาไทย โดยหัวข้อในการดีเบตรอบนี้ได้แก่ การแก้ปัญหาโควิด-19, ภาวะการเป็นผู้นำสหรัฐ, ความขัดแย้งด้านเชื้อชาติในสหรัฐ, การแก้ไขปัญหาโลกร้อน รวมทั้งประเด็นด้านความมั่นคงแห่งชาติ และภาคครัวเรือนในสหรัฐ

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่มีการเปิดเผยเมื่อคืนนี้ สมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติ (NAHB) ของสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้สร้างบ้านปรับตัวขึ้น 2 จุด สู่ระดับ 85 ในเดือนต.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้รับแรงหนุนจากความสนใจมากขึ้นจากผู้ที่ต้องการซื้อบ้าน ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองอยู่ในระดับต่ำ

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่นๆที่มีกำหนดเปิดเผยในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านและการอนุญาตก่อสร้างเดือนก.ย., รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ หรือ Beige Book จากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ยอดขายบ้านมือสองเดือนก.ย., ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจเดือนก.ย.จาก Conference Board, ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นเดือนต.ค.จากมาร์กิต และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นต้นเดือนต.ค.จากมาร์กิต

BTS-BEM ร่วงกว่า 4.28% รับ Sentiment ลบจากชุมนุมการเมืองยืดเยื้อ-ดาวกระจาย

BTS-BEM ร่วงกว่า 4.28% รับ Sentiment ลบจากชุมนุมการเมืองยืดเยื้อ-ดาวกระจาย

หุ้น BTS ร่วง 4.28% มาที่ 8.95 บาท หรือลดลง 0.40 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 304.06 ล้านบาท เมื่อเวลา 10.35 น. ราคาหุ้นเปิดตลาดที่ 9.00 บาท ราคาทำระดับสูงสุดที่ 9.05 บาท และทำระดับต่ำสุดที่ 8.85 บาท

หุ้น BEM ดิ่งลง 4.12% มาที่ 8.15 บาท หรือลดลง 0.35 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 254.99 ล้านบาท เมื่อเวลา 10.35 น. ราคาหุ้นเปิดตลาดที่ 8.45 บาท ราคาทำระดับสูงสุดที่ 8.45 บาท และทำระดับต่ำสุดที่ 7.95 บาท

บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า การชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีการเดินรถไฟฟ้าต้องปิดชั่วคราวเป็นบางช่วงของรัฐบาลภายใต้การบังคับใช้พ.ร.บ.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยคาดว่าปัจจัยดังกล่าวจะเป็น Sentiment เชิงลบต่อราคาหุ้นบมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) และบมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) ซึ่งมองว่าผลกระทบยังไม่มากเนื่องจากการประกาศปิดในช่วงที่ผ่านมาเป็นการปิดแค่ช่วงเวลาและในบางวัน ปิดแค่บางสถานีในช่วงวันหยุดซึ่งมีการใช้รถไฟฟ้าไม่มาก

อย่างไรก็ตาม หากการชุมนุมประท้วงมีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อและกระจายไปเป็นวงกว้าง ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อประมาณการกำไรสุทธิของ BTS และ BEM มากขึ้น โดยประเมินกรณีบริษัทประกาศปิดรถไฟฟ้าทุกสถานีชั่วคราวทุก ๆ 1 วัน (ปิดทั้งวัน) จะกระทบประมาณการกำไรสุทธิของทั้ง 2 บริษัทใกล้เคียงกันที่ราว -0.5% ถึง -0.6% สำหรับกลุ่ม Ground Transport ยังคงคำแนะนำ “Neutral”

สำหรับบมจ.วีจีไอ (VGI) มองว่าการปิดให้บริการของ BTS จะส่ง Sentiment เชิงลบต่อราคาหุ้นในระยะสั้น โดย contract ที่ระยะเวลาสั้นสุด คือ 1-3 เดือน และมองว่าโอกาสการยกเลิกสัญญาเป็นไปได้น้อย เนื่องจากการยกเลิกสัญญาจะต้องมีการแจ้งล่วงหน้า ถ้า worst case กรณีการชุมนุมยืดเยื้อ ส่งผลให้ BTS อาจต้องงดให้บริการบางสถานีที่ใกล้บริเวณชุมนุมในช่วงเวลาที่ชุมนุมเท่านั้น ซึ่งมองว่าผู้ใช้บริการสื่อ Transit จะเลื่อนระยะเวลาการใช้บริการมากกว่าการยกเลิกสัญญา แม้มีการเลื่อนระยะเวลาสัญญา ประเมินว่าการจะรับรู้รายได้ส่วนที่เลื่อนไปจะไม่เกิน ปี 63/64 (สิ้นสุดมี.ค.64) โดยยังคงแนะนำ “ซื้อ” VGI ที่ราคาเป้าหมาย ปี 64 ที่ 8.00 บาท อิง SOTP

ขณะที่ราคาหุ้น VGI เช้านี้ อยู่ที่ 6 บาท ลดลง 0.20 บาท หรือ 3.23%

นิกเกอิปิดเช้าพุ่ง 261.97 จุด รับความหวังแผนกระตุ้นศก.สหรัฐ

ภาวะตลาดหุ้นโตเกียว: นิกเกอิปิดเช้าพุ่ง 261.97 จุด รับความหวังแผนกระตุ้นศก.สหรัฐ

ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดภาคเช้าพุ่งขึ้นในวันนี้ โดยได้แรงหนุนจากความหวังเกี่ยวกับความคืบหน้าในการเจรจาเพื่อออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในสหรัฐ

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ดัชนีนิกเกอิปิดภาคเช้าพุ่งขึ้น 261.97 จุด หรือ 1.12% แตะที่ 23,672.60 จุด

หุ้นที่ปรับตัวขึ้นในช่วงเช้านี้นำโดยหุ้นกลุ่มขนส่งทางทะเล กลุ่มผลิตภัณฑ์ยาง กลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม

แนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ กล่าวให้สัมภาษณ์ในรายการ “This Week” ของสถานีโทรทัศน์ ABC ว่า แม้ขณะนี้พรรคเดโมแครตและคณะบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงมีความเห็นที่ขัดแย้งกันในหลายประเด็นเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่เพื่อเยียวยาผลกระทบโควิด-19 แต่เธอมีมุมมองเป็นบวกว่า มาตรการดังกล่าวจะได้รับการผลักดันให้มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายได้ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 3 พ.ย.นี้

เพโลซียืนยันว่า เธอเองต้องการให้ร่างมาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายก่อนการเลือกตั้งวันที่ 3 พ.ย. แต่การที่จะมีผลบังคับใช้ได้นั้น พรรคเดโมแครตและคณะบริหารของปธน.ทรัมป์จะต้องบรรลุข้อตกลงกันให้ได้ภายในเวลา 48 ชั่วโมงก่อนที่จะถึงวันเลือกตั้ง

แนวโน้มดัชนีเช้านี้ปรับลง ตาม ตลาดหุ้นทั่วโลก ต่างปรับตัวลดลง

ภาวะตลาดหุ้นไทย : แนวโน้มดัชนีเช้านี้ปรับลง ตาม ตลาดหุ้นทั่วโลก ต่างปรับตัวลดลงวิตกโควิดกระทบศก.-การเมืองยังกดดัน

นายคณฆัส จิรเสวีนุประพันธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บล.โนมูระ พัฒนสิน กล่าวว่า แนวโน้มการเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นไทยเช้านี้น่าจะอ่อนตัวลง แต่คงจะไม่ปรับตัวลงแรงเหมือนเมื่อวานนี้ ขณะที่ ตลาดหุ้นทั่วโลก ต่างปรับตัวลดลงทั้งตลาดสหรัฐและยุโรป โดยนักลงทุนยังรอติดตามปัจจัยจากสหรัฐในส่วนมาตรการเยียวยาเศรษฐกิจจากผลกระทบของสถานการณ์โควิด-19 การเลือกตั้งในสหรัฐ และการเข้าสู่ฤดูการประกาศผลประกอบการของบริษัทในสหรัฐ ส่วนในยุโรป ยังต้องติดตามสถานการณ์โควิด-19 ที่กดดันให้ตลาดหุ้นปรับตัวลง หลังนักลงทุนวิตกเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการดำเนินมาตรการล็อกดาวน์รอบใหม่ในยุโรป

ส่วนปัจจัยภายในประเทศยังต้องติดตามสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง ที่แม้จะมีการยุติการชุมนุมเมื่อวานนี้ แต่ก็มีการนัดรวมตัวครั้งใหม่ในวันนี้ รวมถึงต้องติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ และการทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/63 ของกลุ่มสถาบันการเงินที่ล่าสุดบมจ.ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) และบมจ.บัตรกรุงไทย (KTC) ประกาศออกมาไม่ได้สะท้อนเชิงบวกต่อตลาดมากนัก ทำให้น่าจะทำให้มีแรงขายทำกำไรออกมากดดันตลาดอยู่

พร้อมให้แนวรับที่ 1,231 และ 1,230 ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,250 และ 1,258 จุด

ฮั่งเส็งเปิดบวก 35.87 จุด นลท.ช้อนซื้อหลังตลาดร่วงหนักหลังจากดัชนีฮั่งเส็งร่วง

ภาวะตลาดหุ้นฮ่องกง : ฮั่งเส็งเปิดบวก 35.87 จุด นลท.ช้อนซื้อหลังตลาดร่วงหนักหลังจากดัชนีฮั่งเส็งร่วงลงกว่า 500 จุดเมื่อวานนี้

ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดบวกวันนี้ เนื่องจากนักลงทุนเข้าช้อนซื้อหลังจากดัชนีฮั่งเส็งร่วงลงกว่า 500 จุดเมื่อวานนี้ อันเนื่องมาจากความกังวลที่ว่า ทำเนียบขาวและพรรคเดโมแครตอาจไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหม่ได้ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 3 พ.ย.

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ดัชนีฮั่งเส็งเปิดวันนี้ที่ 24,194.41 จุด เพิ่มขึ้น 35.87 จุด หรือ +0.15%

ดั๊บเบิ้ล เอ ขายหุ้นกู้เกินเป้า สะท้อนความแข็งแกร่งธุรกิจรับมือ New Normal

ดั๊บเบิ้ล เอ ขายหุ้นกู้เกินเป้า สะท้อนความแข็งแกร่งธุรกิจรับมือ New Normal

ดั๊บเบิ้ล เอประกาศความสำเร็จภายหลังการเสนอขายหุ้นกู้สามารถระดมทุนได้กว่า 4,021.2 ล้านบาท เกินกว่าเป้าหมายเสนอขายที่ 3,000 ล้านบาท สะท้อนความแข็งแกร่งในการขยายธุรกิจรับมือ New Normal

บมจ.ดั๊บเบิ้ล เอ(1991) ปรับตัวรับผลกระทบจากโควิด-19 เตรียมการขยายธุรกิจรองรับโอกาสใหม่ ทั้งอุปกรณ์สำนักงาน กระดาษบรรจุภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัย โดยยังคงเป้าหมายรักษาระดับการเติบโตของธุรกิจที่ 10% ไว้ได้อย่างต่อเนื่อง

Transform ธุรกิจกระดาษ ตลาดกระดาษบรรจุภัณฑ์หรือกระดาษคราฟท์ทั่วโลก กำลังเบ่งบานเติบโตเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ย 1.6% ต่อปีดั๊บเบิ้ล เอ จึงมีแผนขยายธุรกิจไปสู่อุตสาหกรรมกระดาษบรรจุภัณฑ์ โดยได้สร้างโรงงานผลิตเยื่อกระดาษกำลังการผลิต 270,000 ตันต่อปี โดยใช้กระดาษใช้แล้ว (Mixed Paper) เป็นวัตถุดิบในการผลิต โรงงานกระดาษบรรจุภัณฑ์ได้เริ่มผลิตตั้งแต่ไตรมาสแรกปีนี้ โดยบริษัทฯ มีสัญญาขายกระดาษให้กับพันธมิตรจากประเทศจีนเป็นเวลา 3 ปี

ขณะเดียวกันบมจ. ดั๊บเบิ้ล เอ (1991) ได้ทำการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยนำกระดาษใช้แล้วส่วนหนึ่งมาผสมกับเยื่อกระดาษคุณภาพสูง เพื่อผลิตเป็นกระดาษบรรจุภัณฑ์เกรดพรีเมี่ยมขายให้กับลูกค้าในประเทศกำลังการผลิต 250,000 ตันต่อปี จึงทำให้ดั๊บเบิ้ล เอ สามารถผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ได้ทุกเกรดในราคาที่แข่งขันกับคู่แข่งในตลาดได้ และได้ทำการเปิดตลาดผลิตภัณฑ์กระดาษบรรจุภัณฑ์ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา การเปิดตลาดกระดาษบรรจุภัณฑ์นี้เป็นการขยายธุรกิจไปสู่ตลาดที่มีการเติบโตสูงและช่วยกระจายความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี

Lenzing ขยายการลงทุนรับ New Normal ภายใต้ New Normal ธุรกิจต่าง ๆ จะต้องปรับตัวเพิ่มขีดความสามารถในการเข้าถึงวัตถุดิบและตลาด อาเซียนเองก็เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่สำคัญของธุรกิจทั่วโลก บริษัท Lenzing ซึ่งเป็นบริษัทสิ่งทอชั้นนำจากประเทศออสเตรียจึงเลือกประเทศไทยเป็นที่ตั้งฐานการผลิต โดย Lenzing ตัดสินใจลงทุน 300 ล้านเหรียญสหรัฐ ก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ในจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อผลิตเส้นใย Lyocell ซึ่งเป็นนวัตกรรมเส้นใยอัจฉริยะที่ดีสุดในโลกที่ใช้เส้นใยจากเยื่อไม้ทดแทนเส้นใยพลาสติก พร้อมกับมีแผนลงทุนเส้นใยขนาดกำลังการผลิต 100,000 ตัน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องผลิตได้ในปี 2564

ทั้งนี้ Lenzing เลือกตั้งโรงงานที่สวนอุตสาหกรรม 304 ในกลุ่มบริษัทพันธมิตรของดั๊บเบิ้ล เอ เพราะมีโครงสร้างพื้นฐานดี การคมนาคมขนส่งสะดวก และประเทศไทยยังเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่สำคัญยังเป็นแหล่งซัพพลายวัตถุดิบเยื่อไม้ที่สำคัญ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ของไทยให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี

แข็งแกร่งรับ New Normalดั๊บเบิ้ล เอเป็นหนึ่งในองค์กรที่พร้อมปรับตัวรับกับความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาดั๊บเบิ้ล เอได้นำแผนปรับปรุงการดำเนินงานมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินการทุกส่วน ตั้งแต่การปรับเปลี่ยนส่วนประสมของผลิตภัณฑ์ การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต และการลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน

นอกจากนี้ดั๊บเบิ้ล เอ ยังได้ปรับปรุงการบริหารจัดการภายใน อาทิ งานบัญชี การเงิน และฝ่ายปฏิบัติการให้ทันสมัย ใช้คนน้อยลง และที่สำคัญคือการปรับองค์กรให้พนักงานเข้ามาอยู่ในรูปแบบของ Digital Manpower รวมถึงการกระตุ้นให้พนักงานใช้งาน Social Media ในการทำงานมากขึ้น เพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง และเปิดโอกาสให้พนักงานในฝ่ายขายและการตลาดขายผลิตภัณฑ์ผ่านออนไลน์มากขึ้น

ผลที่เกิดขึ้นคือ บริษัทฯ ดีขึ้นในเกือบทุกด้าน โดยวัดจากความสามารถในการทำกำไรของบริษัทฯ ที่ดีขึ้น EBITDA เพิ่มขึ้นจากระดับ 8.2% ในปี 2559 สู่ระดับ 20% ในปี 2561 และ 2562

บูรณาการธุรกิจครบวงจรอีกด้านหนึ่งดั๊บเบิ้ล เอ มีการวางโครงสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่ง โดยมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์กระดาษแบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิตเยื่อกระดาษไปจนถึงการผลิตกระดาษ ทำให้เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และช่วยควบคุมต้นทุนไม่ให้ผันผวน เนื่องจากเยื่อกระดาษเป็นหนึ่งในสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีความผันผวนสูง

การที่ดั๊บเบิ้ล เอ ทำโครงการส่งเสริมเกษตรกรให้ปลูกต้นกระดาษ ทำให้เป็นผู้ผลิตกระดาษที่มีวัตถุดิบรองรับอย่างเพียงพอ มีโรงงานผลิตเยื่อกระดาษ และโรงงานผลิตกระดาษ ส่งผลให้ธุรกิจมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง สามารถผลิตกระดาษที่มีคุณภาพ ตรงกับความต้องการของตลาด และยังสามารถปรับเปลี่ยนธุรกิจไปสู่ธุรกิจข้างเคียง เช่น ธุรกิจผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ โดยที่ยังรักษาคุณภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขันไว้ได้

ขายหุ้นกู้เกินเป้า 3,000 ล้านบาทในช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมาบมจ.ดั๊บเบิ้ลเอ(1991) ได้ออกเสนอขายหุ้นกู้มูลค่า 3,000 ล้านบาท และสำรอง (Greenshoe) มูลค่า 2,000 ล้านบาท บริษัทสามารถจำหน่ายหุ้นกู้ทั้ง 2 ชุด รวมกันทั้งสิ้น 4,021.2 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายหุ้นกู้หลักที่ตั้งเป้าไว้ 1,021.2 ล้านบาท

บริษัทจึงขอขอบคุณท่านผู้ลงทุนในหุ้นกู้ทุกท่านที่ให้ความเชื่อมั่นในศักยภาพของบริษัทที่จะสามารถบริหารจัดการธุรกิจให้เติบโตต่อเนื่องในระยะยาว และให้การสนับสนุนกิจการของบริษัทฯ ด้วยดีมาตลอด

ดัชนี SET ต้นภาคเช้าร่วงลดลง 10.16 จุด กังวลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินรับมือม็อบ

ดัชนี SET ต้นภาคเช้าร่วงลดลง 10.16 จุด กังวลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินรับมือม็อบ

ตลาดหุ้นต้นภาคเช้าร่วงไปกว่า 10 จุด ตอบรับความกังวลการเมืองในประเทศหลังจากนายกรัฐมนตรีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงในเขต กทม.เพื่อควบคุมเหตุการณ์ไม่ให้เกิดความวุ่นวายจากการชุมนุม ขณะที่ตลาดต่างประเทศต่างติดลบเพราะผิดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐอาจจะมีความล่าช้า

เมื่อเวลา 9.57 น.ดัชนี SET มาอยู่ที่ 1,253.83 จุด ลดลง 10.16 จุด (-0.80%)

SA GAMING เกม คาสิโน น่าเล่นของ ufabet

SICBO ไฮโลออนไลน์ SA GAMING ของ ufabet

SICBO ไฮโลออนไลน์ หลายคนอาจจะไม่รู้จัก แต่พูดถึง “ไฮโล” หลายคนถึงกับร้อง อ๋อ… เพราะไฮโลเป็นกิจกรรมที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน รู้จักกันเป็นอย่างดี สมัยก่อนเมื่อมีกิจกรรมต่างๆ ที่มีเหตุให้ผู้คนต้องทาชุมนุมกัน ปฏิเสธไม่ได้ว่า ไฮโล เป็นอีกกิจกรรมที่ช่วยในการรื่นเริง แต่ด้วยปัจจุบัน โลกได้ก้าวไปไกล เมื่อมีอินเทอร์เน็ต ไฮโล จึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งใน คาสิโนออนไลน์ และเป็นที่รู้จักในนามของ Sic Bo แต่ Sic Bo นั้น ยังเป็นเกมที่หลายๆคน ไม่ค่อยนิยม เพราะความเสี่ยงแตกต่างจากเกม ไพ่ ที่มีใน คาสิโนออนไลน์ วันนี้เรามาทำความรู้จักกับ Sic Bo กันดีกว่า

SICBO ไฮโลออนไลน์ วิธีการเลือกวางเดิมพัน

1.การแทงเต็ง

  • การ แทงเต็ง คือ การแทงตัวเลข เพียงตัวเลขเดียว เช่นการเต็งสอง การเต็งสาม มันจะมีโอกาสชนะมา กกว่า เพราะว่ามันจะมีลูกเต๋าที่ออกเป็นตัวเลขนั้นสามลูก จึงมีคนจำนวนมากนั้นชอบแทงเต็ง และอัตราการจ่ายเงินจะอยู่ที่ 1:1

2.การแทงโต๊ด

  • การ แทงโต๊ด หลายคนก็ชอบ เนื่องจากสามารถเลือกได้สองตัวเลขในการแทง เช่นการโต็ด 4,5 3,6 เป็นต้น และการแงโต๊ด จะมีอัตราการจ่ายเงินในราคาที่มาก ถึง 1:5

3.การแทงต่ำ

  • การแทงต่ำนั้นคือ การที่ท่านนั้นคิดว่าผลรวมของลูกเต้าทั้งสามลูกนั้น จะมีแต้มอยู่ที่ 4-10 การแทงแบบนี้นั้น มีโอกาศที่จะชนะมากถึง 45 % เพราะว่ามันมีอัตราการชนะมาก ทำให้มีผคนนั้นชอบเยอะ และอัตราการจ่ายจะอยู่ที่ 1:1

4.การแทงสูง

  • การแทงสูง นี้ก็มีความคล้ายกับการแทงต่ำ แต่มันจะมีความแตกต่างกันอยู่ที่ จำนวนแต้มของการแทง นั้นก็คือ ผลรวมของมันจะต้องมีคะแนนมากกว่า 12 ขึ้นไป จะทำไห้ท่านนั้นได้รับชัยชนะในการแทงสูง และโอกาศการชนะอยู่ที่ 45 % เช่นเดียวกับการแทงต่ำ

5.การแทง11ไฮโล

  • การแทง 11 ไฮโลนั้น ถือว่าเป็นการแทงที่มีอัตาการจ่ายมากที่สุด เพราะว่ามีโอกาสที่จะชนะน้อยมาก เพียงแค่ 10 % และการแทง 11 ไฮโล นั้น ก็คือการที่ คุณนั้นต้องแทง 11 หมายความว่า ผลรวมของลูกเต๋าสามลูกนั้นต้องเป็น 11 คุณถึงจะได้รับเงินรางวัล และหากทคุณชนะ ก็จะได้เงินรางวัลไปมากถึง 1:11 เลยทีเดียว

ข้อดีของเกม Sic Bo SA GAMING หรือ ไฮโลออนไลน์

  • ความสะดวกสบายในการวางเดิมพัน
  • ความสะดวกสบายในการได้รับเงินเดิมพัน เพราะจะมีการคำนวณให้ทันทีหลังจบการเขย่าเต๋า
  • ด้วยการแสดงให้เห็นถึงลูกเต๋าทำให้สามารถเชื่อถือได้สูง
  • โปรโมชั่นและโบนัสต่างๆ ก็ยังได้รับสูง
  • ด้วยระบบออนไลน์ ทำให้ความปลอดภัยมีมาก
  • สามารถเล่นได้ทุกที่ที่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ต เพราะมีให้ดาวโหลดไว้ในโทรศัพท์มือถือแล้ว
  • อัตราการชนะรางวัลมีสูงพอสมควร รวมถึงอัตราการได้เงินจากการถูกรางวัล หรือชนะเดิมพันก็มีมาก เพราะสามารถเลือกลงได้อย่างหลากหลายเดิมพัน และอัตราการจ่ายเงินเมื่อชนะก็ยังคุ้มเพราะในบางเดิมพัน อัตราการจ่ายมากกว่าหนึ่งเท่า และสูงถึง 60 เท่าเลยทีเดียว

ข้อเสียของเกม Sic Bo หรือ ไฮโลออนไลน์

  • การประกาศผลแพ้ชนะ ไม่ชัดเจนเท่าไหร่ เพราะขึ้นอยู่กับการวางเดิมพันของแต่คน แต่สามารถตรวจสอบผลได้จากหน้าต่างแสดงผล
  • ด้วยความที่การวางเดิมพันมีมากมายหลากหลายรูปแบบทำให้ในบางครั้ง ผู้เล่นอาจจะงงกับการเลือกวางเดิมพัน เพราะมีเยอะมาก แต่ทั้งนี้ ด้วยความที่การวางเดิมพันที่มากมาย ทำให้อัตราการชนะและอัตราการจ่ายเมื่อชนะ ต่างกันอีกด้วย